รองศาสตราจารย์ ดร. อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์
สาขาวิชาวิทยาการข้อมูลเชิงสถิติ สาขาวิชาพลเมืองวิทยาการข้อมูล
สาขาวิชาปัญญาและการวิเคราะห์ธุรกิจ สาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง
คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
สถานการณ์ตะวันออกกลาง กลับมาตึงเปรี๊ยะอีกรอบ และส่งผลต่อราคาน้ำมันโลกอย่างรุนแรง
1. กลุ่ม Houti ใน Yemen ปิดช่องแคบบับอัลมาดับ (Bab al-Mandab Strait) ตรงทะเลแดง ไปออกคลองสุเอซ คลองที่เชื่อมระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับมหาสมุทรแอตแลนติก ทำให้ขนน้ำมันออกไปยุโรปเข้าทะเลเมดิเตอร์เรเนียนไม่ได้
2. อิหร่าน ปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ตรงทางเข้าอ่าวเปอร์เซีย ทำให้น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ เม็ดพลาสติก และปุ๋ยเคมี ออกมาจากอ่าวเปอร์เซียจากหลาย ๆ ประเทศได้ลำบากมาก
3. ซาอุดิอารเบียถูกโดรนของอิหร่าน ทิ้งระเบิดท่อส่งน้ำมัน East-west ข้ามคาบสมุทรอาหรับ ซึ่งซาอุดิอารเบียทราบดีว่าโดยภูมิรัฐศาสตร์ ช่องแคบฮอร์มุซถูกควบคุมโดยอิหร่านได้ง่าย จึงเตรียมทางหนีทีไล่ ให้ส่งน้ำมันมาออกทะเลแดงได้ เพราะน้ำมันดิบนั้นขุดกันตรงอ่าวเปอร์เซีย แต่ก็ถูกโดรนทิ้งระเบิดท่อส่งน้ำมันเสียจนยับเยินต้องปิดท่อน้ำมัน
ซาอุดิอารเบีย เจ้าแห่งพันธสัญญาปิโตรดอลลาร์ ตั้งแต่ Henry Kissinger ไปเจรจากับ King Fisal ให้ขายน้ำมันเป็น US dollar และนำเงินมาซื้อ US Treasury Bill หรือพันธบัตรรัฐบาลอเมริกา ราวกับถูกบีบไข่โดยอิหร่าน ให้ไม่สามารถส่งออกน้ำมันได้เลย
เมื่อซาอุดิอารเบีย ถูกบีบไข่ ไม่ให้ส่งออกน้ำมันเช่นนี้ สถานการณ์โลกจะตึงตัวมาก ราคาน้ำมันจะยิ่งพุ่งสูง
การปฏิวัติชั้นหินดินดาน (Shale Revolution) ส่งผลมหาศาลกระทบต่อระเบียบโลก (World order)
ในสถานการณ์เช่นนี้ สหรัฐอเมริกาผู้เป็นเจ้าพ่อแห่งการขุดเจาะน้ำมันจากชั้นหิน Shale ก็จะยิ่งขุดน้ำมันขายได้เงินมหาศาล
เราต้องมาพูดถึงเทคโนโลยีพลิกโลกคือการที่สหรัฐอเมริกาสามารถขุดน้ำมันจากหินดินดาน (Shale rock) ได้ แต่เดิมการขุดน้ำมันจากชั้นหินดินดานไม่คุ้มค่า เพราะได้ปริมาณน้อยมาก แตกต่างจากบ่อน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียที่สัณฐานทางธรณีวิทยามีสภาพเป็นโพรงกักเก็บน้ำมันดิบขนาดใหญ่ทำให้สามารถขุดน้ำมันดิบได้ง่ายมาก และต้นทุนถูกมาก
แต่ประวัติศาสตร์การปฏิวัติพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของโลกที่เปลี่ยนสหรัฐอเมริกาจาก "ผู้ใช้น้ำมันรายใหญ่ที่ต้องง้อตะวันออกกลาง" มาเป็น "ผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติอันดับ 1 ของโลก" เกิดขึ้นจากชายที่ชื่อว่า จอร์จ มิทเชลล์ (George P. Mitchell)
ในชั้นหินดินดาน (Shale Rock) ใต้ดินลึกลงไปหลายพันเมตร มีน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติถูกกักเก็บไว้อยู่มหาศาล แต่มันไม่ได้กองเป็นแอ่งเหมือนน้ำมันยุคเก่า ตัวหินดินดานมีความหนาแน่นสูงและรูพอน้อยมาก (ความพรุนต่ำ) ทำให้น้ำมันถูกล็อกไว้ในเกล็ดหิน ไม่สามารถไหลมารวมกันที่หัวเจาะได้ เทคโนโลยียุคก่อนจึงมองว่า "ขุดไปก็ไม่คุ้มทุน"
