(เก็บความจากเอเชียไทมส์ออนไลน์ https://asiatimes.com/2026/09/why-europe-really-doesnt-want-a-war-with-russia/)
Why Europe really doesn’t want a war with Russia
by Jonathan McCormick
20/09/2026
บทสัมภาษณ์ สตีฟ เจอร์มี นายทหารเรือเกษียณอายุยศพลจัตวาแห่งราชนาวีสหราชอาณาจักร ผู้เคยทำงานระดับสูงด้านการวางนโยบายให้รัฐบาล และมีประสบการณ์อย่างกว้างขวางในภาคพลังงานนอกชายฝั่ง จนกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านประเด็นพลังงาน และความเชื่อมโยงของเรื่องพลังงานกับสงครามและภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้เขียนบทความสำคัญ 2 ชิ้น ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับประเด็นความเป็นไปได้ที่จะเกิดสงครามระหว่างนาโตกับรัสเซีย
เมื่อวันจันทร์ที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา ระหว่างการเยือนกรุงเคียฟ นายกรัฐมนตรี แอนดี เบิร์นแนม ของสหราชอาณาจักรประกาศว่า ลอนดอนจะมอบพิมพ์เขียวลับสำหรับการผลิตขีปนาวุธร่อน SCALP (ซึ่งเป็นรุ่นดัดแปลงของ Storm Shadow) ให้แก่ยูเครน โดยมีวัตถุประสงค์ชัดเจนเพื่อใช้โจมตีระยะไกลลึกเข้าไปในดินแดนของรัสเซีย เบิร์นแนมได้ออกคำแถลงซึ่งเขาย้ำว่า "รัสเซียไม่ควรสงสัยในความมุ่งมั่นของเรา เราจะไม่ถอยจนกว่าจะเกิดสันติภาพที่ยุติธรรมและยั่งยืน"
ทางด้านมาเรีย ซาคาโรวา (Maria Zakharova) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย ได้ออกมาตอบโต้โดยระบุว่าสหราชอาณาจักรกำลัง "เล่นกับไฟ" และกล่าวถ้อยแถลงดังนี้: "การที่ยูเครนใช้ยุทโธปกรณ์ของสหราชอาณาจักรโจมตีดินแดนรัสเซีย ทำให้บรรดาสิ่งปลูกสร้างทางทหารและยุทโธปกรณ์ของสหราชอาณาจักร ไม่ว่าจะตั้งอยู่ภายในยูเครนหรือนอกพรมแดนยูเครน ย่อมอาจตกเป้าหมายที่จะถูกรัสเซียตอบโต้อย่างชอบธรรม ผู้ที่มีส่วนร่วมในอาชญากรรมสงคราม รวมถึงในการกระทำที่มุ่งเป้าไปยังพลเรือนของเรา จะต้องได้รับโทษอย่างสาสมกับการกระทำของพวกเขา"
ในมุมมองของรัสเซีย การที่ซาคาโรวากล่าวถึง "อาชญากรรมสงคราม" นั้น ไม่ใช่การกล่าวอย่างเกินจริง ช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ยูเครนได้ยกระดับการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางพลเรือนที่ปราศจากการป้องกันของแดนหมีขาว --โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้บริบทของ "การปฏิบัติการสร้างอิทธิพลระยะเวลา 40 วัน" (40-day influence operation) ที่ประธานาธิบดีเซเลนสกีประกาศไว้เมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
ตามข้อมูลจาก "พวกเจ้าหน้าที่ยูเครนที่มีส่วนรับรู้แผนการดังกล่าว" ระบุว่า การปฏิบัติการนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อ "บีบบังคับให้ชาวรัสเซียต้องเผชิญกับผลกระทบของสงครามโดยตรง ด้วยความคาดหมายว่าอาจส่งอิทธิพลต่อการเลือกตั้ง (สมาชิกสภาล่างของรัสเซีย ที่กำลังจะจัดขึ้น) ในเดือนกันยายน"
ดังนั้นการโจมตีเหล่านี้ตลอดจนเหตุการณ์โจมตีอื่นๆ ในระยะหลังๆ มานี้ จึงถูกมองอย่างกว้างขวางในรัสเซีย—ไม่ว่าจะถูกต้องหรือไม่ก็ตาม—ว่าเป็นการปฏิบัติการก่อการร้ายต่อพลเรือนโดยใช้อาวุธที่ได้รับจากชาติตะวันตก และถือเป็นการก่ออาชญากรรมสงครามอย่างจงใจ โดยมีชาติตะวันตกเข้ามาเกี่ยวข้องโดยตรง
เหตุการณ์ที่ปะทุอย่างต่อเนื่องเป็นซีรีส์คราวนี้ ดูเหมือนกำลังก่อให้เกิดจุดพลิกเปลี่ยนสำคัญในท่าทีที่มีต่อสงครามของรัสเซีย --ทั้งในหมู่ประชาชนและในหมู่ชนชั้นนำทางการเมือง โดยที่ประธานาธิบดีปูตินเพิ่งกล่าวเมื่อไม่นานมานี้ว่า การปฏิบัติการ 40 วันของยูเครนคือ “การเปิดกล่องที่บรรจุบรรดาความชั่วร้ายทั้งหลาย (Pandora’s box) เอาไว้” ให้หลุดออกมาสร้างภัยพิบัติหายนะนานา
ทั้งนี้ ฝ่ายรัสเซียได้เข้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของยูเครน โดยเฉพาะในและรอบกรุงเคียฟและเมืองท่าสำคัญอย่างโอเดสซา (Odesa) ด้วยความดุเดือดรุนแรงขึ้นอย่างมาก และยิ่งคุกคามทำให้ระบบเศรษฐกิจของยูเครนที่สั่นคลอนอยู่แล้วทำท่าพังทลายลง พร้อมกันนั้น เนื่องจากความตึงเครียดกับยุโรปเกิดการขยายตัวบานปลาย ความเป็นไปได้ที่รัสเซียจะโจมตีเป้าหมายทางทหารและอุตสาหกรรมด้านกลาโหมของยุโรปโดยตรง โดยเฉพาะเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดหาอาวุธให้แก่ยูเครน ก็ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป
ในอีกด้านหนึ่ง ท่าทีของฝั่งยุโรปก็กำลังแข็งกร้าวขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่เรียกกันว่า "E3" (ยุโรป 3) --ได้แก่ สหราชอาณาจักร, ฝรั่งเศส, และเยอรมนี --ซึ่งต่างใช้ถ้อยคำที่ดุดันและเผ็ดร้อนยิ่งขึ้น ประธานาธิบดีมาครงของฝรั่งเศสกล่าวเตือนเมื่อไม่นานนี้ว่า "ชัดเจนแล้วที่พวกประเทศสมาชิกนาโตจะตกเป็นเป้าหมาย" ของรัสเซีย พร้อมระบุว่าชาวยุโรปพร้อมที่จะปกป้องเสรีภาพของทวีป"ของตน “แม้จะต้องแลกด้วยเลือดหากจำเป็น"
ทางด้านรัฐบาลเยอรมนีก็ได้ประกาศแผนสร้างขีปนาวุธพิสัยไกลมูลค่า 12,000 ล้านยูโร โดยมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนคือเพื่อ "ป้องปราม" รัสเซีย นับเป็นครั้งแรกหลังจากช่วงเวลาตึงเครียดที่สุดของยุคสงครามเย็น ซึ่งโอกาสของการเกิดการสู้รบขัดแย้งโดยตรงระหว่างนาโตกับรัสเซีย ทำท่าขยับสูงขึ้นสู่ขอบเขตของความเป็นไปได้
แต่สงครามดังกล่าวจริงๆ แล้วจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร? ยุโรปจะสามารถป้องกันตนเองจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธของรัสเซียได้หรือไม่? สหรัฐฯ จะเข้ามามีส่วนร่วมด้วยหรือเปล่า? และผลกระทบทางเศรษฐกิจในระยะยาวจะเป็นอย่างไร?
