อีกแค่ 3 อาทิตย์จะถึงวันลงคะแนนจะเป็นคำพิพากษาจากประชาชนอเมริกันถึงการบริหารของรัฐบาลตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งมีทั้งสองสงคราม-ยูเครนและอิหร่าน; ยังมีสงครามการค้าดุเดือดเลือดพล่านไปทั้งโลก จากการประกาศปลดแอก Liberation Day เมื่อ 2 เมษายนปีที่แล้ว และทำให้สินค้าในสหรัฐฯ ปรับราคาสูงขึ้นจาก Reciprocal Tariff และยังมีต่อเนื่องจากกฎหมาย IEEPA (ที่ทรัมป์แพ้ในศาลสูงสุด) มาเป็นม. 338 และม. 301 ไม่รู้จักจบจักสิ้น ซึ่งทั้งแคนาดา, บราซิล, อินเดีย โดนเข้าไป 50% จุกอกทีเดียว, หรือประเทศอย่างพวกเราชาวไทยก็โดนเรื่องการค้าจาก Forced Labor Trans-Shipment จนสินค้าในสหรัฐฯ ราคาสูงขึ้นมาตลอด
เนื่องจากสินค้าปรับตัวสูงขึ้นจากราคาน้ำมัน โดยเฉพาะดีเซลที่ขึ้นมาจากวันที่ 27 กุมภาพันธ์ (ก่อนสงครามกับอิหร่าน) ถึง 90% ทำให้เงินเฟ้ออยู่เกิน 2% มากว่า 5 ปีแล้ว และกดดันจนแม้แต่ Chair ของ Fed ก็ยังไม่กล้าฝืนให้คงดอกเบี้ยเท่าเดิมอีกต่อไป...ยิ่งเป็นการเพิ่มต้นทุนภาคธุรกิจ จากดอกเบี้ย Fed Fund Rate ที่ขยับสูงขึ้นมาอยู่ 3.75-4% ขณะนี้..และทำให้ดอกเบี้ยสำหรับผู้บริโภค โดยเครดิตการ์ดก็ต้องปรับสูงขึ้นตาม พร้อมๆ กับดอกเบี้ยจากการกู้มาผ่อนบ้าน ผ่อนคอนโดฯ รวมทั้งผ่อนซื้อรถยนต์ ตลอดจนผ่อนชำระการเดินทางด้วยเครื่องบิน (ค่าโดยสารก็พรวดขึ้นมาเพราะราคาน้ำมันเครื่องบินสูงเป็นสองเท่าของราคาก่อน 28 กุมภาพันธ์)
สงครามทั้งสองที่ยังดุเดือดระอุมาตลอด ทำให้อาวุธยุทโธปกรณ์ร่อยหรอในทุกๆ ประเทศที่เกี่ยวข้องกับสงคราม ทั้งผู้ผลิตและขายเจ้าใหญ่ของโลกคือ สหรัฐฯ ก็ต้องระดมผลิตอาวุธอย่างขมีขมัน ก็ดูดเอาเงินหรือสภาพคล่องไปใช้จ่ายในการผลิตอาวุธอย่างขมักเขม้น แย่งเงินไปจากการลงทุนในโครงการอื่นๆ ที่ไม่ใช่อาวุธ ดูจากงบทหารของสหรัฐฯ ปีนี้ถึง 1.5 ล้านล้านเหรียญ ขณะที่ปีที่ผ่านมาก็สูงลิบถึง 1 ล้านล้านเหรียญด้วยซ้ำ
ด้าน AI ก็ดูดการลงทุนอย่างบ้าดีเดือด ทั้งชิป, ทั้งดาต้าเซ็นเตอร์ พร้อมๆ กับการลงทุนด้าน Grid ในการผลิตพลังงานไฟฟ้าไปหล่อเลี้ยงดาต้าเซ็นเตอร์ และการลงทุนด้านน้ำและพัดลมหล่อเย็นซึ่งจำเป็นสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์
