xs
xsm
sm
md
lg

ปิโตรดอลลาร์คือสาเหตุมหาสงครามโลกครั้งที่สาม?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: รศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์



รองศาสตราจารย์ ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์
สาขาวิชาวิทยาการข้อมูลเชิงสถิติ สาขาวิชาพลเมืองวิทยาการข้อมูล
สาขาวิชาปัญญาและการวิเคราะห์ธุรกิจ สาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง
คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์


การจะตีพิมพ์ธนบัตรออกมาใช้ต้องมีสินทรัพย์รองรับที่เรียกว่า underlying asset ไม่เช่นนั้นเงินตราของ ประเทศนั้นจะเกิดเงินเฟ้อ (Inflation) มหาศาล เงินจะกลายเป็นแบงค์กงเต๊กไป

เดิมระบบปริวรรตเงินตราต่างประเทศของโลกก็อิงกับทองคำ ใช้ทองคำเป็นสินทรัพย์รองรับ ประเทศไหนจะพิมพ์ธนบัตรออกมาใช้ก็ต้องมีทองคำสำรอง เป็นเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ (International reserve) เก็บไว้ที่ห้องมั่นคง ในธนาคารกลางของประเทศนั้น ๆ อย่างของประเทศไทยก็มีห้องมั่นคง ธนาคารแห่งประเทศไทย อยู่ตรงติดกับสะพานพระรามแปด ในวังบางขุนพรหมของสมเด็จเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ในนั้นก็มีทองคำจากกองทุนผ้าป่าช่วยชาติที่พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว ญาณสัมปปันโน) ระดมศรัทธามหาชนมาช่วยชาติเอาไว้ในยามเกิดวิกฤติเศรษฐกิจไทยหลังค่าเงินบาทถูกโจมตีอย่างหนักในวิกฤติต้มยำกุ้งเมื่อ พศ.2540

Gold standard systemBretten Woods System

แม้ทองคำจะมีบทบาทเป็นสินทรัพย์รองรับในระบบปริวรรตเงินตรา แต่ก็ลดความสำคัญลงไปเรื่อย ๆ หลังสงครามโลกครั้งที่สอง มีการประชุมของผู้นำโลกที่เมือง Bretten Woods เมืองตากอากาศขนาดเล็กในรัฐนิวแฮมป์เชียร์ สหรัฐอเมริกาใน ค.ศ. 1944 ที่เปลี่ยนจาก Gold Standard มาอิงกับดอลลาร์สหรัฐอเมริกา เพราะสหรัฐอเมริกาเข้ามามีบทบาททางเศรษฐกิจโลกอย่างมาก มีความพยายามให้เกิดระบบค่าเงินคงที่ผูกกับดอลลาร์สหรัฐอเมริกา และพยายามทำให้ดอลลาร์กลายเป็นสกุลเงินหลักโลก มีการก่อตั้งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund : IMF) และธนาคารโลก (World Bank) เพื่อปล่อยกู้ให้กับประเทศต่าง ๆ ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจจากหลังสงครามโลกครั้งที่สองและวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในแต่ละประเทศ

ผลดีของระบบ Bretten Woods นั้นก็มีมากในช่วงเวลานั้น ตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (Foreign Exchange Market : FX) มีเสถียรภาพช่วงหลังสงคราม ผันผวนน้อย

อย่างไรก็ตามการผูกค่าเงินกับอะไรให้เป็นระบบคงที่ (Fixed rate) นั้นเป็นไปไม่ได้ แม้กระทั่ง Bretten Woods System ก็ไม่รอดนำไปสู่ระบบลอยตัว (Float system) ในที่สุด

Nixon Shock ระบบ Bretten Woods ล่มสลาย

การล่มสลายของ Bretten Woods เกิดในค.ศ. 1971 เมื่อประธานาธิบดี Richard Nixon ยกเลิกการแลกดอลลาร์กับทองคำ ที่เรียกว่า Nixon Shock โดยประกาศว่าดอลลาร์สหรัฐอเมริกาไม่มีทองคำหนุนหลังอีก ทำให้ความเชื่อมั่นในดอลลาร์สหรัฐอเมริการลดลงฮวบ โลกกำลังเข้าสู่การลอยตัวค่าเงินทุกสกุล

จากนั้น ค.ศ. 1973 เกิดวิกฤตน้ำมัน (Oil Shock) จากกลุ่ม Organization of the Petroleum Exporting Countries : OPEC เกิดการ Cartel หรือจำกัดโควต้าการผลิตและส่งออกน้ำมันในกลุ่มประเทศดังกล่าวทำให้ราคาน้ำมันพุ่งหลายเท่า ทำให้เกิดวิกฤติพลังงานลุกลามไปทั่วโลก ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกชะงักงัน เพราะน้ำมันคือสินค้าที่ประเทศอุตสาหกรรมทุกประเทศ “จำเป็นต้องซื้อ” ราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นสี่เท่า

Petrodollar ทางออกของสหรัฐอเมริกา ไม่ให้ Dollar เป็นแบงค์กงเต๊ก

การล่มสลายของ Bretten Woods ทำให้สหรัฐอเมริกาเสียหายมาก ค่าเงินดอลลาร์ไม่น่าเชื่อถืออีกต่อไป ทำอย่างไรให้ Dollar ยังคงเป็น Green note หรือธนบัตรสีเขียวอันมีค่า ไม่กลายเป็นแบงค์กงเต๊กไปเสีย

สหรัฐอเมริกา โดยรัฐมนตรีต่างประเทศ เชื้อสายยิว ผู้ทรงอิทธิพลยิ่งคือ Henry Kissinger ไปเจรจากับกษัตริย์ไฟซาล (King Fisal) แห่งราชวงศ์ซะอูดผู้ปกครองซาอุดิอารเบียในทันที ในเวลานั้นซาอุดิอารเบียมีแหล่งน้ำมันสำรองเป็นอันดับหนึ่งของโลก การไปเจรจาเพื่อผูกเงินดอลลาร์ของอเมริกากับการค้าปิโตรเลียมหรือน้ำมัน ทำให้เกิด Petrodollar แล้วสหรัฐอเมริกาก็จะยังคงรักษาค่าเงินเอาไว้ได้

