xs
xsm
sm
md
lg

เลิกซื้อสินค้าจากอิสราเอล

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: อ.สุดาทิพย์ จารุจินดา อินทร



บทบรรณาธิการนสพ.ชั้นนำของอังกฤษ (และของยุโรป) The Financial Timesฉบับวันที่ 2 กันยายน ที่เพิ่งผ่านมา ได้เรียกร้องให้เหล่าประเทศสมาชิกของสหภาพยุโรป และประเทศตะวันตกชั้นนำอื่นๆ ต้องมีมาตรการตอบโต้ที่เข้มข้นขึ้นต่อความรุนแรงของเหล่าชาวนิคม (Settlers) ที่ได้รับความสนับสนุนจากรัฐบาลของนายกฯ เนทันยาฮู ที่ได้เข้าไปใช้ความรุนแรงป่าเถื่อนในการฆ่าชาวปาเลสไตน์เจ้าของถิ่นที่เวตส์แบงก์ เพื่อยึดบ้านเรือนเรือกนาไร่สวนของชาวปาเลสไตน์ โดยมีกฎหมายที่ออกโดยสภาฯ และเสนอโดยรัฐบาลเนทันยาฮู หรือเป็นคำสั่งบริหารของรัฐบาลให้ขยายเขตนิคมออกไปเรื่อยๆ เกินเลยจากข้อตกลงที่ได้ทำไว้กับยูเอ็นเมื่อปี 1948 ซึ่งเป็นปีที่ยูเอ็นได้ประกาศยอมรับประเทศเกิดใหม่คือ อิสราเอล

ขณะนี้เขตเวสต์แบงก์ของชาวปาเลสไตน์หดเล็กลงทุกๆ วัน จากการละเมิดของรัฐบาลนายเนทันยาฮู ที่ให้ไฟเขียวตลอด 3 ช่วงที่เขาเป็นนายกรัฐมนตรี ให้ขยายเขตนิคมบุกรุกและฆ่าชาวปาเลสไตน์ในเวสต์แบงก์อย่างโจ๋งครึ่ม โดยแจกปืนลูกซองแก่ชาวนิคมให้ขับไล่ด้วยทุกวิถีทางให้ชาวปาเลสไตน์ต้องละทิ้งบ้านเรือนของตน ด้วยการบีบบังคับด้วยปืน

ถ้าไม่ยอมย้ายออกไปโดยไม่เจ็บตัว ก็อาจถูกราดน้ำมันทั้งบ้าน เผาทั้งเป็นทั้งลูกเล็กเด็กแดง...บางกรณีเอากองทัพไปล้อมบ้านชาวปาเลสไตน์ห้ามเข้า-ห้ามออก จนหมดเสบียงอาหารและน้ำ (ในแผ่นดินทะเลทราย) ก็ต้องตายกันทั้งครัวเรือน แล้วชาวนิคม (ชาวยิว) ก็เข้าครอบครองบ้านที่ปล้นมาได้ ทั้งทรัพย์สินและไร่สวนทั้งหมด

ก่อนอื่นคือ นสพ.Financial Times นั้น เป็นที่รู้กันว่า มีผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นเหล่านักธุรกิจชาวอังกฤษ ซึ่งนับถือศาสนายิวเป็นส่วนใหญ่ ก็ยังมิวายอดทนไม่ไหวที่ต้องออกบทบรรณาธิการเช่นนี้ เพราะทนการกระทำของรัฐบาลเนทันยาฮู และเหล่าผู้ตั้งถิ่นฐานชาวนิคมที่กระหายเลือด (Radical Settlers) ซึ่งนำความเสื่อมเสียและเกลียดชังชาวยิวขยายวงแผ่ซ่านไปทั้งโลกนั่นเอง ซึ่งจะย้อนกลับมากระทบต่อธุรกิจของชาวยิวซึ่งมีธุรกิจมากมาย โดยเฉพาะทางการเงินของโลกเรานี้ รวมทั้งอุตสาหกรรมเพชรนิลจินดา และทองคำของทั้งโลก

ปรากฏว่า น่าจะได้ผลเพราะขณะนี้มีอยู่ 12 ประเทศชั้นนำได้ออกแถลงการณ์จะคว่ำบาตรสินค้าที่มาจากเวสต์แบงก์ ซึ่งเป็นสินค้าเปื้อนเลือดชาวปาเลสไตน์ที่ต้องสูญเสียชีวิต (ถูกปืนกราดยิงระยะเผาขน!!!) และทรัพย์สินสิ้นเนื้อประดาตัวกับความป่าเถื่อนของชาวนิคมยิวที่เข้าไปปล้นฆ่าพวกเขา เพื่อช่วงชิงดินแดนและทรัพย์สิน โดยมีรัฐบาลขวาจัดกระหายเลือดพรรคลิคุดของนายเนทันยาฮู และพรรคร่วมเป็นแหล่งอมนุษย์ที่ไร้ความปรานีโดยสิ้นเชิง

มี 3 ประเทศที่เพิ่งประกาศคว่ำบาตรสินค้าจากเวสต์แบงก์ และจะขยายไปรวมทั้งสินค้าอื่นๆ จากอิสราเอล เช่น พวกอาวุธยุทโธปกรณ์, สินค้าไฮเทค เป็นต้น

3 ประเทศนี้คือ ฝรั่งเศส, อังกฤษ และแคนาดา (ของนายกฯ มาร์ค คาร์นีย์) ซึ่งแม้จำนวนสินค้าจะเป็นพวกเกษตร (ที่ชาวปาเลสไตน์ปลูกเอาไว้ เช่น มะกอก,มะเขือเทศ, อินทผลัม, ส้ม, พีช เป็นต้น) ก็ถูกชาวยิวบ้าเลือดเหล่านี้ฆ่าเจ้าของสวนตายทั้งครอบครัว แล้วเข้าไปยึดสวนของชาวปาเลสไตน์ แล้วเก็บผลิตผลที่เจ้าของสวนเดิมได้ลงทุนลงแรงเอาไว้-เอามาเป็นผลผลิตของตน-ออกขายไปในยุโรป!! และที่บ้านของเราที่ประเทศไทยด้วย!!

