xs
xsm
sm
md
lg

เรื่องพิเศษ

x

เมื่อทักษิณขอนิรโทษกรรม แล้วไพศาลตัดตีนให้เข้ากับเกือก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ทักษิณ ชินวัตร ยื่นคำร้องขอนิรโทษกรรมตามพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 โดยอ้างว่าคดีของตนมีที่มาจากความขัดแย้งทางการเมือง และเป็นผลสืบเนื่องจากการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ต้องการให้ล้างมลทินและคืนสิทธิตามกฎหมาย ขณะที่ทนายความอธิบายว่า ทักษิณต้องการใช้ชีวิตอย่างสงบและไม่ประสงค์จะยุ่งเกี่ยวกับการเมืองอีก

การยื่นคำร้องเป็นสิทธิของทักษิณ ไม่มีใครไปห้ามได้ แต่เมื่อยื่นแล้วจะได้รับนิรโทษกรรมหรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ต้องเอาความผิดที่ศาลพิพากษามาพิจารณากับกฎหมาย ไม่ใช่เอาความประสงค์ของผู้ยื่นมาเป็นคำตอบ

บทความนี้มิได้มุ่งจองล้างจองผลาญทักษิณ เพราะเขาได้รับโทษไปแล้ว แต่เป็นความเห็นทางกฎหมาย แม้ผมจะมีความรู้กฎหมายเพียงน้อยนิดก็ตาม

ไพศาล พืชมงคล พยายามอธิบายไปในทางที่ว่า ทักษิณสามารถเข้าเงื่อนไขได้รับนิรโทษกรรมได้ และท้วงติงการอธิบายว่าทักษิณไม่ได้รับประโยชน์จากกฎหมายนี้เพราะเป็นคดีทุจริต

ผมจึงอยากชวนไพศาลกลับมาอ่านทั้งตัวกฎหมายและฐานความผิดของทักษิณไปพร้อมกันว่า ตกลงข้อยกเว้นที่เขียนไว้นั้นมีความหมายอย่างไร และความผิดที่ศาลพิพากษาลงโทษทักษิณเป็นความผิดประเภทไหน

มาตรา 3 บัญญัติว่า พระราชบัญญัตินี้มิให้มีผลนิรโทษกรรมแก่การกระทำความผิดฐาน “ทุจริตหรือประพฤติมิชอบ” นอกเหนือจากความผิดประเภทอื่นที่กฎหมายระบุยกเว้นไว้ด้วย

คำสำคัญอยู่ตรงคำว่า “หรือ” เพราะกฎหมายไม่ได้ยกเว้นเฉพาะการทุจริต แต่รวมถึงการประพฤติมิชอบด้วย ใครจะอธิบายว่าคดีใดไม่ใช่การทุจริต ก็ยังต้องตอบต่อไปว่า แล้วเป็นการประพฤติมิชอบหรือไม่ จะหยุดคำอธิบายไว้เพียงครึ่งเดียวไม่ได้

ยิ่งถ้าจะอธิบายคำว่าทุจริตให้เหลือเพียงการยักยอกเงินหลวงเข้ากระเป๋าตัวเอง ก็ต้องถามว่า เอาข้อจำกัดเช่นนั้นมาจากตรงไหนของมาตรา 3

พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 นิยาม“ทุจริตต่อหน้าที่” หมายความว่า ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตําแหน่งหรือหน้าที่ หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในพฤติการณ์ที่อาจทําให้ผู้อื่นเชื่อว่ามีตําแหน่งหรือหน้าที่ ทั้งที่ตนมิได้มีตําแหน่งหรือหน้าที่นั้น หรือใช้อํานาจในตําแหน่งหรือหน้าที่ ทั้งนี้ เพื่อแสวงหาประโยชน์ ที่มิควรได้โดยชอบสําหรับตนเองหรือผู้อื่น หรือกระทําการอันเป็นความผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ราชการหรือความผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมตามประมวลกฎหมายอาญาหรือตามกฎหมายอื่น

แล้วลองดูสามคดีที่ปรากฏในพระบรมราชโองการพระราชทานอภัยลดโทษให้ทักษิณ ซึ่งระบุเลขคดี ฐานความผิด และโทษจำคุกเอาไว้อย่างชัดเจน

คดีแรก คดีหมายเลขแดงที่ อม.4/2551 กรณีเอ็กซิมแบงก์ปล่อยกู้รัฐบาลพม่า 4,000 ล้านบาท เกี่ยวข้องกับการซื้อสินค้าและบริการจากบริษัทชินแซทเทลไลท์ในเครือชินคอร์ป ศาลพิพากษาจำคุกทักษิณ 3 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152 ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการ แล้วเข้ามีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นเนื่องด้วยกิจการนั้น

ประเด็นของคดีจึงอยู่ที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ของรัฐเข้าไปมีส่วนได้เสียในกิจการที่ตนดูแล ไม่ใช่ต้องจับได้ว่าหยิบเงินจากธนาคารใส่กระเป๋าตัวเองก่อน จึงจะมีความผิด

คดีที่สอง คดีหมายเลขแดงที่ อม.10/2552 หรือคดีหวยบนดิน ศาลพิพากษาจำคุก 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 โดยวินิจฉัยว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น ส่วนข้อหาและคำขออื่นให้ยก

คดีนี้ยิ่งต้องพูดให้ตรง ศาลไม่ได้ลงโทษทักษิณฐานยักยอกเงินหวย แต่การที่ไม่ได้ถูกลงโทษฐานยักยอก ไม่ได้ทำให้คำพิพากษาว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหายไปด้วย

