xs
xsm
sm
md
lg

เรื่องพิเศษ

x

เมื่อ “สลิ่ม” แบกระบอบสีน้ำเงิน แล้วอุดมการณ์ที่เคยต่อสู้หายไปไหน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



คำว่า “สลิ่ม” เริ่มต้นจากคำที่ฝ่ายตรงข้ามใช้เรียกคนเสื้อหลากสี ก่อนจะกลายเป็นคำเหยียดหยามทางการเมืองที่ฝ่ายสนับสนุนระบอบทักษิณใช้เรียกฝ่ายตรงข้าม แต่สุดท้ายก็กลายเป็นสามัญนามที่ฝ่ายตรงข้ามกับระบอบทักษิณจำนวนหนึ่งยืดอกรับคำเรียกขานนี้ เพราะตอนนั้นสลิ่มต่อสู้กับระบอบทักษิณที่ใช้อำนาจอย่างไม่บันยะบันยัง

ระบอบทักษิณที่ชนะเลือกตั้งอย่างท่วมท้นด้วยการกวาดต้อน ส.ส. เข้ามาร่วมพรรค ควบรวมพรรคการเมือง แม้ชัยชนะจะมาจากการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย แต่ทักษิณก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเรื่องการใช้อำนาจแทรกแซง ส.ว. จนเกิดคำเรียกว่า “สภาผัวเมีย” ในยุคนั้น รวมถึงข้อกล่าวหาเรื่องการแทรกแซงองค์กรอิสระ และการโยกย้ายข้าราชการเพื่อให้คนของตัวเองขึ้นมาสู่อำนาจ

วันนั้นสลิ่มจำนวนมากออกมาบนท้องถนน เพราะมองเห็นความไม่ชอบธรรมของระบอบทักษิณ และพวกเขาก็สืบทอดมาสู่การขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ จากกรณีผลักดันนิรโทษกรรมสุดซอยที่ถูกมองว่าเพื่อล้างผิดให้ทักษิณ

คนที่ถูกเรียกว่า “สลิ่ม” จึงเป็นคนที่สนใจและกระตือรือร้นทางการเมือง หลายคนเคยทำอาชีพอย่างอื่นมาก่อน แต่เมื่อโซเชียลมีเดียพัฒนาให้ทุกคนมีกระบอกเสียงของตัวเอง จนกลายเป็นอินฟลูเอนเซอร์ทางการเมือง แม้พวกเขาจะอยู่ในกะลาดิจิทัล (Echo Chamber) ของตัวเองก็ตาม แต่มันก็ทำให้พวกเขามีรายได้ จนบางคนผันตัวเองมาเป็นอินฟลูฯ การเมืองมืออาชีพ ที่มีสาวกคอเดียวกันคอยติดตาม

แน่นอน ภาพของสลิ่มคือคนที่รักความถูกต้อง เกลียดนักการเมืองโกง และรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ สถาบันหลักของชาติ และเป็นฝ่ายอนุรักษนิยม

แต่ความรู้สึกของสลิ่มกับพรรคของระบอบทักษิณวันนี้เบาบางลงไป เพราะพวกเขามีพรรคที่น่ากลัวกว่าคือพรรคส้ม ที่มีเป้าหมายท้าทายต่อระบอบและอุดมการณ์ของรัฐมากกว่า ที่สำคัญ วันนี้พรรคของทักษิณเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลที่พวกเขาแบกอยู่

อุดมการณ์ที่เคยต่อสู้กับระบอบทักษิณ ควรจะเป็นชุดความคิดหลักที่สลิ่มยึดมั่น แต่พวกเขากลับยอมรับได้กับพรรคการเมืองที่พวกเขาสนับสนุน ทั้งที่มีพฤติกรรมหลายอย่างที่หนักกว่าระบอบทักษิณที่พวกเขาเคยขับไล่เสียอีก

เพราะวันนี้สิ่งที่สังคมเรียกว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่มีอำนาจสูงสุดอยู่ที่บุรีรัมย์นั้น กำลังมีอำนาจเหนือกว่าระบอบทักษิณมาก และใช้อำนาจอย่างไม่บันยะบันยังมากกว่า

ระบอบประชาธิปไตยที่ควรจะกระจายอำนาจ สร้างระบบตรวจสอบคานกันระหว่างฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และองค์กรอิสระ กลับถูกตั้งคำถามว่ากำลังตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของศูนย์อำนาจเดียว แถมสภาล่างและสภาสูงในฝ่ายนิติบัญญัติก็ถูกตั้งข้อสังเกตว่าอยู่ภายใต้อิทธิพลของคนคนเดียว จะให้ซ้ายหันขวาหันอย่างไรก็ได้

ใครจะขึ้นเป็นกรรมการหรือตุลาการในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ต้องรู้ว่าจะต้องทำอย่างไรจึงจะผ่านด่าน ส.ว. และต้องไปศิโรราบต่อใคร

