xs
xsm
sm
md
lg

การ “ฆ่าตัวตายทางอารยธรรม” ของ “โลกตะวันตก”!!!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ทับทิม พญาไท


เจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ
เปิดฉากสัปดาห์นี้...คงต้องขออนุญาตแวะไปแถวๆ ยุโรปกันอีกนั่นแหละทั่น!!! ไปเยี่ยม ไปดู พวก “อียู-อีย้วย” เขาไว้สักหน่อย เพราะช่วงหลังๆ นี้...ไม่ใช่แค่ย้วยไป-ย้วยมาแบบปกติธรรมดา แต่ชักใกล้ๆ จะยับเยิน จนอาจต้องกลายเป็น “อียับเยิน” ในอีกไม่นาน-ไม่ช้านับจากนี้ เรียกว่า...ขนาดอภิมหานักวิเคราะห์ระดับโลก อย่าง “พันเอกDouglas McGregor” ท่านยังเคยเปรยๆ ไว้ว่า แนวโน้มความเป็นไปของแต่ละประเทศยุโรป โดยเฉพาะบรรดาพวก “เสาหลัก” ทั้งหลาย หรือที่เรียกย่อๆ กันว่า “E3” อันได้แก่ฝรั่งเศส อังกฤษ และเยอรมนี มันชักจะคล้ายๆ กับช่วงก่อนที่จะเกิดการ “ปฏิวัติฝรั่งเศส” เอาเลยถึงขั้นนั้น!!!

อย่างเมื่อวัน-สองวันมานี้...ก็ถึงขั้นต้อง “ลงถนน” กันอีกซะแล้ว สำหรับประเทศฝรั่งเศส และคราวนี้ไม่ได้ออกไปทาง “ม็อบน้ำหมาก” แบบประเภทคนแก่-คนชรา คนหนุ่มน้อย-สาวน้อย อะไรทำนองนั้น แต่เป็นประเภทสดๆ ซิงๆ ประเภทเจเนอเรชั่น “Z” เจเนอเรชั่น “Alpha” ที่ขนเพิ่งขึ้นหะรอมหะแรมเอาเลยก็ว่าได้ คือประเภท “เด็กนักเรียน” ที่ชักอดรนทนไม่ไหวกับความเสื่อมโทรม ทรุดโทรม ของโรงเรียนแต่ละโรง ที่ถูกรัฐบาลตัดงบจ้างครู โละบรรดาพวกครูๆ ออกจากระบบการศึกษาเมื่อช่วงปีที่ผ่านมา เลยต้องออกมาเรียกร้องให้จ้างครูเพิ่มเติม ให้ซ่อมอาคารเรียนที่ทำท่าว่าจะพังมิพังแหล่ ฯลฯ อะไรประมาณนั้น จนเกิดการปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจฝรั่งเศส ซึ่ง “เหี้ยม” ซะยิ่งกว่าตำรวจอิหร่านที่ตัวเองหรือฝ่ายตะวันตกเคยกล่าวหาว่าเหี้ยม-แสน-เหี้ยม ไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า เรียกว่า...ขนาดเด็กๆ แท้ๆ ยังถูกไล่ทุบ ไล่กระทืบ ไล่บด ไล่บี้ จนมือขาด แขนขาด ภายใน 3 วันกวาดจับผู้ประท้วงไปถึง 6,500 ราย ไม่ได้แสดงให้เห็นถึงความสูงส่งของ “สิทธิมนุษยชน” ที่ตัวเองเคยเชิดชูบูชา เอาเลยแม้แต่น้อย...