ปัจจัยข้างต้นทำให้กดดันค่าครองชีพคนอเมริกันสูงขึ้นจนผลจากการสำรวจโพลแทบทุกสำนัก รวมทั้งจากฟ๊อกซ์ด้วยคือ 65-70% ของคนอเมริกันไม่พอใจต่อการบริหารเศรษฐกิจของทรัมป์ และมีความพอใจแค่ 30-40% เท่านั้น; นับเป็นคะแนนนิยมต่อทรัมป์ที่ต่ำสุด และถ้าเทียบกับอดีตปธน.ทุกๆ คนก็ยังไม่ต่ำเท่ากับของทรัมป์ในช่วงก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม
การโกหกของทรัมป์ในทุกๆ โอกาส รวมทั้งสุนทรพจน์ที่ยูเอ็นว่า เขาทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์ พลิกฟื้นเศรษฐกิจจากที่อ่อนแอสุดภายใต้รัฐบาลก่อนหน้าเขา โดยยกเอาการทำลายสถิติดัชนีในตลาดหลักทรัพย์มากที่สุดมาวัด (จากการลงทุนมหาศาลของบริษัทเทคที่ใจกล้าทุ่มลงทุนโดยคาดว่าผลตอบแทนการลงทุนด้าน AI จะคืนกลับมาหลายเท่าทวีคูณ) ทั้งๆ ที่ขณะนี้ดัชนีในแต่ละกระดาน เริ่มหยุดนิ่งและถอยหลังลงมาพอควร
สงครามทั้งสองยังไม่มีวี่แววจะจบลงแต่อย่างใด และทำให้ราคาน้ำมันและดอกเบี้ยพุ่งสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว
กับคำพูดหลอกล่อว่า ถ้าจบสงครามเมื่อใด ราคาน้ำมันจะดิ่งลงเหมือนก้อนหินก็ดูเหมือนจะมีสลับฉากบ้างในการเล่นกลของทรัมป์ ที่ประกาศว่า (ใกล้แล้วๆ) ที่จะลงนามหยุดยิง ซึ่งน้ำมันจะดิ่งลงแค่ 2-3 วัน แล้วก็จะพุ่งพรวดเมื่อจิ้งจอกทรัมป์ประกาศว่า ไม่รับข้อเสนอหยุดยิงของอิหร่าน และจะบดขยี้อิหร่านให้สิ้นซาก (ขนาดไปประกาศที่ยูเอ็นด้วย)
หรือนี่จะเป็น October Surprise ที่จิ้งจอกทรัมป์ยอมคืนคำ เพื่อ (หลอก) ตลาดน้ำมันโลก โดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซลในสหรัฐฯ ให้ดิ่งลงมา
โดยเขายอมกลืนน้ำลายตนเองด้วยการหักมุมโทรศัพท์ไปพูดกับปูติน ให้ยอมอนุญาตให้น้ำมันดีเซลของรัสเซียรีบออกมาสู่ตลาดโลก โดยส่งเข้าสหรัฐฯ ถึง 300,000 ตันใน 4 เดือนนี้ และจะตามมาอีก 5 แสนตัน และอีก 1 ล้านตันตามลำดับ
ที่ว่ายอมกลืนน้ำลายก็เพราะว่า ก่อนที่ สว.อาวุโสจากเซาท์แคโรไลนา นายลินด์ซีย์ เกรแฮม จะเสียชีวิต เขาเพิ่งเสนอกฎหมายซึ่งผ่านสภาเพื่อลงโทษแก่บุคคลหรือสถาบันใดที่ไปซื้อน้ำมันรัสเซีย โดยทางตรงหรือทางอ้อม ที่เรียกว่า Secondary Sanction ซึ่งบทลงโทษนี้เพื่อหยุดยั้งท่อน้ำเลี้ยงที่จะส่งให้รัสเซียยังคงโจมตียูเครนต่อไป