เพื่อพยายามเข้าใจภาพรวมได้ดียิ่งขึ้นว่าสงครามอันเลวร้ายเช่นนี้จะส่งผลกระทบอย่างไรต่อยุโรป และจะหลีกเลี่ยงมันได้อย่างไร ผมได้พูดคุยกับ สตีฟ เจอร์มี (Steve Jermy) นายทหารเรือยศพลเรือจัตวาของราชนาวีสหราชอาณาจักร ซึ่งเกษียณอายุแล้ว เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการป้องกันภัยทางอากาศ และเคยทำงานในระดับสูงของรัฐบาลสหราชอาณาจักรทางด้านการกำหนดนโยบาย
หลังจากเกษียณอายุราชการ เขาได้ทำงานอย่างกว้างขวางในภาคพลังงานนอกชายฝั่ง จนกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านประเด็นพลังงาน และความเชื่อมโยงของเรื่องพลังงานกับสงครามและภูมิรัฐศาสตร์ รวมทั้งยังได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่งว่าด้วยยุทธศาสตร์ทางทหาร
ล่าสุด เขาได้เผยแพร่บทความของเขา 2 ชิ้น ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับประเด็นความเป็นไปได้ที่จะเกิดสงครามระหว่างนาโตกับรัสเซีย ได้แก่เรื่อง "The Coming War with Russia" (สงครามกับรัสเซียที่กำลังจะมาถึง) ซึ่งไม่เพียงลงรายละเอียดเกี่ยวกับผลกระทบในระยะสั้นที่อาจเกิดขึ้นกับยุโรปจากการทำสงครามเช่นว่านี้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงผลกระทบในระยะยาวทางสังคมและเศรษฐกิจอีกด้วย ส่วนอีกบทความหนึ่งคือ "The Spirit of Westphalia" (จิตวิญญาณแห่งเวสต์ฟาเลีย) ซึ่งอภิปรายถึงการปรับเปลี่ยนทิศทางที่จำเป็นอย่างเร่งด่วน หากยุโรปต้องการหลีกเลี่ยงจากฉากทัศน์ของการทำสงครามกับรัสเซียที่มีความเป็นไปได้ว่าจะเลวร้ายถึงขั้นหายนะนี้
คุณมีความเห็นอย่างไรต่อกรณีที่ แอนดี เบิร์นแนม (นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร) เพิ่งประกาศว่าสหราชอาณาจักรจะมอบพิมพ์เขียวลับสำหรับการผลิตขีปนาวุธพิสัยไกลให้แก่ยูเครน เพื่อใช้โจมตีลึกเข้าไปในดินแดนของรัสเซีย? สิ่งนี้จะทำให้โอกาสที่นาโตกับรัสเซียจะเกิดสงครามโดยตรงมีมากขึ้นหรือไม่?
ผมคิดว่าเรื่องนี้ย่อมเพิ่มโอกาสในการเกิดสงครามอย่างแน่นอน หากคุณบอกรัสเซียว่าคุณกำลังมอบพิมพ์เขียวนี้ให้ยูเครนเพื่อใช้โจมตีพวกเขา แล้วคาดหวังว่าพวกเขาจะนิ่งเฉยไม่ทำอะไรเลย ผมมองว่าเป็นเรื่องเพ้อฝันครับ แน่นอนว่า แอนดี เบิร์นแนม เพิ่งเข้ามารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และผมคาดว่าเขาก็เพียงแค่ปฏิบัติตามแนวทางที่ได้รับมอบหมายมาจากกลุ่มผู้มีอำนาจในระบอบปกครอง (establishment) เท่านั้น
ทว่ากลุ่มผู้มีอำนาจเหล่านี้ดูเหมือนไม่เข้าใจ หรือไม่ก็จงใจมองข้าม ความเสี่ยงที่การกระทำเช่นนี้จะนำมา โดยเฉพาะสู่สหราชอาณาจักร ซึ่งผมคิดว่าความเสี่ยงนี้ครอบคลุมไปถึงกลุ่ม E3 ด้วย ดูเหมือนประเทศเหล่านี้ไม่มีรายไหนเลยที่ตระหนักถึงความเสี่ยงพวกนั้น ทำไมเป็นเช่นนี้ ผมคิดว่าส่วนหนึ่งมันเป็นผลสืบเนื่องจากข้อเท็จจริงที่ว่าฝ่ายตะวันตกนั้นกำลังถูกชี้นำโดยวาทกรรมทางการเมือง (political narrative) แต่ฝ่ายรัสเซียนั้นกำลังถูกชี้นำโดยยุทธศาสตร์ทางทหาร (military strategy)
มาคุยกันเรื่องความเสี่ยงที่ว่าเหล่านั้นกันนะครับ คุณเขียนบทความชิ้นหนึ่งเมื่อเดือนกรกฎาคม ซึ่งฉายภาพอันที่น่าสะพรึงกลัวว่า สงครามโดยตรงระหว่างนาโตกับรัสเซียจะส่งผลกระทบอย่างไรต่อยุโรป และผลต่อเนื่องระยะยาวจะเป็นอย่างไร กระนั้นก็ตาม พวกผู้นำยุโรปก็ยังคงออกมาข่มขู่รัสเซียด้วยเรื่องจะต้องเกิดสงครามกันในอนาคตอยู่ดี คุณช่วยอธิบายขยายความประเด็นนี้ให้เราฟังหน่อยได้ไหม?
ก่อนอื่นต้องชี้แจงให้ชัดเจนก่อนว่า สิ่งที่เขียนไว้ในบทความนั้นเป็นฉากทัศน์ เป็นสถานการณ์สมมติ ไม่ใช่การทำนายคาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นจริง แต่ก็อย่างที่คุณว่า ถ้อยแถลงจากฝั่งยุโรปนั้นเต็มไปด้วยท่าทีที่กระหายสงครามอย่างยิ่ง เมื่อถึงขั้นที่ คายา คัลลาส (Kaja Kallas รองประธานคณะกรรมาธิการยุโรป และผู้แทนระดับสูงด้านนการต่างประเทศและนโยบายความมั่นคงของสหภาพยุโรป) เรียกร้องให้รัสเซียล่มสลาย แล้วจะไปโทษรัสเซียได้อย่างไรหากพวกเขารู้สึกว่าถูกคุกคาม? ดังนั้นข้อเสนอสำคัญเริ่มแรกของบทความนั้นจึงมีอยู่ว่า แทนที่จะนั่งรอเฉยๆ จนถึงปี 2030 ซึ่งเป็นปีที่ยุโรปประกาศว่าจะพร้อมสำหรับสงคราม –ถึงแม้ผมยังสงสัยว่าเราจะพร้อมแล้วจริงหรือเมื่อถึงเวลานั้น—รัสเซียอาจตัดสินใจลงมือตอบโต้เสียก่อน
ไม่ใช่การเปิดฉากทำสงครามเต็มรูปแบบ แต่เป็นการกระทำบางอย่างเพื่อสาธิตให้พวกชาติตะวันตกเห็นว่าพวกเขาเอาจริง และสิ่งที่น่าจะทำได้ง่ายที่สุดสำหรับพวกเขา คือการใช้ขีปนาวุธทิ้งตัว (ballistic missile) ระดับไฮเปอร์โซนิก (hypersonic ความเร็วเหนือเสียงตั้งแต่ 5 เท่าตัวขึ้นไป) หรือ แบบปกติ (conventional) โจมตีสถานที่ผลิตอาวุธในสหราชอาณาจักร, ฝรั่งเศส, และเยอรมนี –สามประเทศที่จะเป็นแกนนำหลักในการโจมตีแดนหมีขาว
และหากเหตุการณ์เช่นว่านี้เกิดขึ้นมา สิ่งที่จะตามมาคือเราไม่สามารถป้องกันตนเองจากการถูกโจมตีด้วยอาวุธเหล่านั้นได้ ในฐานะอดีตทหารที่เชี่ยวชาญด้านการป้องกันภัยทางอากาศ –ผมเคยเป็นผู้บังคับการเรือพิฆาตที่มีขีดความสามารถในการป้องกันภัยทางอากาศ-- ผมรู้เรื่องนี้ดีทีเดียว เราน่ะไม่สามารถป้องกันตนเองจากอาวุธเหล่านั้นได้หรอก
ถ้าอย่างนั้น หากสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และเยอรมนีถูกรัสเซียโจมตี มันจะไม่เป็นการกระตุ้นให้มีการใช้มาตรา 5 ของสนธิสัญญานาโตหรอกหรือ? และนั่นจะไม่ดึงสหรัฐฯ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยหรือ?
