ช่วงก่อนพิธีพระราชทานเพลิงศพ น้าชาติ-พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 17 ผมได้รับการถามไถ่อยู่เสมอถึงเรื่อง “การเปิดสัมพันธไมตรีไทย-จีน” โดยเฉพาะวาระการพบกันของประธาน เหมา เจ๋อตุง ที่เปิดให้นายกรัฐมนตรีไทยและคณะ เดินทางไปสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ครั้งประวัติศาสตร์ไทย-จีน เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2518 ถึง 6 กรกฎาคม 2518
โดยท่านประธาน เหมา เจ๋อตุง ได้ระบุตัวบุคคลที่ได้รับเกียรติให้เข้าพบปะพูดคุยเป็นการส่วนตัว เพียง 2 คน คือ หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรี กับ พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ
เรื่องราวประวัติศาสตร์ดังกล่าว พี่โต้งกับผม ได้มีโอกาสพูดคุยกับน้าชาติหลายครั้ง แต่น้าชาติไม่เคยบอกเล่ารายละเอียดในเรื่องนี้เลย แค่สรุปคร่าวๆ ว่า...
“เหมาพูดถึงเรื่องของการเอาชนะคอมมิวนิสต์ไทย มันเรื่องง่ายๆ เลยนะโต้งกับชัช ท่านประธานเหมาคอมมิวนิสต์ใหญ่จีนบอกว่า.. วิธีแก้ง่ายมาก รัฐบาลแค่ทำให้คนไทยอยู่ดีกินดี คอมมิวนิสต์ก็จะพ่ายแพ้อย่างแน่นอน”
จนวันหนึ่งก่อนรัฐบาลน้าชาติจะถูก “คณะนายทหาร” นำโดย บิ๊กจ๊อด-พลเอกสุนทร คงสมพงษ์ ทำรัฐประหารโค่นล้มลงใน ปี 2532 เป็นความ“บังเอิญ” ที่ผมได้พบรับข้อเขียนจากเพื่อนนักธุรกิจคนหนึ่ง เขียนถึงเรื่องการ “เปิดสัมพันธ์ไทย-จีน” ครั้งนั้น โดยอ้างอิงถึงบทความ “58 นาทีที่ผมคุยกับเหมา เจ๋อตุง” ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช
ผมขออนุญาตนำข้อความของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ลงเผยแพร่โดยไม่มีการเติมแต่ง ตัดต่อใดๆ...
“...เมื่อผมไปเจรจาเริ่มสัมพันธไมตรีกับประเทศจีนนั้น พอไปถึงก็ได้รับกำหนดการว่าจะต้องพบใคร..เมื่อไร และที่ไหน ฯลฯ
แต่ที่ไม่มีในหมายกำหนดการก็คือ เรื่องที่จะเข้าพบท่านประธานเหมา
ไปถึงปักกิ่งในตอนกลางวัน นอนค้างคืนได้คืนหนึ่ง รุ่งเช้าขึ้น เขาก็พาไปเยือนสถาบันชนส่วนน้อยในประเทศจีน ได้พบคนไทยหลายเผ่าหลายชนิด พูดขึ้นมึงขึ้นกูกันสะอกสะใจ
และระหว่างที่นั่งดูการแสดงของนักศึกษาจากสิบสองปันนาอยู่นั้น เจ้าหน้าที่เขาก็เข้ามากระซิบบอกว่า ท่านประธานเหมาท่านพร้อมที่จะพบเดี๋ยวนั้น
ให้ไปได้สี่คนคือ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เลขาธิการนายกรัฐมนตรีและปลัดกระทรวงการต่างประเทศ สองคนหลังนี้เมื่อได้เข้าคำนับจับมือท่านประธานแล้ว ก็ให้ออกจากห้องไปเลย ไม่ต้องอยู่ร่วมสนทนาด้วย
ที่พักของท่านประธานอยู่ในพระราชวังกรุงปักกิ่งนั้นเอง นั่งรถเข้าประตูวังแล้วแล่นผ่านอุทยานอันสงบร่มรื่น มีทหารยืนยามอยู่เป็นระยะ เมื่อรถจอดแล้วก็มีเจ้าหน้าที่เข้ามาต้อนรับ
ผมเดินหน้าคนอื่น เข้าไปยังห้องสมุดของท่านประธาน เห็นท่านสวมเสื้อชุดสีเทานั่งอยู่
ความใหญ่ของท่านปรากฎแก่ตาแก่ใจทันที เหมือนกับถูกอะไรตีหน้าผาก ท่านใหญ่จริงๆ ใหญ่ด้วยขนาด ใหญ่ด้วยท่วงท่าที่นั่งอยู่อย่างตระหง่าน
ผมบอกตัวเองด้วยเสียงแผ่วๆ ว่า ผมกำลังเดินเข้าไปพูดกับภูเขา
หลังจากที่ได้ทักทายกันแล้ว ท่านก็บอกให้ผมนั่งบนเก้าอี้อาร์มแชร์ตัวที่ติดกับท่าน ตัวท่านเองก็ลงนั่งด้วย เพราะท่านยืนขึ้นทักทายจับมือกับคนไทยที่เข้าไปพบท่าน
“หมู่นี้ไม่ค่อยสบาย จะลุกจะนั่งมันเจ็บที่ตรงนี้” แล้วท่านก็เอามือจับที่สะเอว เหนือสะโพกเล็กน้อย(การพูดเริ่ม) พูดกันถึงเรื่องสัมพันธภาพไทยจีน และอะไรต่ออะไรที่ควรจะพูดกันเป็นทางการ แล้วท่านก็ถามผมว่า
“มาหาคอมมิวนิสต์ไม่กลัวหรือ?”
