เป็นการสนทนาระหว่างอดีต ปธน.โอบามากับซูซาน แม็กเคย์ สื่อมวลชนผู้ทำหน้าที่ซักถาม ที่มหาวิทยาลัย Queen’s ที่เมืองเบลฟาสต์ เมืองเอกของไอร์แลนด์เหนือ ในวันอังคารที่ 6 ตุลาคมที่ผ่านมา...ในโอกาสที่ปธน.โอบามา เดินทางไปกล่าวสุนทรพจน์ ทั้งที่เมืองเบลฟาสต์, ที่เมืองกลาสโกว์ และที่เมืองแมนเชสเตอร์ ซึ่งเป็น Speaking Tour ของเขาในปีนี้ (คือไปกล่าวสุนทรพจน์ตามคำเชิญของสถาบันต่างๆ)
ที่มหาวิทยาลัยควีนส์นี้ ปธน.โอบามาได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ด้วย
เมื่อซูซาน ถามท่านอดีตปธน.ถึงเหตุการณ์ที่กาซา
โอบามาได้กล่าวอย่างเต็มปากเต็มคำว่า เป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โดยกองกำลังของอิสราเอล ซึ่งเขาต้องการชี้ให้ทั้งสองฝ่ายคือ ฝ่ายอิสราเอลและฝ่ายปาเลสไตน์ได้ตระหนักถึงลูกหลานที่จะมีชีวิตต่อไปในอนาคตจะอยู่ร่วมกันต่อไปอย่างไร?
เขายอมรับว่า ชาวยิวถูกเหยียดหยามมาเป็นเวลาหลายศตวรรษในการดำเนินชีวิตที่ยุโรป และพยายามดิ้นรนเพื่อหาที่อยู่อาศัยที่มีความมั่นคงกว่า โดยต้องการตั้งรกรากในรัฐที่เคยเป็นแผ่นดินแม่ในอดีตกาล
“เหล่าชาวยิวตลอดหลายพันปีที่ผ่านมา ถูกกดขี่, เหยียดหยาม, ถูกฆ่า... โดยยุโรปต้องรับผิดชอบในการยอมให้เกิดเหตุการณ์เหล่านั้น... และน่าเห็นใจว่า พวกเขาต้องการหาที่ตั้งรกรากที่มั่นคงถาวร”
แต่ทว่า การก่อกำเนิดของรัฐอิสราเอลที่หนีความโหดร้ายที่ยุโรป...กลับมายึดครองดินแดนจากชาวปาเลสไตน์...อีกนัยหนึ่งก็คือ...รัฐอิสราเอลก่อกำเนิดมาจากการปล้นฆ่าช่วงชิงยึดครองผืนแผ่นดินของชาวปาเลสไตน์ ซึ่งดำรงชีวิตอยู่ในแผ่นดินเกิดของพวกเขามาเป็นเวลาเป็นพันๆ ปีเช่นกัน
โอบามาพูดถึงเหตุการณ์สยองในเช้าตรู่ของวันเสาร์ที่ 7 ตุลาคม 2023 ที่กลุ่มติดอาวุธฮามาสบุกเข้าสังหารชาวอิสราเอลในเทศกาลดนตรี และได้จับตัวประกันไปจำนวนหนึ่งนั้นว่าเป็นนักรบ Freedom Fighter ซึ่งเป็นผู้ที่ต่อสู้เพื่อทวงคืนดินแดนบ้านเกิดของตนคืนมา
แนวคิดนี้ เหมือนกับคำอธิบายอย่างหนักแน่น (ก่อนหน้าเพียง 2-3 วัน) ของ ศ.จอห์น เมียร์ไชเมอร์ นักรัฐศาสตร์แห่งทฤษฎีสัจนิยมคนดังแห่งมหาวิทยาลัยชิคาโก...ซึ่งเป็นผู้เขียนหนังสือเมื่อปี 2006 เปิดเผยความจริงที่ไม่มีใครกล้าแตะว่านโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ต่อตะวันออกกลางนั้น อยู่ภายใต้การควบคุมชี้นำของรัฐบาลอิสราเอล เพราะชาวยิวที่ทรงอิทธิพลด้านธุรกิจและการเมืองที่สหรัฐฯ มีการบริจาคเป็นกองทุนเพื่อสนับสนุนการเลือกตั้ง ทั้ง สส.และ สว.ให้เข้าไปนั่งในสภาฯ ของสหรัฐฯ จากทั้งสองพรรคการเมือง จนทำให้นโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ถูกปิดตาและลงคะแนนออกกฎหมายเพื่อพิทักษ์รัฐอิสราเอลที่จัดตั้งขึ้นมาจากการสนับสนุนของรัฐบาลอเมริกันหลังสงครามโลกครั้งที่สอง
ทั้งๆ ที่ในช่วงหลังของการเป็นปธน.สมัยที่สองของโอบามา ก็ได้ลงนามในกฎหมายที่สหรัฐฯ จะให้การช่วยเหลือทางการทหาร เพื่อความคงอยู่หรืออยู่รอดของรัฐอิสราเอล เป็นเงินช่วยเหลือ 10 ปี ปีละ 38,000 ล้านเหรียญ 10 ปีก็รวม 380,000 ล้านเหรียญ (เท่ากับ 12 ล้านล้านบาท) ซึ่งเป็นอาวุธยุทโธปกรณ์ทันสมัยล่าสุดของสหรัฐฯ รวมทั้ง Iron Dome ที่ใช้คลุมน่านฟ้าอิสราเอล ถ้าถูกขีปนาวุธจากประเทศอาหรับที่ไม่เห็นด้วยต่อการเข้ามายึดครอง และขยายอาณาเขต Greater Israel บนซากศพของชาวปาเลสไตน์ตลอด 80 ปีที่ผ่านมา