ใช่ครับ ข้อเสนอสำคัญถัดมาในบทความของผมคือ มีการใช้มาตรา 5 จริง แต่แน่นอนว่า หากเราไม่สามารถป้องกันตนเองจากอาวุธเหล่านี้ได้ --และชาติสมาชิกนาโตอื่นๆ ก็ป้องกันตนเองจากอาวุธเหล่านี้ไม่ได้เช่นกัน-- ประกอบกับที่เราสามารถเห็นท่าทีของสหรัฐฯ หลังจากบทเรียนที่พวกเจาได้รับจากกรณีอิหร่าน— ดังนั้น มาตรา 5 ของนาโตก็แทบจะไม่มีความหมายอะไรเลย หรือพูดให้ถูกคือ มัน ไม่มีความหมายเลยต่างหาก
และผมไม่คิดว่าสมาชิกนาโตทุกประเทศต้องการจะเข้ามามีส่วนร่วมหรอก เพราะมาตรา 5 ของนาโตไม่ได้บังคับให้ประเทศสมาชิกต้องตอบโต้ด้วยกำลังทหารต่อรัสเซียโดยตรง แต่กำหนดเพียงให้แต่ละประเทศดำเนินมาตรการใดๆ ก็ตามที่ตนเห็นว่าจำเป็นเท่านั้น ผมจึงมีความรู้สึกอย่างแรงกล้าว่าฝ่ายอเมริกันคงไม่อยากเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องหรอก
ในส่วนของทางยุโรปเอง หากมองจากผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก—ยกตัวอย่างเช่นสเปน—ทำไมพวกเขาถึงอยากจะเข้าไปพัวพันในสงครามที่ฝ่ายหนึ่งคือรัสเซีย และอีกฝ่ายหนึ่งประกอบด้วยฝรั่งเศส, เยอรมนี, และสหราชอาณาจักรล่ะ?
ดังนั้น หากแนวคิดของคุณถูกต้อง นั่นคือนาโตจะไม่มีการรวมพลังกันต่อสู้กับรัสเซีย และหากสหรัฐฯวางตัวอยู่นอกความขัดแย้งนี้ –ซึ่งเราจะกลับมาคุยประเด็นนี้กันอีกที—แล้วฝรั่งเศส, เยอรมนี, และสหราชอาณาจักร จะทำอย่างไรในสถานการณ์เช่นนั้น?
ดังนั้น ขั้นตอนต่อไปของสงครามคือ หลังจากเผชิญกับการถูกโจมตีเหล่านี้ ก็จะเกิดกระแสความโกรธแค้นขึ้น—ซึ่งผมคิดว่าความโกรธแค้นนี้จะเกิดขึ้นในหมู่ผู้มีอำนาจของระบอบปกครอง มากกว่าในหมู่ประชาชนทั่วไป เพราะประชาชนยังไม่เห็นภาพรวมของสถานการณ์และไม่เข้าใจต้นสายปลายเหตุที่นำไปสู่สงครามครั้งนี้ แต่ด้วยกระแสความโกรธแค้นดังกล่าว กลุ่ม E3 (ฝรั่งเศส, เยอรมนี, และสหราชอาณาจักร) จึงตัดสินใจตอบโต้
และหนทางเดียวที่พวกเขาจะทำได้—เนื่องจากไม่มีกำลังรบอื่นที่มีขีดความสามารถเพียงพอ—ก็คือการใช้กำลังทางอากาศ ทว่ากำลังทางอากาศเองก็มีข้อจำกัดสำคัญอยู่เช่นกัน เราน่ะไม่มีขีดความสามารถในการโจมตีทางอากาศเชิงยุทธศาสตร์ (strategic bombardment) ในระดับเดียวกับที่รัสเซียเพิ่งกระทำต่อเรา
ดังนั้น จึงต้องพึ่งพากองทัพอากาศ และถึงแม้ว่ากองทัพอากาศจะมีอาวุธประเภท standoffซึ่งหมายถึงอาวุธที่สามารถยิงโจมตีได้จากระยะไกลโดยไม่ต้องเข้าใกล้เป้าหมายมากนัก-- แต่พวกเขาก็ยังจำเป็นต้องบินเข้าไปใกล้รัสเซีย หรือถึงขั้นบินเข้าไปในน่านฟ้ารัสเซียเลยทีเดียวจึงจะสามารถใช้อาวุธเหล่านั้นได้
คุณกำลังพูดถึงเครื่องบินที่มีคนอยู่ในเครื่อง ใช่ไหมครับ?
ใช่ครับ และผมคาดว่าพวกเขาจะต้องสูญเสียกำลังพลและยุทโธปกรณ์ไปไม่น้อยเลย หากคุณตัดสินใจส่งเครื่องบินอย่าง F-35 เข้าไปในรัสเซีย นี่มันเท่ากับว่าคุณกำลังนำอาวุธเหล่านี้เข้าไปเผชิญกับระบบป้องกันภัยทางอากาศที่น่าจะมีความพร้อมและผ่านการฝึกฝนมาดีที่สุดในโลก และเราก็ได้เห็นมาแล้วว่าภารกิจลักษณะนี้ยากลำบากเพียงใดสำหรับสหรัฐฯ แม้จะเป็นแค่การเผชิญหน้ากับอิหร่าน ซึ่งถือเป็นมหาอำนาจระดับกลางก็ตาม
ผมไม่ทราบแน่ชัดว่ามีเครื่องบินอเมริกันกี่ลำที่ปฏิบัติการเหนือน่านฟ้าอิหร่านจริงๆ แต่ผมสันนิษฐานว่าส่วนใหญ่เป็นการปฏิบัติการจากบริเวณชายขอบของอิหร่าน ไม่ใช่การบินลึกเข้าไปในดินแดนของอิหร่าน ดังนั้น ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องเผชิญกับการสูญเสียแน่ๆ หากปฏิบัติการเหนือน่านฟ้ารัสเซีย
ถึงขั้นตอนดังกล่าว รัสเซียคงตัดสินใจว่าหากเรากำลังจะเข้าโจมตีพวกเขา พวกเขาก็จะตอบโต้กลับ และพวกเขาก็มีความสามารถที่จะทำเช่นนั้นได้ ไม่ใช่ด้วยกำลังพลภาคพื้นดิน เพราะไม่มีเหตุผลอะไรที่พวกเขาจะเลือกตอบโต้ด้วยวิธีนั้น แต่พวกเขาสามารถใช้ขีดความสามารถในการโจมตีทางยุทธศาสตร์แบบเดียวกับที่ใช้ในยูเครน เพื่อโจมตีกลุ่มประเทศ E3 ในลักษณะเดียวกันได้
แล้วพวกเขาจะมุ่งเป้าโจมตีอะไรในประเทศเหล่านี้?
ผมคิดว่ามีเป้าหมายหลักอยู่สองอย่างที่พวกเขาจะโจมตี คือเป้าหมายทางทหารและเป้าหมายด้านพลังงาน ซึ่งเป็นอย่างเดียวกับที่พวกเขาทำในยูเครน เพียงแค่ดูสถานการณ์ที่เกิดขึ้นที่นั่นก็เห็นได้ชัด และขอย้ำอีกครั้งว่า หากเราไม่สามารถรับมือกับขีปนาวุธที่ยิงมาเพื่อข่มขู่หรือแสดงแสนยานุภาพเพียงหนึ่งหรือสองลูกได้ โอกาสที่เราจะรอดพ้นจากการถูกโจมตีระลอกใหญ่แบบทุ่มกำลังเต็มที่ ก็คงมีน้อยมาก ผมคิดว่าเรื่องที่ว่าสหรัฐฯ จะตัดสินใจอย่างไร เมื่อสถานการณ์ไปถึงขนาดนี้ ยังเป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบแน่ชัด แต่ผมมีความรู้สึกอย่างแรงกล้าว่าสหรัฐฯ คงไม่ต้องการเอาชีวิตทหารและทรัพยากรมหาศาลมาเสี่ยงในยุโรป
ทำไมคุณถึงคิดแบบนั้นล่ะ? เป็นไปได้ไหมที่จะเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในหมู่ชนชั้นนำของอเมริกา—โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของการนำเสนอข่าว ซึ่งเป็นสิ่งที่สื่อทำกันเป็นปกติอยู่แล้ว—จนอาจกดดันให้รัฐบาลทรัมป์ต้องเข้ามามีส่วนร่วม? หรืออย่างน้อยก็ต้องทำอะไรสักอย่าง แม้จะเป็นเพียงเชิงสัญลักษณ์ก็ตาม?
