xs
xsm
sm
md
lg

ต้องทุบทิ้งเท่านั้น

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: อ.สุดาทิพย์ จารุจินดา อินทร


จอห์น เอฟ. เคนเนดี (วาระ 1961-1963)
เป็นประกาศิตของจักรพรรดิทรัมป์หลังจากมีคำสั่งจากศาลสมาพันธรัฐว่า รัฐบาลทรัมป์จะต้องแจ้งล่วงหน้า 30 วันก่อนมีการทุบทิ้งอาคารโอ่อ่าศูนย์วัฒนธรรมจอห์น เอฟ. เคนเนดี อายุ 60 กว่าปีที่ตั้งอยู่ใจกลางมหานครวอชิงตัน ดี.ซี. เมืองหลวงของประเทศสหรัฐฯ

ตั้งแต่ทรัมป์เข้ามาครองทำเนียบขาว ในวาระที่สองนี้ เขาตั้งใจสร้างอาคารสถานที่สำคัญๆ ทางประวัติศาสตร์ของนคร ดี.ซี.ให้มีแต่สิ่งที่จะเป็นอนุสรณ์สถานเพื่อรำลึกถึงเขาที่เคยดำรงตำแหน่งปธน.คนที่ 47

เขารื้อทิ้งสวนกุหลาบที่ทำเนียบขาวทันทีที่เข้าทำเนียบขาว ซึ่งเป็นอนุสรณ์ที่ปธน.JFK และสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งแจ็กกี
ได้สร้างสวนกุหลาบนี้เป็นเกียรติแก่มารดาของ JFK คือ นางRose Kennedy (นางกุหลาบ)

แล้วเขาให้เทปูนราดเป็นลานซีเมนต์ (แทนหญ้าเขียว) แล้วจัดทำเป็นโต๊ะชายหาดหลายโต๊ะที่มีเก้าอี้แบบข้างๆ สระว่ายน้ำ (ที่มาร์-อา-ลาโก-ฟลอริดา ซึ่งเป็นทำเนียบขาวช่วงฤดูหนาวของทรัมป์)...แถมยังไม่ลืมให้มีร่มสนามขนาดใหญ่วางที่โต๊ะแต่ละโต๊ะ...ดูบรรยากาศเหมือนนั่งอยู่ริมสระว่ายน้ำไม่ใช่ทำเนียบขาว

ขลาดความขลังของ Rose Garden ที่ตรงกลางสวนกุหลาบจะมีหญ้าเขียวขจี และใช้เป็นที่แถลงข่าวของปธน.มาตั้งแต่สมัย JFK จนถึงปธน.ไบเดนทีเดียว...โดยเขาจะจัดเรียงเก้าอี้ให้สำหรับแขกที่มาร่วมในพิธีแถลงข่าวสำคัญๆ

รื้อทิ้งสวนกุหลาบจนกลายมาเป็นลานโต๊ะเก้าอี้ริมสระว่ายน้ำ (ไม่มีสระว่ายน้ำที่ทำเนียบขาว) ยังตามมาด้วยการทุบทิ้งอาคาร East Wing ที่เป็นที่ตั้งสำนักงานของสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งในการประชุมหรือแถลงข่าวโครงการต่างๆ ที่สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งมีภารกิจเพื่อสังคม (เช่น นางแนนซี เรแกน เธอรณรงค์ต้านยาเสพติดทุกชนิด หรือนางเบ็ตตี ฟอร์ด เธอรณรงค์เรื่องมะเร็งเต้านม เป็นต้น)

จะเห็นได้ว่า ทรัมป์ 2.0 นี้ แทบไม่ได้เห็นบทบาทของนางเมลาเนียเลย ส่วนหนึ่งคือ สำนักงานของเธอถูกทุบทิ้ง และมีการยืนยันว่า เธอแทบไม่ได้เข้าไปพักค้างคืนที่ทำเนียบขาวเลย...เธอจะพักประจำที่นิวยอร์ก เพราะเธอมีธุรกิจส่วนตัวคือ เครื่องประดับสตรี

สัญลักษณ์แห่งศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยของสหรัฐฯ ก็จะมีศูนย์วัฒนธรรมเคนเนดีที่จะมีจัดการแสดง ทั้งวงซิมโฟนีออร์เคสตราแห่งชาติเป็นประจำ สลับกับการนำเอาละครเพลงเด่นๆ จากบรอดเวย์มาแสดงที่ศูนย์เคนเนดีแห่งนี้ และเป็นศูนย์แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการแสดงบัลเลต์จากคณะบอลชอยก็จะเกิดขึ้นที่นี่ ท่ามกลางแขกวีไอพีของดี.ซี.ที่ภูมิใจได้มีศูนย์วัฒนธรรมแห่งนี้