ส่วนเหตุที่ต้องตัดงบการศึกษา งบสาธารณะ ฯลฯ แบบแทบไม่เหลือติดปลายนวมอีกต่อไป ก็เพราะประเทศทั้งประเทศ กำลังตกอยู่ในอาการ “บ่อจี๊” นั่นแหละทั่น หนี้สินท่วมหูท่วมหางไปถึง 115 เปอร์เซ็นต์ของ “GDP” หรือราวๆ 3.5 ล้านล้านยูโร แต่ทั้งๆ ที่กำลังตกอยู่ในภาวะ “รวยแต่มะเขือ” จนถูกเรียกขานว่า “คนป่วยรายใหม่แห่งยุโรป” (The New Sick Man of Europe) ไปแล้วในทุกวันนี้ แต่บรรดานักการเมืองหรือผู้บริหารประเทศฝรั่งเศส กลับยังคงออกอาการ “กร่าง-แสน-กร่าง” คิดจะไปท้ารบกับประเทศหมีขาวรัสเซียกันเหย็งๆ ดังที่รัฐมนตรีกลาโหมฝรั่งเศส “Catherine Vautrin” ออกมาป่าวประกาศเมื่อวัน-สองวันนั่นแหละว่า “ฝรั่งเศส...ต้องเตรียมรับมือกับสงคราม” ดังนั้น...แทนที่จะลงไปดูน้ำท่วม (ประทานโทษ...นึกว่าเป็นบ้านเรา) หรือไปดูพวกเด็กๆ ว่าเขาเดือดร้อนมาก-น้อยขนาดไหน ถึงต้องแห่กันมาประท้วง ผู้นำประเทศอย่าง “นายEmmanuel Macron” ดันอุตส่าห์ถ่อร่างไปดูการทดสอบ “อาวุธนิวเคลียร์” ด้วยตัวเองซะแทนที่...

การตัดงบค่าใช้จ่ายสาธารณะปี ค.ศ. 2027 ไปถึง 54,000 ล้านยูโร แล้วเอามาโปะให้กับงบกระทรวงกลาโหมเพิ่มขึ้นไปอีกถึง 36,000 ล้านยูโร เพื่อเตรียมตัวรบกับรัสเซีย มันเลยทำให้รัฐบาลฝรั่งเศส กลายเป็นรัฐบาลที่พร้อมจะเดินสวนทางกับความปรารถนา-ความต้องการของ “ปวงชนชาวฝรั่งเศส” อย่างเห็นได้โดยชัดเจน ไม่ต่างอะไรไปจากพระนาง “Marie Antoinette” เมียของพระเจ้า “Louis 16” ที่บอกให้ชาวฝรั่งเศสที่หิวข้าวหันไปกินขนมปังอะไรทำนองนั้น ไม่ต่างอะไรไปจากรัฐบาลเยอรมนีของ “นายFriedrich Merz” ที่คะแนนนิยมกำลังต่ำเตี้ย เรี่ยดิน เพราะเศรษฐกิจตกสะเก็ดแบบหาทางออก-ทางไปแทบไม่เจอ ระบบอุตสาหกรรมทั้งระบบพังพินาศ ทนไม่ไหวต่อปัญหาพลังงาน เพราะรัฐบาลเยอรมนีไม่คิดจะใช้พลังงานราคาถูกจากรัสเซีย หันไปซื้อพลังงานจากอเมริกาที่แพง-แสน-แพง แถมยังถูกกด ถูกบีบ ให้ต้องหันซ้าย-หันขวาตามที่อเมริกาต้องการซะอีกต่างหาก เรียกว่า...ถึงขั้นส่งผลให้บริษัทผลิตรถยนต์ชื่อดังอย่าง “Volkswagen ” หุ้นตกไปถึง 75 เปอร์เซ็นต์นับแต่ปี ค.ศ. 2021 เป็นต้นมา ต้องโละคนงานออกถึง 100,000 คน บรรดาชาวไส้กรอกทั้งหลายเลยออกจะ “เหม็นขี้หน้า” ผู้นำตัวเองเป็นอย่างยิ่ง...