ผมคาดว่าสถานการณ์น่าจะมีความซับซ้อนกว่านั้น ผมคิดว่าน่าจะมี "ปีก" ของกลุ่มนีโอคอน (neoconservatives) ที่เห็นด้วย—แม้จะไม่ใช่กลุ่มนีโอคอนทั้งหมดก็ตาม นีโอคอนจำนวนมากคงมองเรื่องนี้แล้วพูดว่า: การเข้าไปยุ่งเกี่ยวไม่ใช่ผลประโยชน์ของเรา เราเคยเข้าไปยุ่งกับอิหร่านมาแล้ว และเรารู้ดีว่าคลังอาวุธของเราลดลงไปมากจากปฏิบัติการที่นั่น
ดังนั้น ผมคาดว่าคำแนะนำจากเพนตากอนน่าจะเป็นไปในทำนองที่ว่า หากเราเข้าไปยุ่งเกี่ยวจริงๆ ก็ยากที่จะมองเห็นหนทางปฏิบัติที่เป็นไปได้ เรามีแนวโน้มจะพ่ายแพ้มากกว่าชนะ ดังนั้นหากผมอยู่ในตำแหน่งของทรัมป์ และบางทีอาจจะได้รับคำแนะนำจาก [รองประธานาธิบดี เจ.ดี.] แวนซ์ ผมคงจะตั้งคำถามว่า: ผมต้องการความพ่ายแพ้ครั้งใหม่ที่ตามติดมาหลังจากกรณีอิหร่านหรือ? และผมต้องการให้ความพ่ายแพ้นั้นเกิดขึ้นจากการต่อสู้กับอภิมหาอำนาจนิวเคลียร์ที่มีอาวุธพรักพร้อมที่สุดในโลกหรือ?
ผมจึงคาดว่าฝ่ายอเมริกันจะระมัดระวังตัวอย่างยิ่ง แต่ใครจะไปรู้ล่ะ? ปัญหาเกี่ยวกับทรัมป์คือเขาเป็นคนคาดเดาอารมณ์ได้ยากมาก จนเราไม่รู้เลยว่าเขาจะตัดสินใจอย่างไร แต่ผมคาดว่าอเมริกาจะพยายามอย่างเต็มที่และรวดเร็วในการหาทางออกเพื่อยุติสงคราม ส่วนจะ สามารถ ทำสำเร็จหรือไม่นั้นยังเป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบ
งั้นคุณคิดว่าพวกเขาจะใช้แนวทางการทูตเพื่อพยายามยุติสงคราม ก่อนที่สถานการณ์จะบานปลายจนอเมริกาถูกกดดันให้ต้องเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นใช่ไหม?
ใช่ครับ ผมคิดว่าเป็นอย่างนั้น ทุกคนในอเมริกา—ยกเว้นประธานาธิบดีที่อาจจะคิดต่างออกไป—ต่างรู้ดีว่ากรณีอิหร่านนั้นล้มเหลว และถึงแม้พวกเขาจะพยายามเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจให้หนักขึ้น แต่ผมก็คาดว่ามันก็จะล้มเหลวเช่นกัน
ดังนั้น หากลองเอาตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์ของพวกเขา—ไม่ว่าจะเป็นทำเนียบขาว เพนตากอน หรือพวกอยู่ในแวดวงการเมืองของวอชิงตัน—ผมคงต้องคิดดูว่า: ผมอยากจะเข้าไปพัวพันกับความล้มเหลวอีกครั้งหรือเปล่า? ผมคิดว่าคำตอบคงจะเป็น "ไม่" และในกรณีที่คำตอบออกมาอย่างนั้น ยุโรปก็ต้องเผชิญชะตากรรมเพียงลำพัง
เอาล่ะ ในเมื่ออเมริกาถอนตัวออกไปและยุโรปกำลังตกที่นั่งลำบากอย่างหนัก แล้วยุโรปจะทำอย่างไรต่อไป?
ทางเดียวที่ยุโรป สามารถทำได้คือการเจรจาขอสงบศึก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากรัสเซียกำลังจะหันมาโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน แล้วหากรัสเซียดกำลังจโจมตีโครงสร้างพื้นฐานนะ สิ่งแรกที่ต้องตระหนักคือ แม้กระทั่งก่อนจะเกิดสงครามนี้ ยุโรปก็อยู่ในสถานะที่เปราะบางอย่างยิ่งในด้านพลังงานอยู่แล้ว
เพราะประการแรก เราได้ใช้มาตรการแซงก์ชั่นคว่ำบาตรรัสเซียและตัดขาดตัวเองจากการนำเข้าก๊าซและน้ำมันดีเซลจากรัสเซีย ซึ่งเคยเป็นแหล่งพลังงานหลักที่คิดเป็นสัดส่วนถึง 40% ของปริมาณที่ยุโรปใช้ มาตรการนี้ดำเนินมาสักระยะหนึ่งแล้ว และก่อให้เกิดผลกระทบย้อนกลับแบบบูเมอแรงอย่างชัดเจน โดยส่งผลกระทบต่อเรามากกว่าต่อรัสเซีย
ใช่เลยครับ ผลออกมาเป็นอย่างนั้นจริงๆ จากนั้นยังมีประเด็นเรื่องช่องแคบฮอร์มุซเข้ามาอีก ซึ่งทำให้ปริมาณน้ำมันดิบในตลาดโลกลดลงไปราว 5 ถึง 13 ล้านบาร์เรลต่อวัน --เป็นผลกระทบที่เราเพิ่งกำลังเริ่มรู้สึกกัน และประการสุดท้ายคือ เรายังกำลังโจมตีเป้าหมายด้านพลังงานที่อยู่ลึกเข้าไปในดินแดนรัสเซีย แม้ว่าเศรษฐกิจของรัสเซียจะไม่ได้เสียหายหนักหนานักจากการโจมตีเหล่านั้น แต่ผลที่ตามมาคือรัสเซียกำลังนำเอาน้ำมัน ก๊าซ และน้ำมันดีเซลของพวกเขา ออกมาจากตลาดระหว่างประเทศ
ดังนั้นเราจึงกำลังเห็นราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นทุกหนทุกแห่ง ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่อเศรษฐกิจของยุโรป และหากการโจมตีของรัสเซียส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน (ของยุโรป) ถูกทำลาย สถานการณ์ก็จะยิ่งเลวร้ายลงไปอีก ดังนั้น ผมจึงมองว่ายุโรปแทบไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากการรีบเจรจาเพื่อทำความตกลงโดยเร็วที่สุด ซึ่งส่วนใหญ่คงต้องยอมรับเงื่อนไขของรัสเซีย
ถ้าเช่นนั้น หากยุโรปขอเจรจาสงบศึก คุณคิดว่ารัสเซียจะต้องการทำให้มันยุติลงโดยเร็วด้วยหรือไม่?
ผมคิดว่าอย่างนั้นนะ ผมไม่คิดว่ารัสเซียต้องการยกระดับความขัดแย้งให้รุนแรงขึ้นไปอีก ประเด็นหนึ่งที่ยังไม่มีคำตอบชัดเจนคือ สหราชอาณาจักร กับ ฝรั่งเศส ซึ่งต่างก็เป็นชาติที่มีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครอง จะตอบโต้รัสเซียอย่างไร ผมเคยถูก ทัคเกอร์ คาร์ลสัน (Tucker Carlson) ซักถามในประเด็นนี้ ซึ่งก็ถือเป็นคำถามที่สมเหตุสมผล แต่สิ่งที่ผมคาดการณ์และหวังไว้ก็คือ พวกเขาจะไม่ตอบโต้ด้วยอาวุธนิวเคลียร์
เพราะนั่นหมายถึงการทำลายล้างฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักรเอง มันเป็นการกระทำที่เหมือนการฆ่าตัวตายชัดๆ ศักยภาพในการป้องปรามด้วยอาวุธนิวเคลียร์ของทั้งสองชาตินี้ มีไว้เพื่อยับยั้งการโจมตีด้วยนิวเคลียร์ต่อดินแดนของตนเอง ไม่ใช่เพื่อกอบกู้สถานการณ์ที่กำลังจะพ่ายแพ้ในสงครามตามแบบแผน (conventional war สงครามตามแบบแผนธรรมดาที่ไม่มีการใช้อาวุธนิวเคลียร์) ดังนั้น ทางเลือกจึงมีเพียงแค่ยอมรับความเสียหายแล้วเจรจาขอสงบศึก หรือไม่ก็เลือกหนทางฆ่าตัวตายด้วยอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งผมคาดการณ์ว่าพวกเขาจะเลือกยอมรับความเสียหายและเจรจาขอสงบศึกมากกว่า
สมมติว่าสถานการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นจริงๆ และสงครามระหว่างนาโตกับรัสเซียยุติลง หากพิจารณาตามฉากทัศน์นี้ สิ่งต่อมาที่คุณกล่าวถึงในบทความ—ซึ่งต้องยอมรับว่าทำให้ผมประหลาดใจในตอนแรก—ก็คือการสิ้นสุดของสงครามดังกล่าวเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของปัญหาต่างๆ สำหรับยุโรปเท่านั้น คุณช่วยอธิบายขยายความในประเด็นนี้ได้ไหมครับว่า สถานการณ์สำหรับยุโรปจะเป็นอย่างไรต่อไป?
สถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นมา ก็คือสิ่งที่ยูเครนกำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้ หากโครงสร้างพื้นฐานของคุณได้รับความเสียหายอย่างหนัก ในขณะที่ประเทศของคุณกำลังเผชิญกับความเปราะบางด้านพลังงานและเศรษฐกิจขั้นวิกฤตอยู่แล้ว สิ่งนี้ก็น่าจะฉุดรั้งให้คุณเข้าสู่วิกฤตเศรษฐกิจได้ คำพูดนี้อาจฟังดูรุนแรงเกินจริงไปบ้าง --แต่ก็อาจจะไม่เกินจริงเลยก็ได้ แม้แต่ในขณะนี้ ตลาดพันธบัตรก็กำลังอยู่ในภาวะหมิ่นเหม่ ราคาพันธบัตรของทั้งสหราชอาณาจักรและสหรัฐฯ กำลังปรับตัวสูงขึ้น
ผมมองว่าสหราชอาณาจักรกำลังหมิ่นเหม่อยู่ตรงขอบเหวภาวะเศรษฐกิจถดถอย ผมมองว่าฝรั่งเศสก็เป็นอย่างเดียวกัน ส่วนเยอรมนีนั้นผมคิดว่าเข้าสู่ภาวะถดถอยไปแล้ว ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นโดยที่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของพวกเขายังไม่ได้เสียหายเลยด้วยซ้ำ ทีนี้ มันมีสหสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดมากระหว่างการใช้พลังงานกับการเติบโตของจีดีพี กล่าวคือ การมีอุปทานพลังงานเพิ่มขึ้นจะช่วยขับเคลื่อนหรือรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ ในขณะที่อุปทานที่ลดลงย่อมส่งผลในทางตรงกันข้าม
สิ่งที่เรากำลังพูดถึงในที่นี้คือการเกิดความเสียหายครั้งใหญ่โตกับโครงสร้างพื้นฐานของยุโรป และเนื่องจากความเสียหายอย่างใหญ่โตดังกล่าว มันก็หมายถึงการสูญเสียพลังงานไปเป็นจำนวนมากทีเดียวในระบบเศรษฐกิจต่างๆ ของยุโรป สำหรับเศรษฐกิจที่กำลังหมิ่นเหม่ต่อภาวะถดถอยอยู่แล้ว ผมมองว่าสถานการณ์นี้อาจนำไปสู่หายนะได้เลยทีเดียว และผมไม่ได้ใช้คำๆ นี้อย่างพร่ำเพรื่อด้วย
คุณช่วยยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมของสิ่งที่คุณกำลังพูดถึงได้ไหมครับ?
ลองดูเชื้อเพลิงหลักที่ผมพูดถึงมาตลอดทศวรรษที่ผ่านมา นั่นคือน้ำมันดีเซล น้ำมันดีเซลมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ แต่ผู้คนมักไม่เข้าใจประเด็นนี้
หากคุณถูกตัดความสามารถในการนำพลังงานตัวนี้เข้าสู่ระบบโลจิสติกส์และเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจของคุณ หากสิ่งนี้จู่ๆ ก็หายวับไปอย่างกะทันหัน กิจกรรมทางเศรษฐกิจก็จะหยุดชะงักตามไปด้วย หากคุณเคยฟังพวกเทรดเดอร์สินค้าโภคภัณฑ์และผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานพูดถึงช่องแคบฮอร์มุซ คุณจะได้ยินพวกเขาพูดเกี่ยวกับ "demand destruction" หรือ "การทำลายอุปสงค์"
สิ่งที่พวกเขาหมายถึงจริงๆ ก็คือการปรับอุปสงค์และอุปทานให้กลับมาสมดุลกันอีกครั้งหนึ่ง สิ่งที่พวกเขาต้องการจะสื่อก็คือ ในเมื่อเราได้ตัดปริมาณน้ำมันหลายล้านบาร์เรลต่อวันออกจากระบบเศรษฐกิจโลกอย่างกะทันหัน ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำคือการลดอุปสงค์ (demand destruction) ซึ่งหมายถึงการลดความต้องการใช้พลังงานส่วนนั้นลง แต่การลดอุปสงค์ในลักษณะนี้ก็คือการทำลาย เศรษฐกิจ นั่นเอง
ความหมายที่แท้จริงของเรื่องนี้คือ บริษัทบางแห่งที่เคยมีแนวโน้มจะเติบโตและประสบความสำเร็จ—เช่น บริษัทขนส่งสินค้าหรือบริษัทรถบรรทุก— จู่ๆ กลับพบว่าพวกเขาไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้และต้องปิดกิจการลงในที่สุด นี่คือสิ่งที่เรียกว่าความหายนะทางเศรษฐกิจ และความหายนะทางเศรษฐกิจนี้ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของยุโรปอย่างรุนแรงเป็นพิเศษ เนื่องจากยุโรปเป็นผู้นำเข้าเชื้อเพลิงไฮโดรคาร์บอนรายใหญ่ โดยนำเข้าในปริมาณราว 12.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน พลังงานถือเป็นองค์ประกอบรากฐานสำคัญของระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ หากปราศจากพลังงาน ทุกอย่างก็ไม่อาจขับเคลื่อนไปได้
ผู้คนมักมองข้ามประเด็นนี้เพราะคุ้นชินกับการมีพลังงานราคาถูก ปริมาณมาก และมีคุณภาพสูง จนทึกทักเอาเองว่าสถานการณ์เช่นนี้จะคงอยู่ตลอดไป แต่หากเราเริ่มถอยห่างจากจุดนั้น เราก็จะก้าวเข้าสู่ภาวะช็อกด้านพลังงานและความหายนะทางเศรษฐกิจ เช่นเดียวกับกรณีการตัดการส่งก๊าซจากรัสเซียไปยังเยอรมนี กำลังค่อยๆ นำไปสู่ความหายนะทางเศรษฐกิจในแดนดอยช์ มันคือเรื่องเดียวกัน
สิ่งที่คุณอธิบายมาทั้งหมดนี้คือสถานการณ์ที่เรากำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน โดยพิจารณาจากปริมาณอุปทานทั่วโลกที่ลดลงไปแล้ว ทีนี้จะเกิดอะไรขึ้นหากโครงสร้างพื้นฐานของเราถูกรัสเซียถล่มโจมตีด้วย?
หากโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของพวกประเทศยุโรปได้รับความเสียหายจากการปฏิบัติการทางทหาร สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือภาวะช็อกที่ถาโถมเข้าใส่ยุโรปอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าตอนที่ไม่มีปัจจัยเรื่องนี้เข้ามา แล้วยิ่งถ้าหากท่าเรือหรือโรงกลั่นน้ำมันได้รับความเสียหายอย่างหนักด้วยแล้ว การซ่อมแซมจะต้องใช้เวลาหลายเดือนหรือหลายปีเลยทีเดียว
ลักษณะสำคัญประการหนึ่งของระบบพลังงานคือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานนั้นต้องใช้เวลานานมาก นานจริงๆ อย่างในสหราชอาณาจักร เรามีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หลายแห่ง โดยโครงการหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ที่ชายฝั่งซอมเมอร์เซ็ต (Somerset) คาดกันว่าจะต้องใช้เวลาถึง 15 ปีนับตั้งแต่เริ่มจนสร้างเสร็จสมบูรณ์ ส่วนฟาร์มกังหันลมก็ใช้เวลาพอๆ กัน ดังนั้น ความเสียหายทั้งหมดนี้ย่อมนำไปสู่ความหายนะทางเศรษฐกิจที่รุนแรงยิ่งขึ้นตามมา
นั่นหมายความว่าคุณกำลังพูดถึงการล่มสลายของอุตสาหกรรมหลักๆ, การว่างงานในวงกว้าง, และอื่นๆ อีกมากมาย แถมยังต้องใช้เวลาหลายปีในการฟื้นตัว แล้วสังคมจะเป็นอย่างไรในช่วงเวลานั้น? เรากำลังพูดถึงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression) หรือเปล่า?