ศูนย์นี้เป็นดำริตั้งแต่จบสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ปธน.ไอเซนฮาวร์เป็นผู้ดำริขึ้น...ต่อมาปธน.JFK และสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง แจ็กเกอลีน ผู้เชิดชูศิลปวัฒนธรรมเป็นอย่างยิ่งก็ได้สานต่อ และได้ระดมเงินทุนจากผู้บริจาคทั้งประเทศ เพื่อก่อตั้งศูนย์วัฒนธรรมนี้

ยังไม่ทันที่ศูนย์นี้จะเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา...ปธน.JFK ก็ถูกลอบสังหารในปี 1963 และปธน.LBJ ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งต่อ จึงได้ออกเป็นกฎหมายและมีงบประมาณในการก่อสร้างศูนย์วัฒนธรรมแห่งนี้ขึ้นในปี 1964 แต่ไปสร้างเสร็จในปี 1971 (55 ปีมาแล้ว) โดยให้ชื่อเป็นเกียรติแก่ปธน.JFK ผู้เริ่มระดมทุนจากทั่วประเทศ

ศูนย์แห่งนี้มีทั้งงบประมาณแผ่นดินร่วมกับเงินบริจาคจำนวนมากในแต่ละปี รวมทั้งมีการขายบัตรเข้าชมการแสดงตลอดปี (แบ่งเป็นช่วงๆ ของปี)

ในการเข้ามาวาระ 2 ของทรัมป์ เขาเล็งสร้างสิ่งก่อสร้างที่จะมีชื่อของเขาติดอยู่เป็นอนุสรณ์ถึงความยิ่งใหญ่อลังการของเขา ซึ่งเขาก็ได้แปลงโฉมการตกแต่งภายในทำเนียบขาว โดยเอาทองไปแปะไว้ตามที่ต่างๆ เต็มไปหมด เหมือนที่พักเขาที่Trump Tower ที่นิวยอร์ก ในชั้นทำงานและห้องรับแขก, ห้องนอนของเขาจะเต็มไปด้วยการตกแต่งที่นำทองมาฉาบไว้เต็มไปหมด โดยเขาอธิบายว่า เขาชอบทอง(ร่ำรวยเงินทอง) และพระราชวังที่ยุโรปก็ใช้ทองประดับมากมายด้วยเช่นกัน

ทั้งๆ ที่ทำเนียบขาวจะเป็นการตกแต่งในยุคอาณานิคม ที่ไม่มีการตกแต่งด้วยทองแม้แต่น้อย ตั้งแต่ปธน.จอห์น วอชิงตัน เรื่อยมา

ย้อนกลับไปที่ East Wing ซึ่งบัดนี้ได้กลายเป็นอดีตไปแล้ว โดยทรัมป์บอกว่า ทำเนียบขาวต้องการบอลรูมขนาดใหญ่ที่จะจัดงานต้อนรับแขกเหรื่อจากต่างประเทศ จึงทุบทิ้งEast Wing แล้วจะเนรมิตเป็นบอลรูมขนาดยักษ์ ที่ใหญ่โตทะเล่อทะล่ากลบรัศมีของทำเนียบขาวด้วยซ้ำ

เขามองว่าบอลรูมนี้จะต้องการกว้างขวางที่จะจัดงานเต้นรำได้ ไม่ใช่เล็กจิ๋วแบบเดิมที่ใช้กันมาตั้งแต่ปธน.คนก่อนๆ

การลุแก่อำนาจให้ทุบ East Wing ทิ้ง เพื่อมาสร้างบอลรูมยักษ์นี้เปิดช่องให้กลุ่มอนุรักษ์มรดกชาติฟ้องศาลว่า ทรัมป์กำลังทำผิดกฎหมายเพราะมี พ.ร.บ.เรื่องEast Wing อยู่ และศาลได้สั่งให้หยุดการก่อสร้างเอาไว้ก่อน

ปรากฏว่า ทรัมป์ไปเร่งช่างก่อสร้างบอลรูมยักษ์ให้เร่งการก่อสร้างให้รวดเร็วที่สุดแม้ฝืนคำสั่งศาลก็ตาม โดยเขามองว่า ศาลก็ต้องตกกระไดพลอยโจน เพราะอาคารก็เร่งสร้างจนเกือบ 50% ซึ่งใช้เงินมหาศาล(ทรัมป์ไม่ได้งบจากสภาฯ แต่มีผู้บริจาคส่วนตัวจำนวนหนึ่ง) โดยทรัมป์คาดว่า ศาลจะต้องยอมจำนน ที่จะไม่กล้าทุบทิ้งอาคารที่สร้างด้วยงบบริจาคมหาศาล