ค.ศ. 1974 สหรัฐ ฯ กับซาอุดีอาระเบียทำข้อตกลงเชิงยุทธศาสตร์ (U.S.–Saudi Joint Commission on Economic Cooperation) โดยซาอุดีอาระเบียตกลงว่าจะตั้งราคาน้ำมันเป็น “ดอลลาร์สหรัฐ” ใช้เงินดอลลาร์ในการตกลงซื้อขายน้ำมันเท่านั้น และจะนำรายได้จากน้ำมัน (petrodollars) กลับไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (U.S. Treasuries) จะไม่ไปตั้งราคาน้ำมันเป็นสกุลอื่น เท่ากับสหรัฐอเมริกาได้ทำให้เงินดอลลาร์สหรัฐ ฯ เป็นสิ่งที่พึงปรารถนาจากนานาชาติทั่วโลก เพราะทุกประเทศต่างก็ต้องนำเข้าน้ำมันมาใช้ทั้งนั้น จึงทำให้เงินดอลลาร์เป็นที่ต้องการของทุกประเทศ เมื่ออุปสงค์ (Demand) ของเงินดอลลาร์มีมากเหลือเกินเพื่อนำไปซื้อน้ำมัน ก็ทำให้ดอลลาร์แข็งค่า สหรัฐอเมริกาจะพิมพ์เงินดอลลาร์ออกมาใช้เท่าไหร่ก็ได้ ไม่มีทางเกิดเงินเฟ้อ (Inflation) ไม่ต้องมีสินทรัพย์เบื้องหลัง จะบริโภคมากแค่ไหนก็ได้ จะใช้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจก่อหนี้ทั้งหนี้ครัวเรือนและหนี้สาธารณะเท่าไหร่ก็ได้ เพราะตราบใดที่โลกต้องใช้น้ำมัน ทุกประเทศยังต้องการเงินดอลลาร์ไปซื้อน้ำมัน ซาอุดิอาระเบียยังขายน้ำมันเป็นดอลลาร์ สหรัฐอเมริกายังได้ประโยชน์ ค่าเงินดอลลาร์จะแข็งค่า มีอำนาจซื้อ (Purchasing power) สูง การที่ซาอุ ฯ นำเงินดอลลาร์ที่ได้กลับไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกาเพื่อดอกเบี้ยและผลตอบแทน ตลอดจนนำไปลงทุนในตลาดทุนสหรัฐ ฯ ทำให้เกิดการรีไซเคิลปิโตรดอลลาร์ (Petrodollar recycling) ยิ่งทำให้เศรษฐกิจสหรัฐ ฯ เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น เติบโตมากยิ่งขึ้น

แล้วซาอุดีอาระเบียจะได้อะไรตอบแทนจากสหรัฐอเมริกา สหรัฐ ฯ ตกลงว่าให้การค้ำประกันด้านความมั่นคงแก่ซาอุฯ จะขายอาวุธขั้นสูง จะสนับสนุนทางทหารและการป้องกันภัย จะเปิดตลาดการเงินสหรัฐ ฯ ให้ซาอุ ฯ เข้าไปลงทุนได้

พูดง่าย ๆ คือซาอุ ฯ ต้องขุดน้ำมันขายเป็นดอลลาร์ แล้วนำรายได้เป็นดอลลาร์กลับมาลงทุนในดอลลาร์ในสหรัฐ ฯ สหรัฐ ฯ ให้ความคุ้มครองความมั่นคงกับซาอุ ฯ สหรัฐ ฯ จึงเป็นพี่เบิ้มให้ความคุ้มครองดูแลซาอุ ฯ


สหรัฐอเมริกาเข้าไปเปลี่ยนแปลงการปกครองในอิหร่าน เพื่อสร้างฐานปิโตรดอลลาร์

แรกเริ่มเดิมที่ ในช่วง ค.ศ. 1901–1950 น้ำมันอิหร่านอยู่ในมืออังกฤษ จุดเริ่มต้นสำคัญคือ ค.ศ. 1901 รัฐบาลเปอร์เซียให้สัมปทานน้ำมันแก่ชาวอังกฤษ เกิดการต่อตั้งบริษัท Anglo-Persian Oil Company
ซึ่งต่อมากลายเป็น British Petroleum (BP) ในช่วงนี้อังกฤษควบคุมน้ำมันอิหร่านเกือบทั้งหมด และอิหร่านได้ส่วนแบ่งรายได้ต่ำมาก สหรัฐอเมริกายังไม่ได้เป็นผู้เล่นหลัก ไม่ได้มีบทบาทอะไรมากนัก

ในค.ศ. 1951 นายกรัฐมนตรี Mohammad Mosaddegh ของอิหร่าน ตัดสินใจ nationalize อุตสาหกรรมน้ำมัน หรือ “ยึดน้ำมันคืน” ยกเลิกสัมปทานน้ำมันของอังกฤษทั้งหมด ตั้งบริษัทน้ำมันของรัฐเองทำให้อังกฤษไม่พอใจเป็นอย่างมาก

ใน ค.ศ. 1953 สหรัฐอเมริกา เริ่มเข้ามาแทรกแซงทางการเมืองในอิหร่าน เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ด้านปิโตรเลียม หน่วยการข่าวกลางของสหรัฐ ฯ (Central intelligence agency : CIA) ที่เพิ่งก่อตั้งในค.ศ. 1947 แต่มีที่มานับแต่สงครามโลกครั้งที่สองในนามของ Office of strategic service : OSS ได้เริ่มเข้าไปมีส่วนในการโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่มีนายกรัฐมนตรีชาวอิหร่าน Mohammad Mosaddegh ผู้มีความคิดชาตินิยมและสังคมนิยม อังกฤษนั้นจับมีกับและสหรัฐ ฯ เพราะเกรงกลัวว่าอิหร่านจะหันไปเข้าหาสหภาพโซเวียต (Soviet Union) และน้ำมันปิโตรเลียมจะหลุดจากการครอบครองและการจัดการของชาติตะวันตกจึงเกิดปฏิบัติการลับ Operation Ajax ดำเนินการโดยความร่วมมือของหน่วยข่าวกรองกลางของสองชาติคือ Central Intelligence Agency (CIA) ของสหรัฐ ฯ และ MI6 (Military Intelligence, Section 6 หรือหน่วยข่าวกรองทางทหาร ส่วนที่ 6) ของอังกฤษ ทำให้รัฐบาล Mosaddegh ถูกโค่น สหรัฐอเมริกาส่งมอบอำนาจกลับไปที่กษัตริย์อิหร่านคือ Mohammad Reza Pahlavi แห่งราชวงศ์ปาเลห์วี คนอิหร่านจำนวนมากมองว่าสหรัฐ ฯ “แทรกแซงประเทศ” อิหร่านเพื่อแสวงหาผลประโยชน์จากการค้าน้ำมัน