และนั่นก็เลยส่งผลให้เกิดการ “ลงถนน” ครั้งแล้ว-ครั้งเล่า โดยเฉพาะครั้งล่าสุด...เมื่อรัฐบาลเยอรมนีแสดงอาการกระเหี้ยนกระหือรือในการคิดจะรบกับหมีขาวรัสเซีย ถึงขั้นคิดจะ “เกณฑ์ทหาร” จำนวนถึง 260,000 คน สำรองอีก 200,000 คนภายในปี ค.ศ. 2035 บรรดาชาวเยอรมันไม่ว่าประเภทน้ำหมาก หรือประเภทขนเพิ่งขึ้น เลยต้องแห่ออกมาประท้วงรัฐบาล พร้อมชูป้ายคำว่า “We won’t fight in your wars” หรือ “Education instead of bombs” คือยังไงๆ ก็ไม่เอาด้วยกับ “สงครามของรัฐบาล” เรียกร้องให้หันมาให้ความสนใจกับความปรารถนา-ความต้องการที่แท้จริงของปวงชน อย่างเช่น การศึกษา เป็นต้น...

ส่วนอังกฤษ...ก็คงไม่ได้ผิดแผกแตกต่างไปจากกันสักเท่าไหร่ ความกระเหี้ยนกระหือรือที่จะทำสงครามกับรัสเซียถึงขั้นคิดจะส่งมอบ “พิมพ์เขียว” จรวด “Strom Shadow” ไปให้กับ “ตัวตลก-ตัวแทน” อย่างยูเครน ผลิตเอาไว้ยิงใส่รัสเซียให้หนักๆ เข้าไว้ ทั้งๆ ที่ประเทศตัวเองกำลังใกล้จะกลายเป็น “ประเทศโลกที่ 3” ตั้งแต่ครั้งอดีตนายกรัฐมนตรี “นายKier Starmer” ยังไม่ได้เข้ารับตำแหน่ง จนต้องบ่นระบายถึงความหนักอก-หนักใจมาตั้งแต่ช่วงนั้น ส่วนอะไรที่เป็นแรงกระตุ้น แรงบันดาลใจให้บรรดาพวกผู้นำประเทศยุโรป อยากจะรบกับรัสเซียแบบชนิดเนื้อตัวสั่นเร่าๆ ถึงเพียงนี้ อันนี้...คงต้องขออนุญาตเชิญชวน ชี้ชวน ให้ลองไปอ่าน ไปค้นหารายละเอียด ในข้อเขียน บทความ ของ “นายJonathan McCormik” ว่าด้วยเรื่อง “Why Europe doesn’t want a war with Russia” ที่สำนักข่าว “ผู้จัดการ” ของหมู่เฮา นำมาแปลและเรียบเรียงในชื่อว่า “ยุโรปพึงตระหนักว่า จะต้องไม่ทำสงครามกับรัสเซียเพราะมันเป็นหนทางไปสู่ความพินาศย่อยยับ” เมื่อไม่กี่วันนี้...นั่นแล...

คือเป็นบทสัมภาษณ์ บทสนทนา ระหว่าง “นายJonathan” กับอดีตนายพลแห่งราชนาวีอังกฤษ “พลจัตวาSteve Jermy” ถึงตื้น-ลึก-หนา-บาง ของความกระเหี้ยนกระหือรืออันมีแต่จะนำไปสู่ “ความพินาศย่อยยับ” ดังที่ผู้แปลและถ่ายทอดข้อเขียนชิ้นนี้ได้สรุปเอาไว้ เพราะไม่เพียงแต่อดีตนายทหารอังกฤษรายนี้ท่านแสดงให้เห็นถึงความลึกซึ้งในด้านยุทธศาสตร์ ภูมิรัฐศาสตร์ อย่างน่าทึ่ง น่าประทับใจเอามากๆ ด้วยความรู้ลึก รู้จริง ในเรื่อง “พลังงาน” อันเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้บรรดาประเทศยุโรปทั้งหลาย “กรอบเป็นข้าวเกรียบ” อยู่ในทุกวันนี้ ยังทำให้บทสัมภาษณ์ บทสนทนาชิ้นนี้ ออกจะมี “น้ำหนัก” เอามากๆ และทำให้ข้อเสนอ หรือข้อสรุปช่วงท้ายๆ ยิ่งเป็นอะไรที่น่าคิด น่าสะกิดใจยิ่งขึ้นใหญ่ นั่นคือ...เพื่อขจัดสิ่งที่เป็นเสมือน “รากเหง้า” ของปัญหา จึงสมควรที่จะยุบองค์กรพันธมิตรทางทหารสองฟากฝั่งแอตแลนติก อย่าง “NATO” ได้แล้ว!!!