เดิมนั้น สว.ลินด์ซีย์ เกรแฮม ซึ่งเป็นฝ่ายอนุรักษนิยมเข้มของพรรครีพับลิกัน จะอยู่ตรงข้ามกับนักธุรกิจทรัมป์ และโจมตีทรัมป์มาตลอด...จนกระทั่ง...ทรัมป์ชนะเข้าทำเนียบขาววาระแรก ทำให้ลินด์ซีย์ เกรแฮม เปลี่ยนมาประจบสอพลอทรัมป์ถึงกับเป็นเพื่อนร่วมก๊วนกอล์ฟอย่างใกล้ชิด...และในนโยบายเกี่ยวกับรัสเซียนั้น ลินด์ซีย์ เกรแฮม สนับสนุนยูเครนอย่างสุดตัว ซึ่งทรัมป์ก็ยอมตามลินด์ซีย์ เกรแฮม หลังจากทั้งปูตินก็ยังไม่มีทีท่าจะยอมหยุดโจมตียูเครน
เมื่อเข้าตาจนที่หยุดสงครามไม่ได้ทั้งสองแห่ง จิ้งจอกทรัมป์ก็กลิ้งกลอก แบบที่ทำมาตลอดชีวิต (เพื่อเป็นผู้ชนะอย่างที่พ่อเขาสอนไว้ว่า เธอต้องเป็น Killer-นักฆ่า-ไม่เช่นนั้น-เธอก็จะเป็นแค่ผู้แพ้-Loser นั่นเอง)-โดยหักดิบให้ปูตินส่งดีเซลเข้าตลาดโลก ทั้งๆ ที่รัสเซียเพิ่งประกาศห้ามขายทั้งน้ำมันดิบและดีเซลชั่วคราวออกนอกประเทศ หลังถูกจรวดและขีปนาวุธของยูเครนยิงเข้าทำลายทั้งบ่อน้ำมันและโรงกลั่นจำนวนหนึ่ง จนน้ำมันมีไม่พอใช้ในประเทศในปีนี้เอง
เสียงสวดด่าทอบินว่อนมาจากเหล่าประเทศสมาชิกนาโต ว่าทรัมป์ทำอย่างนี้ได้อย่างไร คือกลับส่งเงินไปให้รัสเซียเพื่อมาทำลายยูเครนต่อไป
เสียงด่าทอดังสุดมาจากปธน.ยูเครนว่า ทรัมป์เลือดเย็นยอมเพิ่มรายได้ให้รัสเซียเพื่อมาบดขยี้ยูเครน
ก็เลยโดนทรัมป์ตอบกลับไปว่า เซเลนสกีนั่นแหละ ส่งขีปนาวุธและโดรนไปทำลายแหล่งน้ำมันของรัสเซีย ทำให้กระทบปริมาณน้ำมันจากรัสเซียออกสู่ตลาดโลก...และน่าจะถึงเวลาต้องเปลี่ยนตัวปธน.ยูเครนเสียแล้ว
และทรัมป์ได้กลิ้งกลอกบิดเบือนโดยประกาศอย่างหน้าตาเฉยว่า ที่เขาเสนอกับปูตินคือ Energy Ceasefire หรือให้ทุกฝ่าย (ทั้งรัสเซียและยูเครน) ต่างต้องหยุดยิงแหล่งพลังงานของอีกฝ่าย เพราะกระทบต่อราคาพลังงานโลกกระทบเศรษฐกิจโลก
เซเลนสกีก็ไหวทัน หันมาสนับสนุนทรัมป์ โดยประกาศพร้อมหยุดยิงที่เป้าพลังงาน 60 วัน และพร้อมจัดเลือกตั้งทันทีถ้ารัสเซียยอมหยุดยิงโครงสร้างพลังงานในเวลา 60 วัน
ตกลงกฎหมายที่จิ้งจอกทรัมป์ลงนามคว่ำบาตรการซื้อน้ำมันรัสเซียทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อไม่ให้มีท่อน้ำเลี้ยงไปอุดหนุนสงครามที่รัสเซียยังเดินหน้าต่อ...ก็กลายเป็นเศษกระดาษในพริบตา