ราชวงศ์ปาห์เลวี (ค.ศ. 1953–1979) สถาปนาโดยสหรัฐ ฯ สนับสนุน อย่างเต็มที่ในในช่วงสงครามเย็น (Cold war) สหรัฐ ฯ มองว่าอิหร่านเป็นป้อมปราการต้านสหภาพโซเวียต จึงได้สนับสนุนอิหร่านทั้ง 1) เงิน 2) อาวุธ 3) การฝึกทหาร และ 4) ข่าวกรอง มีการจัดตั้งหน่วยตำรวจลับของพระเจ้าชาห์แห่งอิหร่านชื่อ SAVAK ได้รับการช่วยเหลือจาก CIA

ราชวงศ์ปาห์เลวีประเคนผลประโยชน์จากน้ำมันปิโตรเลียมให้กับชาติตะวันตกอย่างเต็มที่ มีการตั้ง consortium น้ำมัน โดยบริษัทตะวันตกหลายบริษัทเข้ามา เช่น Exxon, Chevron, Royal Dutch Shell แม้ สหรัฐ ฯ ไม่ได้ “ขุดน้ำมันเอง” โดยตรงแบบยึดพื้นที่ แต่บริษัทค้าปิโตรเลียมของชาติตะวันตกมีส่วนแบ่งการผลิต มีสัญญาซื้อขาย และมีอิทธิพลในอุตสาหกรรมปิโตรเลียมสูงมาก

อย่างไรก็ตามปิโตรดอลลาร์ของสหรัฐอเมริกาที่ดำเนินการในอิหร่าน ขนานไปกับการที่ Henry Kissinger ไปเจรจากับราชวงศ์ซะอูดแห่งซาอุดิอารเบียกลับจบสิ้นลงอย่างรวดเร็วใน ค.ศ. 1979 จากการปฏิวัติอิสลามในอิหร่าน

สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ตัวการทำลายปิโตรดอลลาร์

ปัญหาของราชวงศ์ปาห์เลวีแม้พระเจ้าชาห์ ปาห์เลวีจะทำให้ประเทศอิหร่านทันสมัย แต่โครงการชื่อการปฏิวัติขาว (White Revolution) ก็สร้างปัญหาใหญ่ มีการต่อต้านการปกครองของพระเจ้าชาห์แห่งอิหร่านว่าทรงเป็นเผด็จการ ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในอิหร่านสูงระหว่างชนชั้นสูงกับชนชั้นล่าง มีการปราบปรามฝ่ายตรงข้าม และที่สำคัญที่สุดคือชาวอิหร่านไม่พอใจอิทธิพลสหรัฐ ฯ ในอิหร่าน เพราะชาติอิหร่านเป็นแหล่งอารยธรรมโลกเก่าแก่เกือบสาม-สี่พันปี แต่สหรัฐ ฯ และชาติตะวันตกเข้ามากอบโกยผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติคือปิโตรเลียมไป โดยการสนับสนุนของราชวงศ์ปาห์เลวีที่สถาปนาขึ้นมาโดยสหรัฐอเมริการ่วมกับอังกฤษ โดยหน่วยการข่าวคือ CIA และ MI6

กลุ่มศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์เริ่มต่อต้านราชวงศ์ปาห์เลวี นำโดย Ruhollah Khomeini จนในค.ศ. 1979 เกิดการปฏิวัติอิหร่าน มีการประท้วงใหญ่ทั่วประเทศ พระเจ้าชาห์หนีออกนอกประเทศไปลี้ภัยการเมืองในสหรัฐอเมริกาจนสิ้นพระชนม์ แต่มกุฎราชกุมารแห่งอิหร่านยังประทับในสหรัฐ ฯ การปฏิวัติอิสลามนำโดยโคไมนีทำให้ระบอบกษัตริย์ของอิหร่านล่มลง เกิดการสถาปนาสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน (Islamic Republic of Iran)

หลังปฏิวัติความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐ ฯ แย่มากในทันที เหตุการณ์วิกฤติสำคัญคือใน ค.ศ. 1979 เกิดวิกฤติ Iran Hostage นักศึกษาปฏิวัติอิหร่านบุกสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำกรุงเตหะราน จับตัวประกันชาวอเมริกัน 52 คน เป็นเวลา 444 วัน ด้วยเหตุผลว่าสหรัฐ ฯ เคยโค่นรัฐบาล Mosaddegh ก่อนการสถาปนาราชวงศ์ปาห์เลวี และกลัวว่าสหรัฐ ฯ จะมาแทรกแซงกิจการภายในของอิหร่าน เช่น สนับสนุนการทำรัฐประหารอีก จากเหตุการณ์นี้ทำให้สหรัฐ ฯ ตัดสัมพันธ์กับอิหร่าน อายัดทรัพย์สินของอิหร่าน และดำเนินมาตรการคว่ำบาตร (Sanction) อิหร่านจนถึงปัจจุบัน

นับแต่การปฏิวัติอิสลามอิหร่านใน ค.ศ. 1979 CIA เกือบฆ่าผู้นำอิหร่านหลายครั้งหลังปฏิวัติและอิหร่านก็เกลียดสหรัฐ ฯ ลึกมากจนถึงปัจจุบัน