น่าคิดว่า ทำไมเหตุการณ์เหล่านี้ซึ่งควรเป็นสิ่งที่สลิ่มต่อต้าน หากในอดีตที่ต่อสู้กับทักษิณเพราะมีพฤติกรรมไม่ต่างกัน แต่วันนี้กลับเงียบสนิท ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีคนคอยแก้ต่างและอวยระบอบสีน้ำเงินต่างๆ นานา

พวกเขามองไม่เห็น ไม่รับรู้เลยหรือว่ามีคนสามารถควบคุม ส.ว. ได้ ไม่คิดเลยหรือว่าพฤติกรรมแบบนี้มันอันตรายต่อระบอบประชาธิปไตย แล้วมองไม่เห็นหรือว่า การที่ ส.ว. ส่วนใหญ่ถูกกล่าวหาว่าถูกควบคุมโดยศูนย์อำนาจเดียว มีข้อกล่าวหาและหลักฐานจำนวนมากเกี่ยวกับการใช้เล่ห์กลในการเลือก ส.ว. หรือที่เรียกกันว่า “ฮั้ว ส.ว.”

ตอนนี้สลิ่มที่กลายเป็นคนแบกระบอบสีน้ำเงินก็พากันบอกว่า “ส้มก็ฮั้วแต่แพ้” แต่คำถามของผมคือ แล้วการฮั้วไม่ว่าโดยฝ่ายไหนมันผิดกฎหมายไหม

ลองไปอ่านรัฐธรรมนูญและกฎหมายว่าด้วยการได้มาของ ส.ว. ว่าการจัดตั้งหรือดำเนินการเพื่อให้กระบวนการเลือกไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม มีกฎหมายกำกับไว้อย่างไร

คดีนี้มีผู้ถูกร้อง 229 คน โดยคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26 เคยเสนอให้ดำเนินการ แต่ต่อมาคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งชุดที่ 36 กลับมีมติ 5 ต่อ 2 ว่าข้อกล่าวหาไม่มีมูล และเรื่องขึ้นไปอยู่ที่ กกต.ชุดใหญ่ ขณะที่มีข่าวว่าจะมีการดำเนินการเพียงไม่กี่คนจาก 229 คน

คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ความเป็นอิสระขององค์กรที่กำลังวินิจฉัยคดีนี้ เพราะ กกต. ส่วนใหญ่ผ่านกระบวนการเห็นชอบจาก ส.ว.ชุดนี้นั่นเอง

แล้วสลิ่มมองออกไหมว่านี่เป็นสิ่งชั่วร้าย อุดมการณ์ที่เคยต่อต้านระบอบทักษิณที่ใช้อำนาจอย่างไม่ชอบธรรม ที่เคยต่อสู้กันมาอย่างยาวนานหายไปไหน เมื่อระบอบสีน้ำเงินก็ถูกตั้งคำถามด้วยพฤติกรรมในลักษณะเดียวกัน แถมในหลายเรื่องหนักหนากว่ากันมาก

ข้าราชการวันนี้ ถ้าไม่ใช่สายตรงระบอบสีน้ำเงินจะเติบโตได้แค่ไหน ระบบความรู้ความสามารถและระบบคุณธรรมกำลังเหลือพื้นที่อยู่เพียงใด เมื่อการแต่งตั้งโยกย้ายตำแหน่งสำคัญถูกตั้งคำถามเรื่องเครือข่ายและสายสัมพันธ์ทางอำนาจอยู่ตลอดเวลา

ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกรณีศักดิ์สยาม ชิดชอบ ว่ายังคงไว้ซึ่งความเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นบุรีเจริญฯ จนความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง แต่พอเรื่องไปถึง ป.ป.ช. กลับมีมติยกคำร้อง โดยอธิบายว่าเป็นการพิจารณาคนละประเด็นกับศาลรัฐธรรมนูญ

พอฝ่ายค้านและ ส.ว. ร้องพฤติกรรมของ ป.ป.ช. เพื่อให้ประธานรัฐสภาส่งเรื่องไปยังศาลฎีกาเพื่อพิจารณาตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ ประธานรัฐสภาซึ่งเป็นคนของระบอบสีน้ำเงินกลับเอาเรื่องไปดองไว้ โดยอ้างว่าต้องตั้งกรรมการตรวจสอบ ทั้งที่ยื่นเรื่องกันมาตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน จนวันนี้ผ่านมาเกือบ 3 เดือนแล้วยังไม่มีความชัดเจน

สิ่งเหล่านี้คือการใช้อำนาจอย่างชอบธรรมหรือ

อยู่ๆ เห็นเงินของแผ่นดิน 1,621 ล้านบาท ก็ไปคิดโครงการ TH-AI Passport มีข้อกังขาต่อการเขียนสเปกและกระบวนการประมูลว่าเอื้อประโยชน์แก่เอกชนบางกลุ่มหรือไม่ แต่สุดท้ายเหมือนเอาเงินไปละเลง เพราะ AI Passport ที่ให้ประชาชนใช้จากงบ 1,621 ล้านบาทนั้น ผมมองว่าห่วยกว่า AI ฟรีของผู้ให้บริการต่างๆ ที่ประชาชนใช้กันอยู่แล้วเสียอีก