อย่างไรก็ตาม...สำหรับแรงกระตุ้น แรงบันดาลใจ ที่ทำให้บรรดาผู้นำประเทศยุโรปอยากรบกับรัสเซีย อดีตนายพลราชนาวีอังกฤษรายนี้ ท่านอาจมองเพียงแค่ว่าเพราะถูกชี้นำโดย “วาทกรรมทางการเมือง” (Political narrative) เป็นหลัก หรือเพราะพูดกันไป-พูดกันมา จนกลายเป็นความเชื่อ ความกลัวรัสเซีย หรือเป็นโรค “Russophobia” ไปจนได้ ซึ่งอันนี้...อาจจะต่างไปจากรัฐมนตรีต่างประเทศอเมริกา “นายMarco Rubio” ที่ด้วยเหตุเพราะต้องการจะ “ตีชิ่ง” หรือไม่คิดจะโดดเข้าไปร่วมวงกับประเทศยุโรปรบกับรัสเซีย อย่างที่อดีตนายทหารราชนาวีอังกฤษได้สรุปเอาไว้ หรือไม่? อย่างไร? ก็ตามที แต่โดยคำพูดของรัฐมนตรีต่างประเทศอเมริการายนี้ ณ เมือง “Pnyx” ประเทศกรีซเมื่อช่วงวันพุธที่ผ่านมา (7 ต.ค.) ได้ระบุเอาไว้แบบตรงไป-ตรงมา ว่าด้วย “แนวคิด-ความเชื่อ” แบบที่เรียกว่าพวก “Globalism” หรือพวกที่ชอบคิดถึง “โลก” เป็นหลัก จนแทบไม่ได้สนใจ “ประชาชน” ของตัวเอง หรือที่มักเรียกๆ กันว่าพวก “เสรีนิยมใหม่” นั่นเอง ที่ทำให้ยุโรปทั้งยุโรปทุกวันนี้ ตกอยู่ในอาการ “atrophy, servitude and decline” หรือทั้งทรุดโทรม เสื่อมโทรม ถดถอย และต้องตกเป็นทาส ในท้ายที่สุด...

เช่นเดียวรองประธานาธิบดีอเมริกันอย่าง “นายJ.D. Vance” ที่เคยพูดเอาไว้ ณ เวทีประชุม “Munich Security Conference” เมื่อปีที่แล้ว ว่าเป็นเพราะ “การละทิ้งคุณค่าของระบอบประชาธิปไตย” หรือการสวนทางกับความปรารถนา-ความต้องการของปวงชนในประเทศตัวเองนั่นเอง ที่กำลังทำให้บรรดาประเทศยุโรปทั้งหลายตกอยู่ใน “ความเสี่ยง” อันจะนำไปสู่ “การฆ่าตัวตายทางอารยธรรม” (civilization suicide) เอาเลยถึงขั้นนั้น!!! แต่ก็นั่นแหละ...ไม่ว่าการหันมา “ด่ายุโรป” ของอเมริกาเพื่อหวังจะ “ชิ่งหนี” ภาระรับผิดชอบในการรบกับรัสเซีย ตามมาตรา 5 ของ “NATO” หรือไม่? เพียงใด? ก็ตามที แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ “American First” ดูดีขึ้นมาเอาเลยแม้แต่น้อย อันเนื่องมาจากการหันไปเดินตามความปรารถนา-ความต้องการของนักธุรกิจชาวยิว ล็อบบี้ยิสต์ชาวยิวของรัฐบาล “ทรัมป์บ้า” โดยไม่ได้สนใจต่อความปรารถนา-ความต้องการของอเมริกันชนแต่อย่างใด และอันนี้นี่เอง...ที่จะทำให้ “โลกตะวันตก” อันประกอบไปด้วยอเมริกาและบรรดาชาติยุโรปทั้งหลาย ล้วนแต่กำลัง “ฆ่าตัวตายทางอารยธรรม” ไปด้วยกันทั้งสิ้น ทั้งปวง!!!