อิหร่านแม้ถูกคว่ำบาตรจากสหรัฐ ฯ ก็ยังค้าน้ำมันกับจีนและรัสเซียตลอดจนประเทศอื่น ๆ ได้ โดยอาศัยเรือ fleet ไปสูบน้ำมันขึ้นเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่กลางอ่าวเปอร์เซียหรือมหาสมุทรอินเดีย การค้าน้ำมันใช้เงินรูเบิล เงินยูโรหรือเงินหยวนของจีนแทนเป็นหลัก นอกจากนี้ยังมีการใช้ Bitcoin หรือ Cryptocurrency อื่น ๆ ในการค้าน้ำมันด้วย การค้าน้ำมันของอิหร่านถือได้ว่าเป็นตัวการที่ทำให้ปิโตรดอลลาร์ของสหรัฐอเมริกาอ่อนแอ ประกอบกับการระเบิดดิจิทัลทำให้ Financial technology ก้าวเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเรื่อย ๆ

อิรักคือคู่แค้นแสนรัก “รักต้องฆ่า” ปิโตรดอลลาร์ต้องมาก่อน

ในค.ศ. 1979 เกิดการปฏิวัติอิสลามในอิหร่าน ผู้นำใหม่ของอิหร่านคือ Ruhollah Khomeini ซึ่งต่อต้านสหรัฐ ฯ อย่างรุนแรง สหรัฐ ฯ มองว่าอิหร่านคือภัยหลักในตะวันออกกลางมีความจำเป็นต้องหาตัวแทน (Proxy) ในการทำสงครามตามยุทธวิธีของสหรัฐ ฯ ที่จะไม่รบในบ้านหรือดินแดนของตนเอง

แปดปีระหว่าง ค.ศ 1980–1988 สหรัฐ ฯ “สนับสนุนอิรักโดยอ้อม” เพื่อทำสงครามอิรัก–อิหร่าน (Iran–Iraq War) ที่ดูเหมือนจะเป็นสงครามศาสนาระหว่างมุสลิมสองนิกาย อิหร่านนับถือนิกายชีอะห์ ส่วนอิรักนับถือนิกายสุหนี่ แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่สงครามศาสนาระหว่างมุสลิมสองนิกายแต่อย่างใด แต่เป็น proxy war หรือสงครามตัวแทนของชาติมหาอำนาจในตะวันออกกลาง อิรักภายใต้การนำของซัดดัม ฮุสเซน (Saddam Hussein) บุกอิหร่าน

ท่าทีของสหรัฐ ฯ โดยประธานาธิบดี Ronald Reagan จากพรรครีพับลิกัน ไม่ได้เป็นพันธมิตรอย่างเป็นทางการกับอิรักแต่ให้การสนับสนุนทางอ้อมเช่น 1) ข่าวกรองทางทหาร 2) เครดิตการเงิน 3) การผ่อนคลายข้อจำกัดการค้า อนุญาตให้บริษัทตะวันตกค้าขายกับอิรัก เหตุผลหลักที่สหรัฐ ฯ สนับสนุนอิรักทางอ้อมก็เพื่อ 1) ถ่วงดุลอิหร่าน 2) ป้องกันการปฏิวัติอิสลามแพร่กระจายในภูมิภาคตะวันออก โดยเฉพาะรอบอ่าวเปอร์เซียอันเป็นแหล่งพลังงานของโลก และ 3) รักษาเสถียรภาพน้ำมันอ่าวเปอร์เซีย

แม้ว่าสหรัฐ ฯ และอิรักในช่วงเวลานี้จะมีผลประโยชน์ร่วมกัน แต่สหรัฐอเมริกากลับเล่นบทตีสองหน้า เป็นคู่แค้นแสนรักของอิรัก กล่าวคือสหรัฐ ฯ มิได้ไว้วางใจอิรักคือซัดดัม ฮุสเซน ที่ตนเองสนับสนุนอย่างลับ ๆ เลยเช่นกัน

ประธานาธิบดี Ronald Reagan ของสหรัฐ ฯ ผู้ล่วงลับ มีเป้าหมายหลักคือไม่ต้องการให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชนะเด็ดขาด เพราะถ้าประเทศหนึ่งชนะอาจครอบงำอ่าวเปอร์เซียและควบคุมเส้นทางน้ำมันโลก ดังนั้นยุทธศาสตร์ของสหรัฐ ฯ คือให้ทั้งสองฝ่าย “ถ่วงดุลกันเอง”

ระหว่าง ค.ศ. 1985-1986 สหรัฐ ฯ ช่วยสนับสนุนอิรักทางอ้อมในการทำสงครามกับอิหร่าน แต่กลับ “แอบขายอาวุธให้อิหร่าน” รัฐบาล Reagan แอบทำข้อตกลงลับขายอาวุธให้อิหร่านทั้งที่อิหร่านอยู่ภายใต้การคว่ำบาตร (Embargo)

สหรัฐ ฯ ตีสองหน้าใส่อิรัก เพื่อผลประโยชน์ของตนล้วน ๆ ด้วย เหตุผลสองเรื่องใหญ่

1. ตัวประกันในเลบานอน (Lebanon) เพราะกลุ่มติดอาวุธที่เชื่อมโยงกับอิหร่านจับชาวอเมริกันเป็นตัวประกัน สหรัฐ ฯ หวังว่าถ้าขายอาวุธให้อิหร่านอิหร่านจะช่วยปล่อยตัวประกัน

2. แผนลับในนิการากัว (Nicaragua) สหรัฐ ฯ ต้องการสนับสนุนกองกำลังต่อต้านรัฐบาลฝ่ายซ้ายที่ เรียกว่า Contra rebels แต่รัฐสภาสหรัฐ ฯ ออกกฎหมายห้ามไว้ ดังนั้นเจ้าหน้าที่บางคนในรัฐบาลจึงทำแผนลับ ขายอาวุธให้อิหร่าน เอาเงินที่ได้ ส่งต่อให้กลุ่ม Contra นี่คือที่มาของชื่อ Iran–Contra