การพูดอย่างตรงไปตรงมาของโอบามา นับเป็นครั้งแรกสำหรับปธน.สหรัฐฯ ซึ่งยังไม่มีใครอาจหาญกล้าเผชิญกับความจริงอันนี้ แม้อดีตปธน.คาร์เตอร์จะได้พยายามหาหนทางไกล่เกลี่ยเพื่อให้ชาวอิสราเอลและชาวปาเลสไตน์ได้อยู่ร่วมกันให้ได้ ในช่วงที่ชาวปาเลสไตน์ได้ก่อกำเนิดกลุ่มติดอาวุธ PLO (Palestinian Liberation Org) ซึ่งนำโดยนายยัสเซอร์ อาราฟัต (ในปี 1969) ที่ต้องการทวงดินแดนปาเลสไตน์คืนมา
ปธน.อันวาร์ ซาดัต แห่งอียิปต์ ไปร่วมประชุมที่แคมป์เดวิดกับ ปธน.คาร์เตอร์ ในปี 1978 ร่วมกับนายกฯ เมนาเคม เบกิน แห่งอิสราเอล ซึ่งสามารถปูทางสู่สนธิสัญญาสันติภาพอียิปต์-อิสราเอล แต่ต่อมาปธน.ซาดัต ก็ถูกสังหารในขณะเป็นประธานในพิธีสวนสนามวันชาติด้วยซ้ำ
หรือแม้แต่ความพยายามของปธน.คลินตัน ในปี 2000 ที่แคมป์เดวิดร่วมกับนายกฯ อิสราเอล เอฮุด บารัค เป็นประธาน PLO นายอาราฟัต ซึ่งก็ยังไม่มีการชี้ลงไปว่า การก่อกำเนิดของรัฐอิสราเอลนั้น ได้เข่นฆ่าปล้นสะดมเข้ายึดครองที่ดินอย่างโหดเหี้ยมมาจากเจ้าของแผ่นดินคือ ชาวปาเลสไตน์ที่อยู่มาเป็นพันปี
แน่นอนว่า นายกฯ เนทันยาฮู ออกมาตอบโต้บารัค โอบามา อย่างเผ็ดร้อน เพราะนายเนทันยาฮูจะโจมตีใครก็ตามที่พูดความจริงถึงการเข่นฆ่าชาวปาเลสไตน์ เพื่อปล้นดินแดนมาเป็นของอิสราเอลว่าเป็นพวก “ต่อต้านยิว” และมีอคติต่อชาวยิวผู้น่าสงสารและถูกกระทำมาตลอดประวัติศาสตร์ของชนเผ่าของเขา
น่าสังเกตว่า โอบามาใช้ช่วงเวลาที่ทิ้งระเบิดแห่งความจริงนี้ในวาระครบรอบ 3 ปีเหตุการณ์ที่ฮามาสบุกสังหารชาวอิสราเอลวันที่ 7 ตุลาคม และเป็นช่วงเวลาที่ใกล้กับวันลงคะแนนเลือกตั้งทั่วไปของอิสราเอลที่นายเนทันยาฮูกำลังสูญเสียความนิยมอยู่พอดี
โอบามาพยายามเตือนว่า ชาวอิสราเอลจะอยู่เป็นสุขได้อย่างไรในเมื่อยังใช้กองกำลัง (กองทัพ) ที่เกรียงไกรกว่า เข้าเข่นฆ่าชาวปาเลสไตน์...ซึ่งไม่มีหลักประกันอันใดว่า เหตุการณ์เช่น 7 ตุลาฯ เมื่อ 3 ปีก่อนจะไม่เกิดขึ้นอีก
ขณะเดียวกัน ก็เตือนชาวปาเลสไตน์ว่า เขากำลังใช้กองกำลังที่มีขนาดไม่ใหญ่เท่าอิสราเอลในด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ ก็จะเกิดการสูญเสียอย่างมาก..แต่ควรหาทางอื่นเป็นวิธีการต่อสู้อย่างสันติ ซึ่งจะต้องใช้เวลายาวนานด้วย
โอบามากล่าวย้ำว่า ชาวปาเลสไตน์ได้สู้เพื่อทวงแผ่นดินของเขาคืนมา
ถ้าสหรัฐฯ และยุโรปเห็นพ้องให้ชาวอิสราเอลทวงคืนดินแดนโบราณ 4-5 พันปี (ตามบันทึกพระคัมภีร์เก่า) มาจากชาวปาเลสไตน์ (ที่ครอบครองอาศัยแผ่นดินนี้มาเป็นพันปีเช่นกัน)
ชาวออสเตรเลียปัจจุบัน ก็ต้องคืนทวีปนี้ให้แก่ชนเผ่าอะบอริจิน ซึ่งเป็นผู้อาศัยอยู่ดั้งเดิมเป็นพันปีด้วย
เช่นเดียวกับชาวนิวซีแลนด์ปัจจุบัน ก็ต้องคืนประเทศให้แก่ชนเผ่าเมารีที่อาศัยมาก่อนเป็นพันๆ ปี
และสหรัฐฯ เอง ก็ต้องคืนทั้งประเทศให้แก่ชาวอินเดียแดงที่อยู่อาศัยมาเป็นพันๆ ปีก่อน