ทรัมป์ได้สู้ในศาลด้วยว่า อาคารบอลรูมใหม่นี้ จะเป็นอาคารเพื่อความมั่นคง เพื่อหลบภัยได้อย่างดีเยี่ยม (คือมี Bunker แข็งแกร่งกันกระสุนอยู่ใต้ดิน…และตัวบอลรูมเองก็ใช้วัสดุกันกระสุนชั้นเยี่ยม) ซึ่งทำให้ศาลต้องยอมจำนนให้สร้างต่อไปจนเสร็จ

ด้านศูนย์วัฒนธรรม JFK นี้ ทรัมป์วางแผนโดยเข้ายึดคณะกรรมการอำนวยการของศูนย์ โดยเปลี่ยนคณะกรรมการทั้งชุด แล้วหาว่า คณะกรรมการชุดเดิมจัดแต่การแสดงที่สะท้อนแต่วัฒนธรรมหนักไปทางด้านซ้ายหรือเสรีเกินไป...พอเขาเปลี่ยนคณะกรรมการเสร็จ (โดยมีภรรยาของรองปธน.อยู่ในคณะกรรมการชุดใหม่)-ได้โหวตให้ทรัมป์มาเป็นประธานของคณะกรรมการนี้

คณะกรรมการชุดนี้ลงมติเอกฉันท์ให้ใส่ชื่อทรัมป์ในชื่อของศูนย์ นำชื่อ JFK ด้วยซ้ำและเปลี่ยนตารางการแสดง โดยคัดเอาคณะดนตรีที่เป็นพวกนิยมทรัมป์เข้ามา ส่วนคณะแสดงชุดเดิม (เช่น ละครเพลงHamiltonที่ได้รับความนิยมสูงมากที่บอร์ดเวย์) ได้ปฏิเสธจะมาแสดงที่ศูนย์นี้ แม้จะโดนปรับที่ประกาศถอนตัวกะทันหันไม่ยอมมาแสดง

ตั๋วเริ่มขายไม่ออก รายได้ก็ตกจนทรัมป์ประกาศจะต้องปิดใหญ่ซ่อมแซมศูนย์ โดยบอกว่า ศูนย์ไม่ได้รับการดูแลซ่อมแซมมาเลย จากคณะกรรมการชุดเดิมๆ (ป้ายสีอย่างร้ายกาจ) จนท่อน้ำรั่ว, สีร่อน, พรมเก่า ฯลฯ...จึงต้องปิดซ่อมใหญ่...เหตุผลอ้างเพื่อกลบเรื่องตั๋วขายไม่ออก รายได้ตกมาก

ล่าสุดอดีตกรรมการได้ฟ้องศาลให้ปลดชื่อทรัมป์ออกจากชื่อศูนย์ และยังปรากฏชื่อเขายังอยู่ (โดยทรัมป์ให้เอาผ้าไปคลุมชื่อของเขาไว้...ยังไม่ยอมปลดออก)

ทรัมป์ออกมาฟันธงว่า ศูนย์นี้ขาดทุนย่อยยับ และไม่มีเงินดูแลซ่อมแซม จะต้องปิดตัวลง...แต่หากเขาเข้ามาช่วยระดมทุนมาซ่อมแซม จะต้องมีชื่อเขาติดอยู่ที่ชื่อศูนย์ด้วย

ทรัมป์ขู่ว่า ถ้าไม่มีเขามาช่วยระดมทุน ศูนย์จะอยู่ในสภาพที่อันตรายเกินกว่าจะให้ใครเข้ามาได้คือ จะพังครืนลงมา...ดังนั้น
เขาเสนอให้ทุบทิ้ง ถ้าจะไม่ให้เขาเข้ามาพลิกฟื้น
!!

ก็เขาเป็นคนทำให้ศูนย์โอ่อ่ายิ่งใหญ่แห่งนี้ พังคามือเขานั่นเอง เฉกเช่นที่เขาทำให้หลายสิ่งที่มี่ชื่อเขาพังคามือ ไม่ว่าจะเป็นสายการบินทรัมป์, มหาวิทยาลัยทรัมป์, ทรัมป์ไวน์ เป็นต้น