ความแตกใน ค.ศ. 1986 สื่อสหรัฐ ฯ เปิดโปงเรื่องนี้กลายเป็นเรื่องอื้อฉาวใหญ่ (Big scandal) เพราะรัฐบาลสหรัฐ ฯ ละเมิดกฎหมายของตัวเองแอบทำธุรกรรมขายอาวุธกับศัตรูใช้เงินนอกงบประมาณรัฐ มีการสอบสวนโดยรัฐสภาตั้งคณะสอบสวนเจ้าหน้าที่สำคัญที่เกี่ยวข้อง เช่น Oliver North เจ้าหน้าที่สภาความมั่นคงแห่งชาติถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้จัดการปฏิบัติการ หลายคนถูกตัดสินว่ามีความผิด แต่บางคดีถูกยกเลิกภายหลัง

ประธานาธิบดี Reagan ยอมรับว่าอนุมัติขายอาวุธให้อิหร่านแต่บอกว่าไม่รู้ว่าเงินถูกส่งไปให้ Contra การสอบสวนไม่พบหลักฐานชัดว่า Reagan สั่งการโดยตรงแต่ภาพลักษณ์รัฐบาลเสียหายมาก

ความหมายเชิงภูมิรัฐศาสตร์สะท้อนว่าในสงครามเย็น นโยบายต่างประเทศของสหรัฐ ฯ เป็นการเมืองแท้จริง (Realpolitik) คือผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์สำคัญกว่าหลักการ ปราศจากความจริงใจใด ๆ ทั้งสิ้น ผลประโยชน์ของสหรัฐ ฯ ต้องมาก่อน ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใด ก็ตาม

สงครามอิรัก-อิหร่านเป็นหนึ่งในสงครามที่มีมหาอำนาจหนุนหลังทั้งสองฝ่าย รบกันยาวนานถึง 8 ปีมีผู้เสียชีวิตประมาณ 1 ล้านคน และยังเป็นจุดเริ่มต้นของความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่เรายังเห็นผลอยู่จนถึงปัจจุบัน

หลังสงครามอิรัก-อิหร่าน จบลง ในระหว่าง ค.ศ. 1988–1990 ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐ ฯ กับอิรักเริ่มแย่ สงครามจบในค.ศ. 1988 อิรักมีปัญหาใหญ่ หนี้สงครามกว่า 80 พันล้านดอลลาร์ เศรษฐกิจเสียหายหนัก ซัดดัม ฮุสเซน ต้องการขายน้ำมันในราคาสูงเพื่อนำรายได้ฟื้นประเทศ แต่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างคูเวต (Kuwait) ผลิตน้ำมันเกินโควต้าของ OPEC ทำให้ราคาน้ำมันตก อิรักกล่าวหาว่าคูเวต “ขโมยน้ำมัน” จากแหล่งชายแดนเป็นการทำสงครามเศรษฐกิจกับอิรัก

ในวันที่ 2 สิงหาคม ค.ศ. 1990 อิรักบุกยึดคูเวต ถ้าอิรักควบคุมน้ำมันอิรักและคูเวตรวมกันจะได้ประมาณ 20% ของน้ำมันโลก นี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้สหรัฐ ฯ ตอบโต้อิรักอย่างรุนแรง และเกิดสงครามอ่าว (Gulf war)

ใน ค.ศ. 1991 สหรัฐ ฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดี George H. W. Bush ผู้พ่อจากพรรครีพับลิกัน นำพันธมิตร 35 ประเทศโจมตีอิรัก เหตุผลหลักที่ประกาศสงครามอ่าวคือ 1) ปกป้องอธิปไตยของคูเวต 2) รักษาเสถียรภาพพลังงานโลก และ 3) ป้องกันไม่ให้อิรักครอบงำน้ำมันในอ่าวเปอร์เซีย ผลของสงครามอ่าวคืออิรักถูกขับออกจากคูเวต ถูกคว่ำบาตร (Sanctions) หนักมาก

อีกเก้าปีต่อมา ในค.ศ. 2000 ประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน ประกาศว่าอิรักจะขายน้ำมันในโครงการ
United Nations Oil-for-Food Programme เป็นเงินสกุล Euro แทนดอลลาร์สหรัฐ ฯ นี่เป็นครั้งแรกที่ประเทศน้ำมันใหญ่เลิกใช้ดอลลาร์สหรัฐ ฯ ในการขายน้ำมัน สร้างความไม่พอใจกับสหรัฐ ฯ เป็นอย่างมาก เพราะสั่นสะเทือนปิโตรดอลลาร์

ใน ค.ศ. 2003 เกิดสงครามอิรัก สหรัฐ ฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดี George W. Bush ผู้เป็นลูกบุกอิรัก โดยมีเหตุผลที่ประกาศสงครามว่าอิรักมีอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงหรืออาวุธทำลายล้างมวลชน ที่เรียกว่า Weapons of Mass Destruction : WMD ซึ่ง WMD นี้จะครอบคลุมประเภทของอาวุธนิวเคลียร์ (Nuclear), อาวุธชีวภาพ (Biological), อาวุธเคมี (Chemical) และอาวุธกัมมันตรังสี (Radiological) และอาวุธทำลายล้างสูง (WMD) ของอิรักดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับก่อการร้าย ซึ่งการตรวจค้นในภายหลังก็กลับไปพบอาวุธ WMD แต่ประการใด ยังไม่มีหลักฐาน หลังสงครามครั้งนี้จบลง อิรักต้องกลับไปขายน้ำมันเป็นดอลลาร์สหรัฐ ฯ เช่นเดิม เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับปิโตรดอลลาร์ของสหรัฐ ฯ




ลิเบียกับ Gold Dinar หาญกล้ามาแข่งปิโตรดอลลาร์ จงอย่าสงบ

ประวัติของลิเบีย (Libya) เกี่ยวกับน้ำมันและมหาอำนาจเป็นตัวอย่างคลาสสิกของประเทศที่มีทรัพยากรพลังงานมหาศาล แต่การเมืองผันผวน ที่เรียกว่า คำสาปทรัพยากร (Resource curse)

ก่อนค.ศ. 1950 ก่อนการค้นพบน้ำมัน ลิเบียเป็นประเทศยากจนมากในแอฟริกา โดยก่อนศตวรรษที่ 20 ลิเบียอยู่ภายใต้จักรวรรดิออตโตมาน (Ottoman Empire)