ชายผู้ไม่ยอมแพ้ คือ George P. Mitchell ในช่วงทศวรรษ 1980 ถึง 1990 จอร์จ มิทเชลล์ ประธานบริษัท Mitchell Energy & Development เชื่อมั่นว่าหินดินดานชั้น Barnett Shale ในรัฐเทกซัส มีก๊าซและน้ำมันซ่อนอยู่มหาศาล เขาใช้เวลากว่า 17 ปี และหมดเงินไปหลายร้อยล้านดอลลาร์ในการทดลองหาวิธีการขุดเจาะ ท่ามกลางเสียงหัวเราะและคำปรามาสจากคนในอุตสาหกรรมพลังงานว่าเป็นเรื่องเพ้อเจ้อ
สิ่งที่มิทเชลล์และทีมงานค้นพบ และนำมารวมกันจนประสบความสำเร็จในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ถึงต้น 2000 คือเทคโนโลยีฝาแฝดพลิกโลก (The Twin Breakthroughs)
หนึ่ง การเจาะในแนวนอน (Horizontal Drilling) แต่เดิมการเจาะจะเจาะลงไปตรงๆ ในแนวตั้ง (Vertical) แต่เทคโนโลยีใหม่ทำให้เมื่อสว่านเจาะลงไปถึงชั้นหินดินดานแล้ว สามารถ "เลี้ยว" หัวเจาะให้แล่นขนานไปตามแนวยาวของชั้นหินดินดานได้เป็นระยะทางหลายกิโลเมตร ทำให้หน้าสัมผัสกับชั้นน้ำมันเพิ่มขึ้นมหาศาล
สอง การเจาะไฮโดรลิกความดันสูงกระแทกจนแตกหัก หรือไฮดรอลิกแฟรกเจอริง (Hydraulic Fracturing หรือ Fracking) หรือ เมื่อเจาะผ่านชั้นหินแล้ว จะมีการอัดน้ำผสมทรายและสารเคมีบางชนิดด้วยความดันสูงมากๆ ลงไปใต้ดิน ความดันมหาศาลนี้จะ กระแทกหินให้เกิดรอยแตกร้าว (Cracking)
หน้าที่ของทรายในการเจาะไฮโดรลิกความดันสูงกระแทกจนแตกหักคือการที่เม็ดทรายจะอัดเข้าไปจะเข้าไปแทรกอยู่ในรอยแตก เพื่อไม่ให้ชั้นหินยุบตัวกลับมาปิดเมื่อลดความดัน รอยแตกเล็กๆ เหล่านี้กลายเป็นที่มีเม็ดทรายแทรกแทนจะทำหน้าที่ทางด่วนให้น้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติที่เคยถูกกักไว้ สามารถไหลมารวมกันที่ท่อเจาะแล้วสูบขึ้นมาบนดินได้สำเร็จ
ความสำเร็จของมิทเชลล์ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ "Shale Revolution" ตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา ทำให้สหรัฐฯ กลายเป็นผู้กำหนดราคาน้ำมันในตลาดโลก สหรัฐฯ พลิกจากการนำเข้าพลังงาน มารับบทผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ และก้าวขึ้นแซงหน้าซาอุดีอาระเบียและรัสเซียในแง่กำลังการผลิตรวม
การเมืองโลกเปลี่ยนไปอย่างมหาศาลเพราะสหรัฐฯ พึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางลดลงอย่างมาก ทำให้ท่าทีทางภูมิรัฐศาสตร์ของสหรัฐฯ เปลี่ยนไป และสามารถใช้มาตรการคว่ำบาตร (Sanction) ประเทศผู้ผลิตน้ำมันอย่างรัสเซีย อิหร่าน หรือเวเนซุเอลา ได้อย่างรุนแรงขึ้น โดยไม่ต้องกลัวว่าประเทศตัวเองจะขาดแคลนพลังงาน
การผสมผสานระหว่าง ความดื้อรั้นของมิทเชลล์ + การเจาะแนวนอน + การอัดฉีดรอยแตก (Fracking) จึงกลายเป็นเทคโนโลยีที่พลิกหน้าประวัติศาสตร์การเมืองและเศรษฐกิจโลกมาจนถึงทุกวันนี้