การประกาศคว่ำบาตรของ 3 ประเทศนี้ อาจไม่ถึงกับส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวมของอิสราเอล แต่เป็นสัญลักษณ์ที่ต้องการประจานไปทั้งโลกถึงความเหี้ยมโหดของรัฐบาลปัจจุบันของอิสราเอล-และหนุ่มสาวอิสราเอลที่เข้าไปปล้นฆ่าชาวเวสต์แบงก์

นัยยังหมายถึงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของรัฐบาลอิสราเอลที่กาซาเข้าสู่ปีที่ 3 เพื่อตอบโต้ต่อการที่ชาวปาเลสไตน์ ที่เหมือนนักโทษอยู่ในคุกเปิดที่มีอิสราเอลและประเทศสหรัฐฯ ร่วมกันกดขี่ข่มเหงชาวปาเลสไตน์อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 1948 ตลอด 80 ปีที่ผ่านมา โดยบังคับด้วยปืนให้ชาวปาเลสไตน์ต้องอพยพออกจากบ้านของตนเอง เพื่อเปิดทางให้ชาวอิสราเอลเข้าไปยึดบ้านและไร่นาสวนผสมของชาวปาเลสไตน์

ชาวกาซาตายไปแล้วเป็นแสนคน โดยการกราดยิงถล่มแบบฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ โดยเฉพาะการจ้องเล็งยิงเด็กๆ และผู้หญิง (ยิ่งท้องอยู่ก็จะต้องตายก่อน) และเมื่อเร็วๆ นี้ ก่อนจะลงคะแนนเลือกตั้งในวันที่ 27 ตุลาคมนี้ นายBen Gvir รมต.กระทรวงความมั่นคง ออกคำสั่งให้กองทัพ IDP ฆ่าชาวปาเลสไตน์อย่างน้อยคืนละ 30-40 คนที่กาซา เพื่อให้ชาวกาซาตายให้หมดเกลี้ยงหรือไม่งั้นก็ต้องอพยพออกไปจากกาซาให้หมด เพื่อรัฐบาลอิสราเอลจะได้เข้าไปยึดเป็นนิคม และลงทุนแปลงโฉม (ตามแผนฟื้นฟูที่สวยหรูของลูกเขยหมายเลขหนึ่งของสหรัฐฯ-นายจาเร็ด คุชเนอร์) ให้กลายเป็นRiviera ริมทะเเมดิเตอร์เรเนียน และตามแผนของ Board of Peace จากฆาตกรโดนัลด์ ทรัมป์

น่าสังเกตว่า ฝรั่งเศสและอังกฤษมีประชากรที่นับถือศาสนายิวเป็นจำนวนมหาศาล ฝรั่งเศสมีประมาณ 5 แสนคน-ฝรั่งเศสมีประชากรชาวยิวมากสุดเป็นอันดับสามของทั้งโลก (อันดับหนึ่งคืออิสราเอล;อันดับสองคือ สหรัฐฯ)

สำหรับอังกฤษนั้น เป็นที่อยู่ของชาวอังกฤษนับถือยิวที่เป็นเจ้าของธุรกิจการเงินการธนาคารมากมาย และเป็นบ่อเกิดที่ทำให้ยูเอ็นตั้งรัฐอิสราเอลเมื่อ 78 ปีที่แล้ว

และ รมต.ต่างประเทศอังกฤษคนล่าสุดคือ ED Miliband ซึ่งเป็นชาวยิวด้วย ได้เสนอการคว่ำบาตรสินค้าเกษตรเปื้อนเลือดจากอิสราเอลด้วย

เพราะ ED Miliband เป็นยิวที่มองถึงความป่าเถื่อนของรัฐบาลอาชญากรสงครามเนทันยาฮู...และยังมีศ.เจฟฟรีย์ แซคส์ แห่งม.โคลอมเบียของสหรัฐฯ; มี.โจเจฟ สติกลิสซ์-นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ซึ่งเป็นยิวด้วย รวมทั้งศ.พอล ครุกแมน ก็เป็นยิวที่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของรัฐบาลบ้าสงครามของเนทันยาฮู เช่นเดียวกับนักการศาสนายิวและผู้นำยิวอีกมากมายที่ไม่เห็นด้วยกับความบ้าเลือดของรัฐบาลยิวขณะนี้

อีก 9 ประเทศที่ร่วมคว่ำบาตรสินค้าจากอิสราเอลคือ เดนมาร์ก, ฟินแลนด์, ไอซ์แลนด์, ไอร์แลนด์, นอร์เวย์, โปแลนด์, โปรตุเกส, สเปน, สวีเดนและที่จะมีตามมาอีกมาก