“ไม่กลัวครับ ผมนับถือท่านประธานมานานแล้ว ทั้งที่ผมไม่ได้เป็นคอมมิวนิสต์ ผมจึงมาขอเป็นมิตรด้วย”
“ที่ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ในฮ่องกงนั้นพูดถูกแล้ว ผมชอบมาก” ท่านว่า”ความจริงก็เป็นเช่นนั้น คอมมิวนิสต์เป็นพรรคการเมือง เรื่องของพรรคก็เป็นเรื่องของพรรค เรื่องของรัฐบาลก็เป็นเรื่องของรัฐบาล”
ผมนอนค้างที่ฮ่องกงคืนหนึ่งก่อนที่จะบินไปปักกิ่ง และได้ให้สัมภาษณ์ไว้ในทำนองว่า เพียงวันกับคืนเดียว ท่านประธานท่านอ่านคำให้สัมภาษณ์ผมหมดแล้ว
“พวกเจียง ไคเชก เขาว่าผมเป็นมหาโจร ยังอยากจะเป็นเพื่อนอยู่อีกหรือ?” ท่านประธานซักต่อไป
“ยังอยากเป็นครับ ท่านประธานไม่เคยมาปล้นผมนี่” เสียงหัวเราะดังชอบใจ
“คนอื่นๆ ทั่วโลก เขาหาว่าผมเป็นผู้ร้ายฆ่าคน เป็นคนเลวที่สุด จะมาคบกับผมทำไม”
“เอาอย่างนี้ก็แล้วกันครับท่านประธาน ผมเองก็มิใช่คนวิเศษวิโสอะไร คนเขาว่าผมเป็นคนเลวก็มี เป็นคนที่ไม่ดีมากมายหลายอย่าง จนผมเองก็เหลือจดเหลือจำ เห็นจะพอคบกันได้กระมัง” ท่านตบเท้าแขนเก้าอี้ชอบใจ
แล้วท่านก็เริ่มคุยต่อไปเกี่ยวกับเรื่องประเทศจีน เรื่องประเทศไทย และเรื่องของโลก เรื่องสันติภาพและความปลอดภัยของมนุษย์ทั้งโลก แม้แต่เรื่องพรรคการเมืองของผม (ในประเทศไทย) ท่านก็รู้
เกี่ยวกับคอมมิวนิสต์ ท่านสอนผมว่า
1. อย่าไปด่ามัน คนพวกนี้มันหน้าด้าน มันไม่เจ็บหรอก
2. อย่าไปฆ่ามัน คนพวกนี้มันอยากเป็นวีรบุรุษ ฆ่ามันตายเข้าคนหนึ่งมันจะวิ่งเข้ามาให้ฆ่าอีก เพราะความอยากดัง
3. อย่าส่งทหารไปรบกับมัน คนพวกนี้มันจะวิ่งหนี พอทหารเห็นว่าคอมมิวนิสต์ไม่มี ทหารก็จะถอนกำลังกลับที่ตั้ง แล้วคอมมิวนิสต์ก็จะกลับมาใหม่
“ผมใช้วิธีอย่างนี้กับเจียง ไคเชก” ท่านว่า “แล้วดูเอาเองก็แล้วกัน ว่าเดี๋ยวนี้เจียง ไคเชกไปอยู่ที่ไหน”
“เลี้ยงราษฎรให้เขาท้องอิ่ม มีงานทำ มีความเป็นอยู่ที่ดีเถิด คอมมิวนิสต์ทำอะไรไม่ได้หรอก” ท่านให้โอวาทผมต่อไป
“ว่ากันไป คอมมิวนิสต์เมืองไทยก็ไม่เห็นจะมีสักกี่คน ผมเป็นประธานพรรคคอมมิวนิสต์จีนมาหลายสิบปี ยังไม่เห็นมีคอมมิวนิสต์ไทยมาหาสักคน”