ดังนั้นยิ่งมีการระเบิดท่อน้ำมันในซาอุดิอารเบียแล้วใช้เวลาซ่อมแซมนานเท่าไหร่ ยิ่งมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซและช่องแคบบับอัลมาดับ ยาวนานเท่าไหร่ ยิ่งเป็นผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกา (US national interest) อย่างสูงสุด กล่าวง่าย ๆ ว่าสหรัฐอเมริกาจะได้รับผลประโยชน์สูงมาก เงินทั้งนั้น สหรัฐอเมริกาจะขายน้ำมันในราคาแพง แทนซาอุดิอารเบีย เกมส์การค้าน้ำมันจะเป็นแบบนี้
ปิโตรดอลลาร์นั้นเป็นของจริง และเป็นผลประโยชน์สูงสุดของสหรัฐอเมริกา ที่ทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอเมริกาไม่กลายเป็นแบงค์กงเต๊ก แต่การปกป้องปิโตรดอลลาร์ในเวลานี้กลับทำได้ง่ายขึ้น เพราะสหรัฐอเมริกากลายเป็นผู้ผลิตและผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลกเองเสียแล้วเพราะการปฏิวัติชั้นหินดินดาน โปรดอ่านบทความ ปิโตรดอลลาร์คือสาเหตุมหาสงครามโลกครั้งที่สาม? โดยผู้เขียน https://mgronline.com/daily/detail/9690000022666
การค้าเสรีสิ่งที่สหรัฐอเมริกาพร่ำสอนแต่ไม่เคยปฏิบัติในการค้าน้ำมันและการปกป้องปิโตรดอลลาร์
เมื่อวานนี้ ผมโชคดีได้ไปนั่งกินข้าวมันไก่ มีทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ และมี CEO ของบริษัทเดินเรือขนน้ำมันในมหาสมุทรที่เรียกว่า Tanker และมีลูกหลานของครอบครัวที่ประกอบธุรกิจค้าน้ำมันมากว่า 60 ปี มานั่งกินข้าวมันไก่และจิบน้ำชาตอนเที่ยงด้วยกัน ทำให้ได้ความรู้และเปิดหูเปิดตาเป็นอย่างมาก ผมนั่งฟังจนทนไม่ได้ต้องถามบ้าง
---------
ถาม : หากไทยจะไปซื้อน้ำมันจากรัสเซีย โดยตรง จะทำให้ถูก sanction เพราะสหรัฐอเมริกาจะมีดาวเทียมอย่างที่ไวและละเอียดที่สุด monitor เรือทุกลำ การคิดจะขนน้ำมันแบบ ship to ship ไปขนถ่ายน้ำมันกันกลางทะเลนั้นทำไม่ได้เลย เพราะจะทราบจากดาวเทียมทันที แล้วก็ไม่ได้มีการค้าเสรีในการค้าน้ำมัน หากเรือติดธงสัญชาติไทยไปขนน้ำมันจากรัสเซียมาแล้วจะต้องถูก sanction จะไม่มีใครกล้าทำ ประกันภัยเรือให้ แล้วก็ทำให้ใช้เรือ tanker ต่ออีกไม่ได้เลย ทางแก้ก็เลยต้องไปซื้อน้ำมันที่ผ่านการกลั่นแล้วที่จีนไปซื้อมากลั่นจากรัสเซียแทน น่าฉงนว่าทำไมสหรัฐอเมริกาทำเช่นนี้เพื่อพยุง petrodollar แล้ว Free trade ที่พล่ามกัน มันคือของโกหก ในเมื่อ ทำ saction ทำ non-tariff barrier กันขนาดนี้ ด้วยการที่ไม่มีใครกล้าขายประกันเรือให้อีก ก็แล่นไม่ได้ นอกจากนี้ยังต้องเสียค่าอารักขา เวลาจะไปแถวโซมาเลีย ถ้าไม่อยากโดนโจรสลัดปล้น เป็นกองกำลังอารักขาเรือ ติดอาวุธ เป็นทหารรับจ้างสัญชาติอเมริกันแทบทั้งหมด ดีไม่ดีเป็นแนว น้ำดำ ด้วยซ้ำ ค่าแรงคุ้มกันครั้งหนึ่งนั้นเป็นแสนเหรียญ เอ๊ะตกลงพวกเดียวกับโจรสลัดโซมาเลียไหม
---------
อานนท์ป้อน Prompt เช่นนี้เข้าไปใน Gemini ระหว่างสนทนาประสาข้าวมันไก่กับน้ำชาจีน ทำให้มีความรู้ไปถามผู้รู้ร่วมโต๊ะอาหารอีกมาก ดังนี้
ความตั้งข้อสงสัยนี้มองเห็นโครงสร้างระบบเศรษฐศาสตร์การเมืองโลกและระเบียบความมั่นคงทางทะเลได้อย่างชัดเจน ความขัดแย้งระหว่างแนวคิด "การค้าเสรี (Free Trade)" กับ "ความเป็นจริงทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics)" เป็นเรื่องที่มีอยู่จริงในระบบโลกปัจจุบัน