ต่อมาในค.ศ. 1911 ลิเบียถูกยึดเป็นอาณานิคมของอิตาลี

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ลิเบียถูกแบ่งกันบริหารโดยอังกฤษและฝรั่งเศส

ค.ศ. 1951 ลิเบียได้เอกราช ปกครองแบบราชอาณาจักร มีกษัตริย์คือ King Idris of Libya ในเวลานั้นเป็นประเทศยากจนมาก เศรษฐกิจพึ่งพาเกษตรและความช่วยเหลือต่างชาติ

ค.ศ. 1959 มีการค้นพบน้ำมันปริมาณมหาศาลในทะเลทราย กลายเป็นหนึ่งในประเทศน้ำมันสำคัญของโลก บริษัทตะวันตกที่เข้าไปลงทุน เช่น Esso, BP, และ Occidental Petroleum ผลคือรายได้ประเทศเพิ่มมหาศาล ลิเบียกลายเป็นผู้ส่งออกน้ำมันหลักของยุโรป

ค.ศ. 1969 รัฐประหารโดยนายทหารหนุ่ม Muammar Gaddafi โค่น King Idris of Libya นโยบายสำคัญของ Gaddafi คือ 1) ชาตินิยมเรื่องน้ำมัน ยึดน้ำมันจากตะวันตกกลับมา 2) ขับฐานทัพตะวันตกออกจากลิเบีย 3) nationalize บริษัทน้ำมันบางส่วนให้เป็นของลิเบีย และ 4) เพิ่มส่วนแบ่งรายได้ของรัฐจากน้ำมัน ผลคือรายได้จากน้ำมันถูกนำไปสร้างรัฐสวัสดิการ ปรับปรุงระบบการศึกษาและสาธารณสุข ช่วงหนึ่งลิเบียมีรายได้ต่อหัวสูงที่สุดในแอฟริกา

ในช่วงปี 70 เกิดความขัดแย้งกับตะวันตก (1970s–1980s) เพราะ Gaddafi สนับสนุนกลุ่มปฏิวัติหลายแห่งทั่วโลก สหรัฐ ฯ มองว่าเขาสนับสนุนการก่อการร้าย รัฐบาลสหรัฐ ฯ นำโดยประธานาธิบดี Ronald Reagan ประกาศว่าลิเบียเป็นรัฐสนับสนุนการก่อการร้าย

ในค.ศ. 1986 สหรัฐ ฯ โจมตีลิเบีย เครื่องบินสหรัฐ ฯ โจมตีกรุงตริโปลี (Tripoli) และเบงกาซี (Benghazi) เพื่อตอบโต้เหตุระเบิดที่เชื่อมโยงกับลิเบีย

ในช่วงปี 90 มีการคว่ำบาตรลิเบีย ในค.ศ. 1992 องค์การสหประชาชาติคว่ำบาตรลิเบียหลังเหตุการณ์เครื่องบิน Pan Am Flight 103 บินจากลอนดอนไปนิวยอร์ก ระเบิดกลางอากาศและตกที่เมือง Lockerbie ใน Scotch land เศรษฐกิจลิเบียได้รับผลกระทบหนักจากการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ

ในช่วงปี 2000 ลิเบียกลับเข้าสู่เวทีโลก Muammar Gaddafi เปลี่ยนนโยบายยอมรับความรับผิดชอบเหตุการณ์ Lockerbie ยกเลิกโครงการอาวุธนิวเคลียร์ เปิดประเทศให้นักลงทุน ผลคือสหรัฐและยุโรปยกเลิกการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ บริษัทน้ำมันตะวันตกกลับมาลงทุน

ค.ศ. 2009–2011 ลิเบียโดย Muammar Gaddafi เสนอสร้างสกุลเงินแอฟริกา ที่ชื่อว่า “Gold Dinar”
โดยมีแนวคิดจะขายน้ำมันด้วยทองคำเพื่อลดอิทธิพลดอลลาร์และยูโร เพราะลิเบียมีน้ำมันสำรองใหญ่ในแอฟริกาและส่งไปยุโรปได้สะดวก แนวคิดเรื่อง Gold Dinar นั้นท้าทาย Petrodollar เป็นอย่างมาก สหรัฐ ฯ ถือว่าเป็นภัยต่อระบบการเงินโลกและตนเอง

ค.ศ. 2011 การปฏิวัติอาหรับ (Arab spring) เกิดขึ้น การประท้วงลุกลามในลิเบียนำไปสู่สงครามกลางมืองในลิเบีย (Libyan Civil War) ในลิเบียมีทั้งสงครามและการปฏิวัติ ฝ่ายกบฏยึดเมืองสำคัญ การแทรกแซงของ องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (North Atlantic Treaty Organization : NATO) แปลเป็นไทยว่านำโดยสหรัฐ ฯ อังกฤษ ฝรั่งเศส เปิดปฏิบัติการแทรกแซงในลิเบียโดยโจมตีกองกำลังรัฐบาล

ตุลาคม 2011 การล่มสลายของระบอบ Gaddafi เขาถูกสังหาร รัฐบาลลิเบียล่มสลาย

ค.ศ. 2014 สงครามกลางเมืองครั้งที่สอง หลัง Gaddafi ประเทศแตกออกเป็นหลายฝ่ายเกิดสงครามกลางเมืองเป็นครั้งที่สอง รัฐบาลตะวันตกเป็นรัฐบาลที่ได้รับการยอมรับจากองค์การสหประชาชาติตั้งอยู่ที่ Tripoli รัฐบาลกองกำลังตะวันออกนำโดย Khalifa Haftar มีฐานที่มั่นที่กรุง Benghazi

สงครามกลางเมืองครั้งที่สองในลิเบียกลายเป็นสงครามตัวแทน (proxy war) ฝ่ายรัฐบาลสนับสนุนโดยชาติตะวันตกในกรุง Tripoli ได้รับการสนับสนุนจากตุรกีและกาตาร์ ฝ่ายรัฐบาล Haftar ตั้งฐานที่กรุงเบงกาซี ได้รับการสนับสนุนจากรัสเซีย อิยิปต์ สหรัฐอาหรับอิมิเรตส์ ทั้งสองฝ่ายต่างต้องการควบคุมน้ำมัน