“ท่านประธานพูดจริงหรือครับ” ผมว่า “ถ้าพูดจริง ผมจะหาคอมมิวนิสต์ไทยสักสี่ซ้าห้าคน ให้มาเคารพท่านประธานในสามวันเจ็ดวันนี้”
ท่านเกือบค้อนผมเข้าให้ก่อนตอบว่า “อย่าลำบากเลย” ท่านว่า “ถึงเขาจะมา ผมก็คงไม่มีเวลาให้เขาพบหรอก งานผมมาก”
ท่านประธานปรารภกับผมว่า “เดี๋ยวนี้ท่านแก่มากแล้ว อยู่ไปอีกไม่กี่วันก็คงจะตาย”
ผมก็ตอบว่า “อย่าพูดเป็นเล่นไปนะท่านประธาน โลกมนุษย์ไม่สามารถจะสูญเสียผู้ร้ายเบอร์หนึ่งอย่างท่านประธานได้หรอก”
พูดอย่างนี้ถูกเส้นท่านมาก ท่านหัวร่อเสียงดัง ตบแขนเก้าอี้แล้วจับมือกับคนที่นั่งอยู่รอบตัวท่าน
ท่านถามผมว่า “ใครมาพบกับผมแล้วกลับไปพังทุกคน ดูนายเอ็ดวาร์ด ฮีธซี ดูนายนิกสันซี ดูจักรพรรดิอิธิโอเปียซี มาพบผมไม่กลัวพังบ้างหรือ?”
ผมตอบว่า “พังก็ให้มันพังไปเถิดครับ ไหนๆ ก็มาแล้วนี่ ถ้ามันจะพังเพราะได้พบกับท่านประธานก็ให้มันรู้กันไป”
ท่านมองหน้าผมอยู่นาน แล้วบอกว่า“คุณไม่พังหรอก คุณจะเจริญต่อไปอีกนาน”
คุยกันไปคุยกันมา ก็ไปถึงเรื่องประธานาธิบดีนิกสัน แห่งสหรัฐอเมริกาเข้าจนได้ ท่านรักของท่านครับใครไม่รู้ผมจะบอกให้
“นิกสันเป็นคนดีนะคุณ ดีจริงๆ ผมเชื่อว่าเขาหวังดีต่อโลก แสวงหาสันติภาพจริงๆ แล้วก็ดูซี ไอ้พวกค้าสงครามมันทำกับเขาอย่างไร เครื่องอัดเทปของเขามีเขาก็เล่น แล้วก็เอาเรื่องเอาราวจนเขาเสียคนไป”
“ครับผม” ผมว่า ก็จะให้ผมว่าอะไรได้อีกล่ะครับ
“คุณรู้จักกับนิกสันเขาไหม?”
“เป็นเพื่อนเล่นเพื่อนกินกันเลยครับท่านประธาน”
“ถ้าอย่างนั้นช่วยติดต่อให้ผมด้วย บอกว่า ผมยังระลึกถึงเขา และยังหวังดีต่อเขาอยู่เสมอ”
ผมกลับมาถึงเมืองไทยก็รีบส่งจดหมายบอกไปยังประธานาธิบดีนิกสันว่า รู้หรือเปล่า ท่านประธานเหมาท่านยังรักตัวคิดถึงตัวอยู่ ท่านสั่งให้เค้าบอกตัวมาอย่างนั้น
ท่านประธานาธิบดีนิกสันก็ตอบผมว่า อุ๊ยดี ขอบใจที่บอกมา จะได้เขียนไปขอบคุณท่าน เค้าก็ยังรักตัวอยู่มากเหมือนกันนะจ๊ะ
แล้วอยู่ๆ เครื่องบินของจีนติดดาวแดงลำเบ้อเร่อก็บินไปรับนิกสันและภรรยามาเที่ยวจีนฟรีๆ อย่างนั้นแหละ
ครับ ตัวการที่ทำให้เหมากับนิกสันได้พบกันอีก(ครั้ง) นั่งอยู่นี่
ยังมีต่อ.. โปรดติดตามตอนต่อไปสัปดาห์หน้าครับ.