1. สหรัฐฯ แซงก์ชันน้ำมันรัสเซีย และการคว่ำบาตรผ่านธุรกิจประกันภัย
เรื่องที่ CEO เล่าเรื่องประกันภัยเรือนั้นตรงตามความเป็นจริงของโครงสร้างการขนส่งทางทะเลระดับโลก (Maritime Industry)
2. มาตรการกำหนดเพดานราคาและการคว่ำบาตร Price Cap & Sanctions
สหรัฐฯ และพันธมิตร G7 ไม่ได้ห้ามซื้อขายน้ำมันรัสเซียอย่างเด็ดขาด แต่ใช้มาตรการเพดานราคา (Price Cap) และการแซงก์ชันสถาบันการเงิน/ประกันภัย เพื่อบีบไม่ให้รัสเซียได้กำไรเต็มเม็ดเต็มหน่วยไปใช้ในสงคราม
กลไกการประกันภัย (P&I Clubs)
สมาคมประกันภัยคุ้มครองและชดเชยความเสียหายของเรือขนส่งสินค้า (International Group of P&I Clubs) เกือบ 90% ของโลก ตั้งอยู่ในสหราชอาณาจักรและยุโรป หากเรือลำใดไปรับน้ำมันรัสเซียที่ราคาเกินเพดาน สมาคมเหล่านี้จะปฏิเสธการรับประกันทันที ส่งผลให้เรือลำนั้นไม่สามารถเข้าท่าเรือหลักๆ ทั่วโลกได้เพราะขาดประกันภัยตามกฎหมายสากล
P&I Club ย่อมาจาก Protection and Indemnity Club เป็น "สมาคมคุ้มครองและชดใช้ค่าสินไหมทดแทน" ซึ่งเป็นการรวมตัวกันแบบผู้ให้บริการประกันภัยร่วม (Mutual Insurance Association) ของกลุ่มเจ้าของเรือ (Shipowners), ผู้เช่าเรือ (Charterers) และผู้จัดการเรือ (Ship managers) เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงและแบ่งปันความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการดำเนินกิจการขนส่งทางทะเล เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร (Non-profit & Mutual) สมาชิกทุกคนเป็นทั้งผู้เอาประกันและเจ้าของสมาคม ค่าเบี้ยประกันที่จ่ายจะเรียกว่า "Call" ซึ่งจะนำมารวมเป็นกองทุนกลางเพื่อใช้จ่ายค่าสินไหม
International Group of P&I Clubs (IGP&I) กลุ่มสมาคม P&I Club ชั้นนำของโลกประมาณ 12-13แห่ง ได้รวมตัวกันเป็นเครือข่าย ซึ่งรับประกันความเสี่ยงของกองเรือพาณิชย์ทั่วโลกมากกว่า 90% ช่วยให้สามารถแบกรับความเสี่ยงระดับวินาศภัยมหาศาลได้
ประกันภัยเรือทั่วไป มีความแตกต่างจาก P&I Club อย่างสิ้นเชิง ประกันภัยเรือทั่วไป (Hull & Machinery - H&M) คุ้มครองตัวเรือ เครื่องจักร และทรัพย์สินทางกายภาพของเรือโดยตรง (ประกัน "ตัวทรัพย์สิน")
P&I Club คุ้มครอง ความรับผิดต่อบุคคลภายนอก (Third-Party Liabilities) ที่เกิดจากการใช้เรือ ซึ่งมักเป็นความเสียหายที่มีมูลค่ามหาศาลหรือประเมินค่าได้ยาก (ประกัน "ความรับผิดชอบ") เช่น การถูกปล้นเรือ การถูกวางระเบิดให้เรือจมจากสงคราม
P&I Club มีความคุ้มครองกว้างขวางกว่าประกันภัยเรือโดยทั่วไปมาก ซึ่งเรือเดินสมุทรระหว่างประเทศจำเป็นต้องได้รับความคุ้มครองเหล่านี้ ซึ่งมักเป็นเหตุการณ์ที่เกิดยาก แต่เมื่อเกิดแล้วจะมีความเสียหายมูลค่าสูงมาก ไม่ว่าจะเป็น
1. ความเสียหายต่อสินค้า (Cargo Liabilities) สินค้าสูญหาย เสียหาย หรือส่งมอบล่าช้า
2. มลพิษทางทะเล (Marine Pollution) การรั่วไหลของน้ำมัน สารเคมี หรือสิ่งปฏิกูลลงสู่ทะเล (รวมถึงค่าใช้จ่ายในการขจัดคราบน้ำมัน)