มุมมองของผมต่อเรื่องนี้อิงตามสหสัมพันธ์โดยตรงระหว่างพลังงานกับผลประกอบการทางเศรษฐกิจที่ผมได้กล่าวไปก่อนหน้านี้ ซึ่งในทางคณิตศาสตร์แล้ว ค่าความสัมพันธ์นี้ใกล้เคียงกับระดับหนึ่งต่อหนึ่ง (1:1) ทีเดียว ดังนั้น หากปริมาณเชื้อเพลิงไฮโดรคาร์บอนที่ยุโรปได้รับมการลดลง 10% ผมก็คาดว่าเศรษฐกิจจะหดตัวลง 10% และหากลดลง 20% ผลกระทบก็น่าจะอยู่ที่ระดับราว 20% เช่นกัน
ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression) ในช่วงทศวรรษ 1930 นั้นทำให้เศรษฐกิจหดตัวลงทั่วโลกประมาณ 15% ดังนั้น ผมจึงมองว่าอย่างน้อยที่สุดเรากำลังพูดกันถึงภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจที่รุนแรง แต่หากโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของยุโรปได้รับความเสียหายอย่างหนัก ผมคิดว่าเรากำลังพูดถึงอะไรที่รุนแรงยิ่งกว่านั้น มันขึ้นอยู่กับระดับความเสียหายที่เกิดขึ้น กล่าวคือ หากฝ่ายรัสเซียใช้ความยับยั้งชั่งใจและตัดสินใจไม่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของเรา สถานการณ์ก็จะแตกต่างออกไป
แต่นั่นเท่ากับเราเอาชะตาชีวิตไปฝากไว้กับความเมตตาของพวกเขาเลย อย่างนั้นหรือ?
ยุโรปตกอยู่ในสถานะที่เปราะบางอย่างยิ่ง ส่วนสหรัฐฯ แม้จะเปราะบางน้อยกว่าแต่ก็ยังถือว่าเปราะบางอยู่ เพราะสหรัฐฯ เป็นผู้นำเข้าน้ำมันดิบสุทธิในปริมาณสูงถึง 6.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน แม้จะเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปสุทธิ แต่ก็ยังเป็นผู้นำเข้าน้ำมันดิบสุทธิอยู่ดี
เมื่อพิจารณาถึงความเปราะบางอย่างยิ่งยวดนี้ โดยเฉพาะในยุโรป คุณจะอธิบายท่าทีที่เต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราดและกระหายสงครามที่เรากำลังได้ยินจากของพวกผู้นำยุโรปในเวลานี้อย่างไร?
ผมคิดว่าน่าจะมีเหตุผลสักสองหรือสามประการ ประการแรกคือความรู้สึกโกรธเกรี้ยว เพราะพวกเขาได้ผูกมัดตัวเองไว้กับวาทกรรมทางการเมืองที่พรรณนาว่า รัสเซียเป็นฝ่ายเลวร้าย ส่วนยูเครนเป็นฝ่ายดี ยูเครนเป็นประเทศเล็กๆ ที่กล้าหาญต่อสู้กับรัสเซียที่โหดร้าย ปูตินเปรียบเสมือนฮิตเลอร์ และอื่นๆ ในทำนองเดียวกัน
ปัญหาของวาทกรรมทางการเมืองแบบนี้คือ เมื่อเผชิญกับการปั่นกระแสข่าวอย่างในยุคปัจจุบัน โดยที่สื่อตะวันตกเองก็เป็นตัวหลักในการสนับสนุนวาทกรรมดังกล่าว ขั้นแรกเลยคุณก็จะอยู่ขั้นตอนซึ่งประชาชนจะถูกทำให้เข้าใจผิด
อาจไม่ได้ถึงขั้นถูกโกหกตรงๆ แต่ถูกทำให้เข้าใจผิดเพราะได้รับรู้ข้อมูลเพียงบางส่วนเท่านั้น จากนั้นสถานการณ์จะลุกลามไปสู่ขั้นตอนที่ตัวพวกผู้นำเองก็เชื่อในสิ่งที่พูดจริงๆ จนกลายเป็นความคิดแบบลัทธิความเชื่อ (cult thinking) ชนิดหนึ่ง นี่คือเหตุผลประการแรก นั่นคือความโกรธเกรี้ยว
สำหรับเหตุผลประการที่สอง ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งของวาทกรรมนี้เช่นกัน คือพวกเขาเชื่อว่ายูเครนกำลังเป็นฝ่ายชนะสงคราม ทั้งที่ไม่มีหลักฐานใดๆ สนับสนุนเรื่องนี้เลย แต่ก็นั่นแหละครับ หากใครตกอยู่ในลัทธิความเชื่ออย่างหนึ่งเสียแล้ว ก็มักมีความโน้มเองจะหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองอยู่เสมอ
และผมคิดว่าเหตุผลประการที่สามคือ มีความรู้สึกกันในหมู่ชาวยุโรปและในกลุ่มนาโต (NATO ย่อมาจาก North Atlantic Treaty Organization องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ) ที่ว่า หากพวกเขาสามารถดึงสหรัฐฯ ให้กลับเข้ามามีส่วนร่วมในการสู้รบขัดแย้งนี้ได้ พวกเขาก็จะสามารถเป็นฝ่ายชนะได้
จากนั้นพวกเขาก็จะสามารถบีบให้รัสเซียกลับมาสู่โต๊ะเจรจาภายใต้เงื่อนไขที่พวกเขาได้เปรียบกว่าเดิม พวกเขาจะบรรลุข้อตกลงหยุดยิง (ซึ่งบางทีอาจจะเป็นการยอมรับเส้นเขตแดนตามเส้นแนวรบปัจจุบัน) แล้วค่อยดำเนินการขั้นต่อไป แต่สิ่งที่ไม่มีใครเข้าใจ—เพราะพวกเขาไม่เข้าใจธรรมชาติของสงครามครั้งนี้—ก็คือว่า รัสเซียจะไม่ยอมให้ทำเช่นนั้น
รัสเซียมองว่าเรื่องนี้เป็นประเด็นความเป็นความตายของชาติ ไม่ใช่แค่เรื่องของการเจรจาต่อรองธรรมดาๆ ในเรื่องการเจรจาต่อรองนั้น ฝ่ายรัสเซียได้พูดออกมาเรียบร้อยแล้ว –เช่นเดียวกับทางฝ่ายอิหร่าน--ว่า ทำเนียบขาวชุดปัจจุบันไม่มีศักยภาพพอที่จะทำข้อตกลงทางการทูตที่มีผลผูกพันได้จริง และผมคิดว่าทางฝั่งยุโรปก็อยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ต่างกันนัก อีกอย่างคือรัสเซียกำลังเป็นฝ่ายได้เปรียบในสงคราม แล้วทำไมพวกเขาถึงต้องยอมทำตามที่ฝ่ายตะวันตกว่ามาด้วยล่ะ?
เกี่ยวกับเหตุผลข้อที่สามของคุณที่ว่า ยุโรป --ต้องการดึงสหรัฐฯ กลับเข้ามาพัวพันในความขัดแย้งอีกครั้งนั้น--ทำไมฝ่ายยุโรปถึงคิดว่าการใช้ถ้อยคำที่แข็งกร้าวหรือยั่วยุสงครามจะช่วยให้พวกเขาบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้?
ผมมองว่าพวกเขากำลังพยายามแสดงให้ฝ่ายอเมริกันเห็นว่า "ดูสิ เรากำลังยืนหยัดด้วยตัวเราเองนะ เรากำลังเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมตามที่คุณเรียกร้องแล้ว เราทำได้และเราพร้อมแล้ว! ดังนั้น กลับเข้ามาเถอะและช่วยเหลือพวกเรา! แต่ก็อย่างที่ผมบอกไป ถ้าผมเป็นฝ่ายอเมริกัน ผมจะไม่กลับไปหรอก เพราะมันไม่ใช่ผลประโยชน์ของสหรัฐฯ เลย ในการถูกดูดกลับเข้ามาพัวพันในสงครามนี้อีก
ตกลงว่าสงครามระหว่างนาโตกับรัสเซีย ถ้าเกิดขึ้นมาก็คงเป็นหายนะครั้งใหญ่สำหรับยุโรป ในบทความชิ้นที่สองที่คุณเพิ่งเขียนไปเมื่อเร็วๆ นี้พูดถึงสิ่งที่ยุโรปทำได้ใน ตอนนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงฉากทัศฯดังกล่าว ซึ่งโดยเนื้อหาหลักก็คือการใช้แนวทางการทูตที่ตั้งอยู่บนความเป็นจริง แต่ในขณะนี้ ผู้นำยุโรปดูเหมือนจะไม่เต็มใจแม้แต่จะพิจารณาเรื่องการใช้แนวทางการทูตด้วยซ้ำไป คุณคิดว่าสถานการณ์นี้จะเปลี่ยนแปลงในเร็วๆ นี้ไหม?