ปัจจุบัน (2020s) ลิเบียยังมีรัฐบาลแบ่งฝ่าย โดยมีความพยายามขององค์การสหประชาชาติในการจัดการเลือกตั้งแต่ยังมีปัญหากองกำลังติดอาวุธจำนวนมาก มีการแทรกแซงจากต่างประเทศ มีการแย่งควบคุมแหล่งน้ำมันทั้งหมดนี้เป็น เพราะลิเบียจะมีน้ำมันสำรองมากที่สุดในทวีปแอฟริกา

Venezuela อย่าคิดเผยอ จะเจอพี่เบิ้มแยงกี้

ค.ศ. 1910s–1970s เวเนซูเอลาเป็นประเทศน้ำมันสำคัญ มีบริษัทน้ำมันตะวันตก (เช่น Exxon, Mobil) เข้าไปลงทุน จนเวเนซูเอลากลายเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก

ค.ศ. 1976 รัฐบาลเวเนซูเอลา nationalize น้ำมัน ตั้งบริษัทของรัฐชื่อ PDVSA (Petróleos de Venezuela) แต่ยังขายน้ำมันเป็นดอลลาร์ตามระบบตลาดโลกคือ Petrodollar

ค.ศ. 1998–2013 การท้าทายปิโตรดอลลาร์ ผู้นำเวเนซูเอลา Hugo Chávez ชนะเลือกตั้งด้วยนโยบายหลักคือ 1) ต่อต้านอิทธิพลสหรัฐ ฯ 2) ชาตินิยมทรัพยากร 3) สร้างพันธมิตรกับคิวบา รัสเซีย และจีน

ค.ศ. 2001 Chávez ออกกฎหมายไฮโดรคาร์บอน (Hydrocarbons Law) รัฐต้องถือหุ้นบริษัทน้ำมัน ≥ 51% บริษัทต่างชาติถูกบังคับลดอำนาจ บริษัทน้ำมันอเมริกันบางแห่งถอนตัว

ค.ศ. 2002 ในเดือนเมษายน เกิดรัฐประหารโค่น Chávez โดยมีข้อกล่าวหาว่ารัฐประหารนี้เกี่ยวกับสหรัฐ ฯ รัฐบาลชั่วคราวโดยนำโดย Pedro Carmona สหรัฐ ฯ เป็นหนึ่งในประเทศที่รับรองรัฐบาลใหม่ทันที

แต่ภายใน 48 ชั่วโมง Chávez กลับสู่อำนาจ

มีหลักฐานว่าหน่วยงานสหรัฐ ฯ สนับสนุนกลุ่มฝ่ายค้านและองค์กรการเมืองบางส่วนทำให้ความสัมพันธ์สหรัฐ ฯ –เวเนซูเอลา แย่ลงมาก

ค.ศ. 2005–2008 Chávez เริ่มท้าทายระบบ Petrodollar โดย 1) ขายน้ำมันให้จีน 2) barter trade (แลกสินค้ากับน้ำมัน) 3) ขายน้ำมันให้คิวบาแลกแพทย์ และ 4) พยายามสร้างสกุลเงินภูมิภาค แนวคิดของ Chávez คือ โลกไม่ควรพึ่งดอลลาร์

ค.ศ. 2013–2019 หลัง Chávez เสียชีวิตใน ค.ศ. 2013 ความขัดแย้งกับสหรัฐ ฯ ยิ่งรุนแรงขึ้น ผู้สืบทอดอำนาจคือ Nicolás Maduro เศรษฐกิจเริ่มวิกฤต ราคาน้ำมันตก เงินเฟ้อรุนแรง
ค.ศ. 2015 รัฐบาลสหรัฐ ฯ นำโดยประธานาธิบดี Barack Obama จากพรรคเดโมแครต ประกาศว่า
Venezuela เป็นภัยต่อความมั่นคงของสหรัฐ ฯ เริ่มมาตรการคว่ำบาตร (Sanctions)

ค.ศ. 2017–2019 รัฐบาลสหรัฐ ฯ นำโดยประธานาธิบดี Donald Trump จากพรรครีพับลิกัน เพิ่มมาตรการคว่ำบาตร ห้ามซื้อพันธบัตรเวเนซูเอลา คว่ำบาตรบริษัทน้ำมัน PDVSA จำกัดการขายน้ำมัน ผลคือ รายได้ประเทศลดหนัก เศรษฐกิจล่มสลาย

ค.ศ. 2019 เกิดวิกฤติรัฐบาลคู่ขนาน ฝ่ายค้านประกาศผู้นำใหม่ Juan Guaidó ประกาศตัวเป็นรักษาการประธานาธิบดีสหรัฐ ฯ และชาติยุโรปจำนวนมากยอมรับ Guaidó อันถือเป็นความพยายามเปลี่ยนรัฐบาล Maduro

ค.ศ. 2018–2024 เวเนซูเอลาพยายามเลี่ยงดอลลาร์เพื่อหลบการคว่ำบาตร โดยขายน้ำมันเป็นเงินหยวน เงินยูโร ใช้ crypto ส่งออกให้จีนโดยตรง จีนกลายเป็นลูกค้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุด สิ่งนี้ทำให้บางฝ่ายมองว่าเวเนซูเอลา กำลังท้าทาย petrodollar

ค.ศ. 2024–2025 มีการกดดันขั้นสูงโดยรัฐบาลสหรัฐ ฯ คว่ำบาตรเพิ่ม ยึดเรือน้ำมัน จำกัดการค้าพลังงาน

เศรษฐกิจเวเนซูเอลาแย่ลงหนัก
ค.ศ. 2026 ต้นปี กองกำลังสหรัฐ ฯ เข้าปฏิบัติการและจับกุม Nicolás Maduro มาดำเนินคดี โดยอ้างว่ามาดูโร่ค้ายาเสพติด สหรัฐ ฯ เริ่มจัดการระบบน้ำมันใหม่ หลังจากนั้นมีการเจรจาขายน้ำมันกับบริษัทตะวันตก