ถ้ามาตรา 3 ยกเว้นการประพฤติมิชอบ และศาลลงโทษฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบโดยตรง ไพศาลจะอธิบายอย่างไรให้ความผิดนี้หลุดออกจากข้อยกเว้น ต้องแสดงเหตุผลทางกฎหมายให้เห็น ไม่ใช่บอกเพียงว่าไม่ใช่คดีทุจริตแล้วจบ

คดีที่สาม คดีหมายเลขแดงที่ อม.5/2551 กรณีถือหุ้นและใช้อำนาจเอื้อประโยชน์แก่กิจการในเครือชินคอร์ป ศาลลงโทษสองส่วน ส่วนแรกเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐถือหุ้นในบริษัทที่รับสัมปทานหรือเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐ ฝ่าฝืนมาตรา 100 วรรคหนึ่ง (2) ประกอบมาตรา 122 วรรคหนึ่ง ของกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 จำคุก 2 ปี

อีกส่วนหนึ่งเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152 ฐานเข้ามีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นในกิจการที่ตนมีหน้าที่จัดการหรือดูแล จำคุก 3 ปี รวมคดีนี้จำคุก 5 ปี

ทั้งหมดนี้เป็นฐานความผิดที่ศาลพิพากษาลงโทษแล้ว ไม่ใช่ข้อกล่าวหาที่ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองตั้งขึ้นมาเพื่อด่าทักษิณ และไม่ใช่การเอาชื่อคดีจากพาดหัวข่าวมาตัดสินว่าเป็นคดีทุจริต

เมื่อเอาฐานความผิดเหล่านี้มาพิจารณากับมาตรา 3 ผมจึงเห็นว่ามีเหตุผลทางกฎหมายรองรับอย่างหนักแน่นว่าเข้าข้อยกเว้น โดยเฉพาะคดีหวยบนดินที่มีคำวินิจฉัยเรื่องการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบชัดเจน ส่วนอีกสองคดีก็เป็นการใช้อำนาจหน้าที่ซึ่งเกี่ยวพันกับผลประโยชน์ส่วนตนและกิจการที่ตนมีส่วนได้เสีย

หากไพศาลเห็นต่าง สิ่งที่ต้องอธิบายคือ ความผิดเหล่านี้อยู่นอกความหมายของคำว่า “ทุจริตหรือประพฤติมิชอบ” อย่างไร ไม่ใช่เริ่มจากความต้องการให้ทักษิณได้รับนิรโทษกรรม แล้วค่อยหาคำอธิบายมารองรับ

ส่วนข้ออ้างว่าคดีมีที่มาจากความขัดแย้งทางการเมือง หรือเริ่มดำเนินการหลังรัฐประหารนั้น ก็ต้องแยกให้ออกระหว่างที่มาของการตรวจสอบกับการกระทำที่ศาลวินิจฉัยว่าเป็นความผิด

ต่อให้ยอมรับว่าคดีมีบริบททางการเมือง ก็ยังต้องตอบให้ได้ว่าผ่านข้อยกเว้นมาตรา 3 อย่างไร เพราะหากเพียงอ้างว่ามีแรงจูงใจทางการเมืองแล้วสามารถข้ามข้อยกเว้นได้ การเขียนยกเว้นคดีทุจริตหรือประพฤติมิชอบเอาไว้จะมีประโยชน์อะไร

พระบรมราชโองการพระราชทานอภัยลดโทษก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่ควรนำมาอธิบายสับสน เอกสารนั้นระบุทั้งสามคดีไว้ และมีข้อความว่าทักษิณ “ยอมรับผิดในการกระทำ มีความสำนึกในความผิด” ก่อนพระราชทานอภัยลดโทษให้เหลือจำคุกหนึ่งปี

การลดโทษไม่ได้เปลี่ยนคำพิพากษาว่ากระทำผิดให้กลายเป็นไม่ได้กระทำผิด และพระบรมราชโองการฉบับนั้นก็ไม่ได้วินิจฉัยล่วงหน้าว่า ทักษิณจะได้รับนิรโทษกรรมตามกฎหมายที่ออกมาภายหลัง

ผมไม่ได้บอกว่าคณะกรรมการมีคำวินิจฉัยคำร้องของทักษิณออกมาแล้ว แต่กำลังชี้ว่า หากจะวินิจฉัยให้ได้รับนิรโทษกรรม ก็ต้องอธิบายข้อยกเว้นเหล่านี้ให้ได้ด้วยเหตุผลที่ใช้กับคนอื่นได้เช่นเดียวกัน ไม่ใช่มีคำอธิบายพิเศษไว้สำหรับทักษิณคนเดียว

ไพศาลเป็นนักกฎหมายใหญ่ บางคนเรียกว่าเป็นกุนซือ เขามักแสดงตนเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องสามก๊กและกลยุทธ์พิชัยสงคราม ผมจึงยิ่งคาดหวังว่า เมื่ออธิบายกฎหมาย เขาจะพาคนอ่านไปให้ถึงข้อเท็จจริงและบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องครบถ้วน

แต่หลายครั้งที่อ่านความเห็นของไพศาล ผมกลับนึกถึงคำกล่าวที่ว่า “ตัดตีนให้เข้ากับเกือก” ครั้งนี้ก็เช่นกัน เมื่อฐานความผิดของทักษิณไม่พอดีกับคำอธิบายว่าจะได้รับนิรโทษกรรม สิ่งที่ควรแก้คือคำอธิบาย ไม่ใช่ตัดคำว่า “ประพฤติมิชอบ” ออกจากกฎหมายเพื่อให้ทักษิณสวมเกือกได้พอดี