ผมคิดว่ามันขึ้นอยู่กับหลายๆ ปัจจัย แต่ผมมีสัญชาตญาณ—หรือจะเรียกว่าการหยั่งรู้เชิงยุทธศาสตร์ก็ได้—ว่าสิ่งที่น่าจะผลักดันให้พวกผู้นำยุโรปยอมกลับมาที่โต๊ะเจรจาอีกครั้ง ก็คือสภาพเศรษฐกิจในยุโรปที่กำลังย่ำแย่ลงเรื่อยๆ
ผมคิดว่าเราได้เห็นกันแล้วว่า เงินกู้จำนวน 80,000 ล้านยูโรที่จัดหาให้ยูเครนนั้น จำนวนมากได้ถูกใช้ไปอย่างสูญเปล่ากับการปฏิบัติการโจมตีด้วยโดรน ซึ่งเป็นคำแนะนำที่แย่ๆ และไม่ประสบผลสำเร็จ โดยพวกเขาน่าจะใช้เงินไปแล้วราว 30,000 ล้านยูโรกับเรื่องนี้ อีกอย่างเรายังรู้กันดีว่า เงินที่จัดหามาให้นั้น มาในรูปแบบของเงินกู้ และเรายังรู้กันด้วยว่าเงินกู้เหล่านั้นคงไม่มีวันมีการใช้คืน
และตอนนี้ยูเครนก็กำลังกลับมาขอเงินเพิ่มอีก ในช่วงเวลาที่ชาวยุโรปกำฃลีงมีความกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับสภาพเศรษฐกิจของพวกเขาเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเยอรมนี รวมถึงในสหราชอาณาจักร และผมคาดว่าในฝรั่งเศสก็คงเป็นเช่นเดียวกัน
ในเยอรมนี เราจะเห็นได้ว่าพรรค AfD มีคะแนนนิยมนำมาเป็นอันดับหนึ่งในผลสำรวจครั้งต่างๆ ซึ่งพรรคนี้มีนโยบายที่ชัดเจนในการกลับไปรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับรัสเซีย แม้ในสหราชอาณาจักรจะไม่มีพรรคการเมืองที่มีจุดยืนเช่นนี้ แต่ผมคิดว่าเริ่มมีความเปิดกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ ที่จะหันมาพูดคุยเจรจากับรัสเซียในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง โดยประเด็นสำคัญที่สุดประเด็นหนึ่งในขณะนี้คือเรื่องราคาพลังงาน
แต่ข้อเท็จจริงที่ว่าราคาพลังงานของเราเวลานี้กำลังขยับสูงขึ้น สืบเนื่องมาจากนโยบายของรัฐบาลนั้น ยังไม่มีการอธิบายให้ประชาชนเข้าใจอย่างถ่องแท้ ผมเชื่อว่าหากชาวสหราชอาณาจักรเข้าใจภาพรวมทั้งหมดอย่างแท้จริง รวมถึงความเสี่ยงต่างๆ ที่ตนต้องเผชิญ พวกเขาก็คงจะมีมุมมองที่แตกต่างออกไป ไม่ใช่แค่รับรู้ข้อมูลในวงแคบๆ ตามที่รัฐบาลและสื่อนำเสนอเท่านั้น
ดังนั้น ในมุมมองของผม สิ่งที่น่าจะผลักดันให้ชาวยุโรปเปลี่ยนท่าทีกลับมา ก็คือเรื่องผลประโยชน์ของพวกเขาเอง –ผลประโยชน์ทางการเมืองของพวกเขาเอง-- ในยามที่สถานการณ์ต่างๆ กำลังยากลำบากขึ้นเรื่อยๆ ผมคงไม่แปลกใจเลยหากสถานการณ์จะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิงภายในสิ้นปีนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากรัสเซียยังคงรุกคืบและมีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญในสนามรบ
สมมติว่าพวกผู้นำยุโรปเกิดความเต็มใจที่จะหันมาเจรจาอย่างจริงจังกับรัสเซีย คำถามถัดมาของผมคือ พวกเขาจะ สามารถ ดำเนินการเจรจาบนพื้นฐานของความเป็นจริงได้หรือไม่? พวกเขาจะเข้าใจธรรมชาติของสถานการณ์ที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่จริงๆ หรือเปล่า?
ในประเด็นเรื่องการเจรจา รวมถึงเรื่องการทำความเข้าใจธรรมชาติของสงครามอย่างที่คุณกล่าวมานั้น ประเด็นสำคัญที่ผมได้นำเสนอในบทความ 2 ชิ้นของผม และข้อแนะนำหลักของผมคือ ความจำเป็นที่จะต้องรับฟังรัสเซีย เพราะในขณะนี้ ผู้คนมักจะมองข้ามหรือปฏิเสธสิ่งที่ได้ยินจากฝั่งรัสเซีย โดยพวกเขายังคงให้เหตุผลว่ารัสเซียไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องการขยายตัวของนาโตเข้าสู่ยูเครน
และคำตอบของผมเกี่ยวกับเรื่องยร่ก็ยังคงเหมือนเดิมเสมอมา นั่นคือ มันไม่ใช่เรื่องสำคัญหรอกว่าพวกผู้รู้ชาวตะวันตกคิดยังไง หรือพวกนักการเมืองชาวตะวันตกพูดว่าอะไร สิ่งที่สำคัญคือฝ่ายรัสเซียนั้นคิดยังไง และพวกเขาพูดว่าอะไร หากเราย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ในปี 2008 ตอนที่บิล เบิร์นส์ (Bill Burns เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำกรุงมอสโกในขณะนั้น) ส่งโทรเลขทางการทูตที่มีใจความว่า "Nyet means Nyet" (คำว่า 'ไม่' ก็คือ 'ไม่') กลับไปยังวอชิงตัน เขาได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า นี่คือเส้นสีแดง (red line) ห้ามละเมิดรุกล้ำที่สำคัญระดับคอขาดบาดตายสำหรับชาวรัสเซียทุกคน ไม่ใช่แค่สำหรับปูตินเท่านั้น
ผู้คนมักคิดว่าเรื่องราวทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับปูตินเพียงคนเดียว แต่ความจริงแล้วมันไม่ใช่เช่นนั้นเลย ดังนั้น ผมคิดว่าพวกผู้นำยุโรปจำเป็นต้องเข้าสู่การสนทนาเหล่านั้นด้วยความเต็มใจที่จะรับฟังและทำความเข้าใจมุมมองของฝ่ายรัสเซีย แม้ว่าพวกเขาจะไม่เห็นด้วยก็ตาม นี่ถือเป็นประเด็นที่สำคัญอย่างยิ่งยวด ปัญหาคือพวกเขายังคงกำลังติดอยู่ในช่วงขณะปัจจุบัน ติดอยู่ในกรอบความคิดหรือวาทกรรมที่ไม่ค่อยมีการพูดถึงต้นสายปลายเหตุของสงคราม หรือสิ่งที่นำไปสู่สงครามอย่างแท้จริง
แต่ผมคาดว่าบางทีปัจจัยทางเศรษฐกิจน่าจะเป็นสิ่งที่ช่วยให้พวกเขา—หรือบีบบังคับให้พวกเขา—ต้องหาทางออกสำหรับเรื่องนี้ และในมุมมองของผม แนวทางแบบ "Track Two" (แทร็กที่ 2, ทางเดินที่ 2) คือทางเลือกที่ดีที่สุดที่เป็นไปได้ในขณะนี้
"แทร็กที่ 2" คืออะไร?