3. การบาดเจ็บและเสียชีวิต (Personal Injury/Death) ค่ารักษาพยาบาลและการชดเชยแก่ลูกเรือ ผู้โดยสาร หรือบุคคลภายนอก
4. การกู้เรือและซากเรือ (Wreck Removal) ค่าใช้จ่ายในการเคลื่อนย้ายหรือทำลายซากเรือที่จมหรือเป็นอันตรายต่อการเดินเรือ
5. การชนกันและการทำลายสิ่งก่อสร้าง (Collision & Property Damage) ความรับผิดส่วนเกินจากการชนเรือลำอื่น หรือการชนท่าเรือ สะพาน และสิ่งก่อสร้างชายฝั่ง
3. การค้าเสรีที่ไม่มีจริงถูกควบคุม ให้กลายเป็นอาวุธทางเศรษฐกิจเพื่อชาติมหาอำนาจทุนนิยมตะวันตก
แนวคิดเรื่องการค้าเสรี มักทำงานได้สมบูรณ์ในภาวะสันติ และชาติมหาอำนาจตะวันตกได้ผลประโยชน์สูงสุดเท่านั้น แต่เมื่อเกิดความขัดแย้งระดับระเบียบโลก สหรัฐฯ และพันธมิตรจะใช้ "อาวุธทางเศรษฐกิจ" (Economic Weaponization) รวมถึงความกุมอำนาจในระบบการเงิน (Petrodollar/SWIFT) และระบบประกันภัยมาครอบเพื่อรักษาอำนาจทางภูมิรัฐศาสตร์ การเรียกว่าเป็น Non-Tariff Barrier ในรูปแบบหนึ่งจึงไม่ผิดนัก
ประเด็นทหารรับจ้างคุ้มกันเรือ (PMSC) กับโจรสลัดโซมาเลีย
เรื่องการจ้างทีมคุ้มกันเรือติดอาวุธ (Private Maritime Security Companies - PMSC) ผ่านน่านน้ำเสี่ยงภัย เช่น ช่องแคบอับเดลคูรี หรือน่านน้ำโซมาเลีย มีบริบทดังนี้
ค่าใช้จ่าย ราคาค่าคุ้มกัน 50,000 – 150,000 ดอลลาร์ต่อเที่ยว เป็นราคาประเมินจริงในตลาดตามระดับความเสี่ยง
ที่มาของทีมคุ้มกัน บริษัท PMSC ส่วนใหญ่ก่อตั้งโดยอดีตทหารหน่วยปฏิบัติการพิเศษ (รวมถึง US Navy SEALs, UK Royal Marines หรืออดีตทหารจากยุโรปตะวันออกและแอฟริกาใต้) เนื่องจากมีทักษะและได้รับใบอนุญาตพกพาอาวุธสงครามในน่านน้ำสากล
ข้อสงสัยเรื่อง "พวกเดียวกับโจรสลัด" ในเชิงทฤษฎีสมคบคิด มักมีการตั้งข้อสังเกตว่าบริษัทความมั่นคงได้ประโยชน์จากภัยอันตราย แต่ในความเป็นจริง โจรสลัดโซมาเลียเกิดจากสภาวะรัฐล้มเหลว (Failed State) การขาดแคลนทรัพยากร การทำประมงผิดกฎหมายของต่างชาติที่เข้าไปแย่งอาชีพชาวบ้าน และระบบอาชญากรรมจัดตั้งในท้องถิ่น ส่วนบริษัท security คือผู้ที่เข้ามาฉวยโอกาสทางธุรกิจ (Profiteering) จากความกลัวและความเสี่ยงนั้น มากกว่าจะเป็นผู้บงการสร้างโจรสลัดขึ้นมาเอง
การค้าเสรีไม่เคยมีสำหรับการค้าน้ำมัน
ระบบการค้าโลกปัจจุบันจึงไม่ได้ขับเคลื่อนด้วย "ตลาดเสรี 100%" แต่ถูกกำกับด้วยอำนาจทางการเมือง อำนาจทางการเงิน และกำลังทหารของมหาอำนาจอยู่เสมอ
การมองว่า "การค้าเสรี (Free Trade)" ในตลาดน้ำมันโลกเป็นเรื่องลวงตา ถือเป็นข้อสรุปที่สะท้อนความเป็นจริงทางภูมิรัฐศาสตร์ได้อย่างตรงไปตรงมา ตลาดพลังงานโลกไม่เคยเสรีจริง แต่ถูกกำกับด้วยอำนาจนำ (hegemony) ของมหาอำนาจตะวันตกมาโดยตลอด
1. ภาพลวงตาของ Free Trade กับ "การใช้อำนาจเบ็ดเสร็จผ่านโครงสร้างพื้นฐาน"
วาทกรรมเรื่อง Free Trade มักถูกชูขึ้นมาในภาวะที่ตะวันตกได้ประโยชน์ แต่เมื่อเกิดความขัดแย้งเชิงยุทธศาสตร์ กฎเกณฑ์จะถูกเปลี่ยนทันทีผ่านสิ่งที่ เรียกว่า Weaponization of Everything (การนำทุกระบบมาใช้เป็นอาวุธ)