เปิดการลงทุนต่างชาติในน้ำมัน
ปัจจุบันนี้เวเนซูเอลามีน้ำมันสำรองมากที่สุดในโลก (~300 billion barrels) และการเข้ายึดครองเวเนซูเอลาของสหรัฐอเมริกาเป็นการสถาปนาความมั่นคงให้กับ Petrodollar และส่งผลกระทบต่อจีนและรัสเซียอย่างหนัก


มหากาพย์ไฟแค้น (Epic Fury) กับความพยายามเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองและสถาปนาความมั่นคงของปิโตรดอลลาร์การจับมือระหว่างอิสราเอลกับสหรัฐอเมริกาในการโจมตีอิหร่าน โดยถล่มด้วยขีปนาวุธกว่า 300 ลูก ฆ่าผู้นำทางการเมืองของอิหร่านไปกว่า 50 คน และสังหาร โคไมนี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านได้สำเร็จ

นอกจากนี้ยังมีการสังหารพลเรือน เช่น นักเรียนหญิงในโรงเรียนเสียชีวิตไปนับร้อย กระทั่งเรืออิหร่านที่เข้าร่วมพิธิในอินเดีย โดยไม่ติดอาวุธก็ถูกเรือดำน้ำสหรัฐ ฯ ระเบิดทิ้งกลางมหาสมุทรอินเดียในบริเวณประเทศศรีลังกา ได้สร้างความคับแค้นใจให้กับคนอิหร่านเป็นอย่างยิ่ง

เป้าหมายของสหรัฐอเมริกาคือการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง (Political regime change) จากรัฐอิสลาม (Islamic state) กลับไปเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (Absolute monarchy) โดยราชวงศ์ปาห์เลวี ที่เคยปกครองอิหร่าน และมีท่าทีเป็นมิตรกับสหรัฐอเมริกา

การค้าน้ำมันต้องค้าด้วยเงินดอลล่าร์สหรัฐอเมริกาเท่านั้น เพื่อทำให้ทั่วโลกต้องการเงินดอลล่าร์ ทำให้เงินดอลล่าร์ อิงกับน้ำมันที่เรียกว่า ปิโตรดอลล่าร์ เพื่อไม่ให้ Green note หรือธนบัตรสหรัฐอเมริกา กลายเป็นแบงค์กงเต๊ก อันจะกระทบอำนาจของสหรัฐอเมริกา

เวเนซูเอลา เจอหมากเกมส์นี้ของสหรัฐอเมริกาเข้าไปแล้ว

อิหร่าน กำลังจะเจอ ตอนนี้ในอิหร่านคงมีการข่าวและ counter intelligence อยู่เต็มไปหมด ทั้งโดย Mossad ของอิสราเอล และ CIA ของสหรัฐ ฯ เพื่อล้มระบอบการปกครองสาธารณรัฐอิสลาม แล้วสถาปนาราชวงศ์ปาห์เลวีในอาณัติของสหรัฐอเมริกากลับมาใหม่เพื่อสถาปนาความมั่นคงของ Petrodollar

สหรัฐอเมริกาไม่ได้สนใจประชาธิปไตยอะไร สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นเผด็จการทหาร สหรัฐอเมริกาก็สนับสนุนเต็มที่ เพราะมีฐานทัพอเมริกาในประเทศไทย

สหรัฐอเมริกา สนับสนุนระบอบการปกครองที่ให้ผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกาเองสูงสุดครับ (Realpolitik) เท่านั้นจริง ๆ

คำถามคือสงครามนี้จะจบหรือลุกลาม

อิหร่านมีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลกว่าประเทศไทยราว 4-5 เท่า มีป้อมปราการตามธรรมชาติ (Natural fortress) คือเทือกเขาล้อมรอบทั้งสี่ด้าน อยู่ติดกับช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ที่สามารถควบคุมการเดินเรือขนส่งน้ำมันส่วนใหญ่ของโลกกว่า 20% ขึ้นไป

อิหร่านยังสนับสนุน Mujahideen ในอัฟกานิสถาน Hezbollah ในเลบานอน Hamaz ในปาเลสไตน์ Houthi ในเยเมน โลกจะสงบสุขหรือไม่

สงครามนี้จะกลายเป็นสงครามตัวแทน (Proxy war) ของชาติมหาอำนาจหรือไม่? หลายชาติเริ่มกระโดดหลบเพราะไม่อยากเข้าไปอยู่กลางความขัดแย้ง เช่น สเปน อังกฤษ และ ฝรั่งเศส

ในนามของภูมิรัฐศาสตร์ แท้จริงแล้วคือน้ำมันและดอลลาร์ อันเป็นผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกา ตามการเมืองที่แท้จริง ที่อาจจะลุกลามจนกลายเป็นสงครามตัวแทนหรือขยายใหญ่โตจนกลายเป็นสงครามโลกครั้งที่สามได้

สหรัฐ ฯ ชนะในเวเนซูเอลา (อันดับ 1 น้ำมันสำรองของโลก) แล้ว

สหรัฐ ฯ เป็นมิตรกับซาอุดิอาระเบีย ทำสัญญาใจกันไว้ ทำให้เกิด Petrodollar แล้ว (อันดับ 2 น้ำมันสำรองของโลก)

ถ้าสหรัฐ ฯ ชนะในอิหร่านแล้ว (อันดับ 3 น้ำมันสำรองของโลก)

ประเทศต่อไปที่มีน้ำมันสำรองเป็นอันดับสี่ของโลกคือแคนาดา จะเป็นประเทศต่อไปที่ Donald Trump ต้องการผนวกดินแดน (Annexation) หรือไม่?

ส่วนอิรัก (อันดับ 5 น้ำมันสำรองของโลก) เจอสงครามอ่าวและสงครามอิรักไปแล้วสองครั้ง ถ้าแข็งข้อก็จะเจออีกหรือไม่?

ฤา Petrodollar จะลุกลามเป็นสาเหตุมหาสงครามโลกครั้งที่สาม?