แทร็กที่ 2 คือการเจรจากันอย่างไม่เป็นทางการ ตัวอย่างเช่น เรารู้ว่า CIA เพิ่งมีการพูดคุยกับรัสเซียซึ่งเป็นการพูดคุยแบบไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ เรารู้ว่าเซอร์ทิม บาร์โรว์ (Sir Tim Barrow) รวมถึงอดีตนักการทูตจากฝรั่งเศสและเยอรมนี ได้มีการพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการกับฝ่ายรัสเซีย หรือกับบุคคลที่ไม่ใช่ตัวแทนรัฐบาลรัสเซียโดยตรง
ทิม บาร์โรว์ เป็นอดีตเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำมอสโกและเคียฟที่มีความสามารถสูงมาก ดังนั้น จากข้อเท็จจริงที่ว่ามีการสนทนากันซึ่งควรจะเป็นความลับเหล่านี้เกิดขึ้นมาแล้ว อาจเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่ากลุ่ม E3 (สหราชอาณาจักร, ฝรั่งเศส, และเยอรมนี) มีความต้องการที่จะสนทนากับรัสเซีย ซึ่งผมคิดว่าบางทีอาจจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ
แต่ไม่ว่าจะเป็นกรณีใดก็ตามที เรื่องชนิดนี้บางทีอยู่ที่จุดเริ่มต้นของมัน เพราะเมื่อพวกนักการเมืองนั้น –ทันทีที่พวกเขาเกิดความตระหนักว่าพวกเขาเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ และต้องการหันมาใช้แนวทางนี้—พวกเขาก็จะต้องหาวิธีจัดการกับภาพลักษณ์ หรือต้องหาวิธีการนำเสนอเรื่องราวนี้ต่อสาธารณชน คนหนึ่งซึ่งมีโอกาสมากที่สุดที่จะเดินตามแนวทางนี้คือ แอนดี เบิร์นแนม เพราะเขาเป็นคนหน้าใหม่ และผมคาดว่าเขาคงไม่ได้ยึดติดหรือหลงใหลในสงครามครั้งนี้มากนัก เนื่องจากเขามีภารกิจสำคัญที่ต้องจัดการกับวาระภายในประเทศ
ช่วงหลังมานี้คุณพูดบ่อยครั้งว่า นาโต ไม่มีความเหมาะสมกับวัตถุประสงค์เดิมที่ก่อตั้งมันขึ้นมาอีกต่อไป และการขยายตัวของนาโต กลับบั่นทอนความมั่นคงของยุโรปมากกว่าที่จะช่วยเสริมสร้างความมั่นคง แล้วชาวยุโรปควรทำอย่างไรกับ นาโต และควรพิจารณารูปแบบความมั่นคงแบบใดในระยะยาว?
คำแนะนำของผมสำหรับชาวยุโรปคือ ให้ลองพิจารณาถึงความสัมพันธ์กับรัสเซีย และผลพวงต่อเนื่องต่างๆ ที่ นาโต กระทำกับความสัมพันธ์ดังกล่าว เมื่อ นาโต พูดถึงหลักการเรื่องความจำเป็นในการ "ป้องปราม" รัสเซีย สิ่งที่สื่อความหมายออกไปจริงๆ ก็คือหลักการแห่ง การเผชิญหน้ากัน
และก็ไม่น่าแปลกใจเลยที่เมื่อคุณมุ่งใช้ความสัมพันธ์ในลักษณะเผชิญหน้า คุณก็จะได้รับการตอบโต้ด้วยการเผชิญหน้ากลับมาเช่นกัน สำหรับฝ่ายรัสเซียนั้น แม้ใช้ความพยายามอย่างหนักที่จะร่วมมือ แต่ในท้ายที่สุดผมคิดว่าพวกเขาถูกบีบให้ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว
ผมคิดว่าหากชาวยุโรปใช้สติปัญญาพิจารณา ก็ควรหันมาเจรจาและรับฟังรัสเซียอย่างแท้จริง การปรับเปลี่ยนหลักการจากการเผชิญหน้าไปสู่ความร่วมมือนั้นถือเป็นหัวใจสำคัญที่สุด และก็เป็นสิ่งที่ นาโต ทำได้ไม่ดีนัก ดังนั้นมันจึงทำให้เกิดคำถามขึ้นมาเกี่ยวกับคุณค่าของ นาโต ทั้งนี้ เสาหลักสำคัญ 2 ประการของความมั่นคงในยุโรปคือการสนับสนุนจากสหรัฐฯ และ นาโต
เวลานี้ทั้งสองสิ่งนี้ต่างกำลังเป็นสิ่งที่น่ากังขา หากผมคือยุโรป ผมคงไม่มุ่งเน้นไปที่การขอรับการสนับสนุนจากสหรัฐฯในเวลานี้ เหตุผลสำคัญประการหนึ่งคือ ในยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ (US National Security Strategy) ฉบับใหม่ล่าสุด ยุโรปถูกลดระดับความสำคัญลงมาให้อยู่ในลำดับที่ 5 และมีแนวโน้มจะถูกลดความสำคัญลงไปอีก ส่วน นาโต เองก็มีประวัติความล้มเหลวมาโดยตลอดนับตั้งแต่สงครามเย็นสิ้นสุดลง
คุณคิดว่า นาโต สามารถปฏิรูปได้หรือไม่ หรือยุโรปควรพิจารณาโครงสร้างความมั่นคงรูปแบบอื่นไปเลย?
ตราบใดที่ นาโต ยังคงดำรงอยู่ ความสัมพันธ์กับรัสเซียก็จะยังคงเป็นไปอย่างตึงเครียดและอึดอัด ดังนั้นทำไมเราถึงยังต้องประคององค์การที่ล้มเหลวและเป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้สงครามนี้เกิดขึ้นมาต่อไปอีก?
นี่คือเหตุผลที่ผมเสนอให้หันไปให้ความสำคัญกับ องค์การเพื่อความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป (Organisation for Security and Cooperation in Europe หรือ OSCE) แทน เพราะชื่อองค์การแห่งหลังนี้ก็บอกชัดเจนอยู่แล้วว่าเน้น "ความร่วมมือ" และผมคิดว่ารัสเซียก็น่าจะเปิดรับแนวทางนี้
แต่จุดสำคัญคือ ยุโรปและพวกผู้นำยุโรปต้องรับผิดชอบต่อความมั่นคงของตนเอง แทนที่จะยึดติดกับแนวคิดที่ว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับการดึงสหรัฐฯเข้ามามีส่วนร่วม ผมอยากจะบอกว่า จงยอมรับความจริงที่ว่าสหรัฐฯ ได้ถอยห่างออกไปแล้ว และยอมรับว่าคุณจำเป็นต้องมีความสัมพันธ์ระยะยาวที่มั่นคงกับรัสเซีย ซึ่งไม่เพียงแต่จะเป็นผลดีต่อความมั่นคงของคุณเท่านั้น แต่ยังส่งผลดีต่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของคุณด้วย
หากยุโรปมีความตั้งใจจริงที่จะหันมาพูดคุยและรับฟังรัสเซีย ผมเชื่อว่าฝ่ายรัสเซียจะตอบสนองในเชิงบวก เพราะนั่นย่อมเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจของรัสเซียเช่นกัน เท่าที่ผมมองเห็น รัสเซียไม่ได้มีความต้องการที่จะทำสงครามระยะยาวกับยุโรปเลย
ในทางกลับกัน การมียุโรปเป็นตลาดสำหรับสินค้าของพวกเขา และการสามารถซื้อหาสินค้าจากยุโรปได้ จะช่วยสร้างสมดุลให้กับความสัมพันธ์ที่รัสเซียมีอยู่กับจีนและภูมิภาคตะวันออกไกลได้เป็นอย่างดี ผมไม่แน่ใจว่ามันจะสายเกินไปสำหรับเรื่องนี้หรือยัง แต่ก็หวังว่าจะยังไม่สายเกินไป ดังนั้น คำแนะนำของผมก็คือ: ยุบ นาโต เสีย
หันมาพูดคุยกับรัสเซีย แล้วดูว่ารัสเซียกับยุโรปจะสามารถสร้างเครือข่ายความมั่นคงที่เน้นความร่วมมือเพื่อนำไปสู่สันติภาพระยะยาวในยุโรปได้อย่างไรบ้าง ซึ่งอาจเป็นรูปแบบของ OSCE+ ก็ได้ ทางฝ่ายรัสเซียเองก็ควรเปิดใจให้กว้างเพื่อยอมรับแนวทางนี้ เพราะพวกเขาก็เรียกร้องสิ่งนี้มาตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของสงครามแล้ว
โจนาธาน แมคคอมิค นักหนังสือพิมพ์ชาวอเมริกัน ซึ่งตั้งฐานอยู่ที่สโลวาเกีย
บทสัมภาษณ์นี้เผยแพร่ครั้งแรกในนิตยสาร Marker ในสโลวาเกีย สามารถอ่านต้นฉบับได้ที่ https://marker.sk/clanky/1927/british-navy-commodore-europe-is-unable-to-defend-itself-against-russian-missiles