โดยการกุมหัวใจผ่าน P&I Clubs การที่กลุ่มประเทศ G7 ควบคุมสมาคมประกันภัยเรือ (P&I Clubs) เกือบ 90% ของโลก ทำให้พวกเขาสามารถกำหนดเกณฑ์ Price Cap ได้โดยไม่ต้องส่งกองทัพไปปิดล้อม แค่สั่ง "ห้ามรับประกัน" เรือลำนั้นก็กลายเป็นเรือผิดกฎหมายที่ไม่สามารถจอดเข้าท่าเรือใดๆ ในโลกได้ทันที
การสอดส่องด้วยดาวเทียมและ AIS สหรัฐฯ ใช้ดาวเทียมตรวจจับสัญญาณ AIS (Automatic Identification System) ติดตามตำแหน่งเรือแบบ Real-time หากพบเรือลำใดแอบถ่ายลำน้ำมันกลางทะเล (Ship-to-Ship transfer) หรือปิดสัญญาณติดตาม เรือลำนั้นจะถูกขึ้นบัญชีดำทันที
2. ปรากฏการณ์ "กองเรือเงามืด" (Shadow Fleet) และการเปลี่ยนธงสะดวก
เพื่อสู้กับกลไกที่ไม่เสรีนี้ ตลาดจึงสร้าง "ระบบการค้าใต้ดิน" ขึ้นมาตอบสนอง ความกดดันดังกล่าวบีบให้เกิดกระบวนการหลบเลี่ยงระบบตะวันตกด้วย Flag of Convenience (ธงสะดวก) เรือบรรทุกน้ำมันต้องปลดธงเดิม แล้วไปจดทะเบียนกับประเทศที่ไม่สนมาตรการคว่ำบาตร เช่น ปานามา ไลบีเรีย หรือชาด เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกยึดเรือ
มีการตั้งบริษัทนอมินี หรือบริษัทเปล่า (Shell Companies) ในดูไบ หรือฮ่องกง เพื่อเป็นเจ้าของเรือ ทำให้ตามสืบตัวตนแท้จริงยากขึ้น
ผลกระทบด้านความเสี่ยง เรือกลุ่ม Shadow Fleet มักเป็นเรือเก่า ขาดประกันภัยมาตรฐานจาก P&I Clubs ซึ่งหากเกิดอุบัติเหตุน้ำมันรั่วไหลในน่านน้ำสากล จะไม่มีผู้รับผิดชอบค่าเสียหาย กลายเป็นความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลก
3. ยุคเสื่อมของ Petrodollar และจุดเริ่มต้นของระบบสองขั้ว
พฤติกรรมกดดันและทำ Non-tariff barriers ขนาดนี้ กำลังย้อนกลับมารวมตัวกันสร้างระบบขนาน (Parallel System)
ลดการพึ่งพาดอลลาร์ (De-dollarization) การแซงก์ชันทำให้รัสเซีย จีน อินเดีย และกลุ่ม BRICS เร่งทำการค้าด้วยหยวน รูปี หรือรูเบิล แทนดอลลาร์สหรัฐ เพื่อหลบเลี่ยงระบบ SWIFT
ตลาดประกันภัยใหม รัสเซียและจีนเริ่มสร้างสมาคมประกันภัยทางทะเลของตนเองขึ้นมาทดแทนระบบ P&I เดิม แม้จะยังไม่มีความน่าเชื่อถือเทียบเท่าตะวันตกแต่ก็เพียงพอสำหรับการค้ากันเอง
วิกฤตนี้ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า การค้าเสรีมีอยู่จริง ตราบใดที่มันยังรับใช้ผลประโยชน์ของมหาอำนาจ แต่เมื่อระบบถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ตลาดโลกก็จะค่อยๆ แตกออกเป็นสองส่วน (Fragmentation) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
BRICS กับการต่อสู้เพื่อการค้าน้ำมันเสรีและการลดอำนาจของปิโตรดอลลาร์
ในอนาคต ประเทศกลุ่ม BRICS หรือการใช้น้ำมันผ่านระบบการเงินอื่น จะสามารถสั่นคลอนระเบียบ Petrodollar และระบบประกันภัยของตะวันตกนี้ได้มากน้อยแค่ไหนเป็นคำถามที่สำคัญมาก
BRICS ย่อมาจากอักษรแรกของชื่อประเทศสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้ง 5 ประเทศ ได้แก่
B – Brazil (บราซิล)
R – Russia (รัสเซีย)
I – India (อินเดีย)
C – China (จีน)
S – South Africa (แอฟริกาใต้)
ปัจจุบันกลุ่ม BRICS ได้ขยายความร่วมมือและรับสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ เช่น อียิปต์ เอธิโอเปีย อิหร่าน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
BRICS ไม่ได้เป็นข้อตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreement - FTA) โดยตรง จึงไม่มีนโยบายลดภาษีน้ำมันเป็น 0% ระหว่างสมาชิก แต่มีบทบาทสำคัญอย่างมากในเชิงโครงสร้างตลาดน้ำมันโลก
การที่กลุ่มรับประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลกอย่าง รัสเซีย, อิหร่าน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เข้าเป็นสมาชิก ร่วมกับประเทศผู้บริโภคพลังงานมหาศาลอย่าง จีน และ อินเดีย ทำให้ BRICS กลายเป็นกลุ่มที่คุมทั้งอุปสงค์และอุปทานน้ำมันดิบเกือบครึ่งหนึ่งของโลก
อำนาจการต่อรองทางพลังงานของกลุ่ม BRICS ช่วยสร้างช่องทางการค้าพลังงานแบบทวิภาคี (Bilateral Trade) ที่มีความมั่นคงระหว่างประเทศสมาชิกโดยไม่ต้องพึ่งพากลไกหรือมาตรการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก
BRICS มีบทบาทเชิงรุกอย่างชัดเจนในการลดการพึ่งพาดอลลาร์สหรัฐ (De-dollarization) ในตลาดพลังงาน ผ่านแนวทางหลัก ดังนี้
หนึ่ง การเปลี่ยนไปใช้เงินหยวนและสกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) จีนและรัสเซียเปิดรับการชำระค่าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติด้วยเงินหยวนและรูเบิล ขณะที่อินเดียเข้าซื้อน้ำมันจากรัสเซียด้วยเงินรูปีหรือดิรฮัม (UAE)
สอง การสร้างระบบชำระเงินของตัวเอง ซึ่งอยู่ระหว่างพัฒนาระบบชำระเงินระหว่างประเทศ (เช่น BRICS Pay) เพื่อใช้เป็นทางเลือกแทนระบบ SWIFT ของฝั่งตะวันตก
สาม การบ่อนเซาะความแข็งแกร่งของ Petro-dollar การที่ประเทศผู้ส่งออกน้ำมันหลัก (อย่าง UAE หรือ อิหร่าน) ยอมรับการชำระค่าน้ำมันด้วยสกุลเงินอื่นที่ไม่ใช่ดอลลาร์ ถือเป็นการลดความต้องการถือครองเงินดอลลาร์สหรัฐในทุนสำรองระหว่างประเทศโดยตรง
ไม่มีน้ำมันขาดแคลน แต่ไม่มีน้ำมันราคาถูก ถ้ามีเงินไม่มีอะไรน่ากังวล
ฉันถามเพื่อนว่า ประเทศไทยเราจะขาดแคลนน้ำมันหรือไม่ น้ำมันจะแพงขึ้นไปสักแค่ไหน เพื่อนของฉันผู้ที่ครอบครัวค้าน้ำมันมานานกว่า 60 ปี กล่าวว่า ไม่ต้องกลัวขาดแคลนน้ำมันจากวิกฤติในตะวันออกกลางเลย น้ำมันมีจากทั่วโลก สหรัฐอเมริกา เวเนซูเอลา อันนี้สหรัฐอเมริกาคุมเอง บรูไนก็มีน้ำมัน รัสเซียก็มีน้ำมัน มีอีกหลายประเทศที่เราไปขอซื้อได้ แล้วในประเทศไทยก็มี tank เยอะแยะไปหมด เหลือเฟือมาก ที่เยอะมากที่สุดคือเรือ tanker ในมหาสมุทรน่าจะมีบรรทุกน้ำมันกันเป็นหมื่น ๆ ลำ แต่ละลำเท่ากับสนามฟุตบอลสองสนามสูงเท่ากับตึกห้าชั้นสิบชั้น อย่ากลัวขาดแคลนน้ำมัน ตราบที่เรือพวกนี้จะยังแล่นได้ สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ น้ำมันราคาถูกจะไม่มีต่างหาก น้ำมันไม่ขาดแคลนแน่นอน แต่มีแต่น้ำมันราคาแพง ถ้ามีเงินจะซื้อก็ไม่มีอะไรน่ากังวล แต่ประชาชนจะไหวหรือไม่?
เมื่อฉัน prompt ไปถาม Gemini ทำให้ได้คำตอบที่น่าสนใจมากว่า
---------
มุมมองของเพื่อนคุณถือว่า "ถูกต้องและสะท้อนความจริงของตลาดพลังงานโลกอย่างมาก" ครับ เพราะปัญหาพลังงานเวลาเกิดวิกฤติตะวันออกกลาง มักเป็นเรื่อง ราคาและห่วงโซ่อุปทาน (Price & Logistics) มากกว่าเรื่องน้ำมันจะหมดไปจากโลกจริงๆ
หากมองผ่านหลักเศรษฐศาสตร์และการค้าพลังงาน จุดที่เพื่อนคุณพูดไว้มีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้ครับ
น้ำมันดิบในโลกไม่ได้มีแค่ตะวันออกกลาง โลกเรายังมีแหล่งผลิตใหญ่อื่นๆ เช่น สหรัฐอเมริกา (ผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดในโลกจาก Shale Oil), รัสเซีย, บราซิล, เวเนซูเอลา, แคนาดา และกลุ่มอาเซียนอย่างบรูไนหรืออินโดนีเซีย ทำให้ในเชิงปริมาณ (Supply) โลกไม่ได้ขาดแคลนน้ำมัน
คลังเก็บน้ำมัน (Tank) และระบบสำรอง ประเทศไทยมีกฎหมายบังคับให้สำรองน้ำมันเชื้อเพลิง (ทั้งคลังน้ำมันทางบกและสำรองเชิงยุทธศาสตร์) เพื่อรับมือกรณีฉุกเฉินได้นานหลายสิบวัน จึงไม่เกิดอาการ "หัวจ่ายแห้ง" ในทันทีทันใด
คลังน้ำมันลอยน้ำ (Floating Storage / Tankers) เรือเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ (เช่น VLCC) ที่แล่นหรือจอดลอยลำอยู่ทั่วโลก บรรทุกน้ำมันหมุนเวียนในระบบมหาศาลจริงๆ ตามที่เพื่อนคุณเปรียบเทียบ
ความท้าทายที่แท้จริงคือ "น้ำมันแพง" ไม่ใช่ "น้ำมันหมด"
ค่าขนส่งและค่าประกันภัยพุ่งสูง (Freight & Insurance) แม้มีน้ำมัน แต่เมื่อเกิดสงคราม เส้นทางเสี่ยงภัย (เช่น ช่องแคบฮอร์มุซ) จะทำให้ค่าประกันเรือและค่าขนส่งพุ่งสูงขึ้นทันที
ระยะเวลาในการปรับเปลี่ยนเส้นทาง (Rerouting) การเปลี่ยนไปซื้อน้ำมันจากอเมริกาหรือเวเนซูเอลาแทนตะวันออกกลาง ต้องใช้เวลาเดินทางนานขึ้น ต้นทุนค่าขนส่งแพงขึ้น
การแข่งกันแย่งซื้อ (Bidding War) เมื่อซัพพลายบางส่วนหายไป ทุกประเทศจะแย่งกันกว้านซื้อน้ำมันจากแหล่งที่ปลอดภัย ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
สรุปคือ "มีเงินก็ซื้อได้ แต่วิกฤติจะตกอยู่กับฝั่งผู้บริโภคที่ต้องแบกรับภาระค่าน้ำมันและสินค้าอุปโภคบริโภคที่แพงขึ้นตามกลไกตลาด" ตามที่เพื่อนคุณสรุปไว้อย่างแม่นยำครับ