แต่โครงการนี้ก็ไม่ฟังเสียงของสังคม ยังเดินหน้าต่อไป

การโกงทุจริตสอบที่พัวพันกับคนใกล้ชิดในรัฐบาล เกิดขึ้นในยุคที่ใครดูแลกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นก็รู้กันอยู่ แถมมีตัวเลขเงินที่เกี่ยวข้องกับขบวนการทุจริตสอบถูกพูดถึงกว่า 4,500 ล้านบาท สุดท้ายจะสาวถึงตัวการใหญ่หรือไม่

เรื่องนี้สลิ่มที่เกลียดการทุจริตก็ไม่สนใจ

ไหนจะ “ไอ้โม่ง” ที่กักตุนน้ำมัน ทั้งที่รัฐบาลทำท่าขึงขังว่าจะเอาตัวมาลงโทษ ถึงขั้นประกาศว่า “ต่อไปนี้จะไม่มีไอ้โม่ง” แต่วันนี้เรื่องกลับเงียบหาย จนอดตั้งคำถามไม่ได้ว่าไปเจอตออะไร หรือไปเจอพรรคพวกของใครเข้า

วันนี้สลิ่มกลายเป็นคนแบกอนุทินที่ทำอะไรก็ดีไปหมด แม้จะไม่เห็นวิสัยทัศน์อะไร สลิ่มก็ปลื้มที่อนุทินเป็นคนสุขนิยม รักเสียงเพลงและดนตรี และสะใจกับการเป็นเกรียนคีย์บอร์ดตอบโต้กับฝ่ายตรงข้าม จนมองไม่เห็นสิ่งที่ระบอบสีน้ำเงินกำลังกระทำ ซึ่งหลายเรื่องไม่ต่างจากสิ่งที่ตัวเองเคยออกมาต่อสู้กับระบอบทักษิณ

มีบางคนบอกว่า ถ้าไม่เชียร์อนุทินแล้วจะเอาใคร ตอนนี้อนุทินดีที่สุด คำถามคือ การคิดแบบนี้ทำให้เราต้องยอมรับความบิดเบี้ยวของระบอบประชาธิปไตยด้วยหรือ

ถ้าวันหนึ่งเราออกมาต่อสู้กับการรวมศูนย์อำนาจ เพราะเห็นว่ามันไม่ถูกต้อง เราก็ควรต่อต้านการรวมศูนย์อำนาจไม่ว่าคนที่ทำจะชื่อทักษิณหรือชื่ออะไรก็ตาม ถ้าเราเคยต่อต้านการแทรกแซงองค์กรอิสระ เราก็ควรต่อต้านไม่ว่าคนที่ถูกกล่าวหาว่าแทรกแซงจะเป็นฝ่ายไหน

ถ้าเราเคยเกลียดระบบเส้นสาย การแต่งตั้งพวกพ้อง และการทำลายระบบคุณธรรม เราก็ควรเกลียดมันเหมือนเดิม ไม่ใช่เกลียดเฉพาะเวลาที่ฝ่ายตรงข้ามเป็นคนทำ และถ้าเราเคยบอกว่าการฮั้ว การโกง และการบิดเบือนกระบวนการประชาธิปไตยเป็นสิ่งชั่วร้าย มันก็ควรชั่วร้ายเหมือนเดิม ไม่ว่าสีแดง สีส้ม หรือสีน้ำเงินเป็นคนทำ

ไม่ใช่พอฝ่ายที่ตัวเองเชียร์เป็นคนทำแล้ว สิ่งที่เคยผิดกลับกลายเป็นเรื่องที่อธิบายได้ทุกอย่าง

เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น สิ่งที่เราเคยเรียกว่า “อุดมการณ์” อาจไม่ใช่อุดมการณ์มาตั้งแต่ต้น แต่มันเป็นเพียงความเกลียดชังฝ่ายตรงข้ามเท่านั้นเอง และเมื่อวันหนึ่งฝ่ายที่เราเกลียดที่สุดเปลี่ยนจากทักษิณมาเป็นส้ม เราก็พร้อมจะให้อภัยทุกอย่างที่ฝ่ายของเราทำ ขอเพียงเขายืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับส้ม

ถ้าเป็นเช่นนั้น อุดมการณ์ที่เคยต่อสู้กันมาจะเหลือความหมายอะไร มันก็ไม่ต่างอะไรกับการถ่มน้ำลายรดฟ้า

บอกหน่อยสิว่า ระบอบสีน้ำเงินที่แบกอยู่นั้น มีพฤติกรรมการใช้อำนาจแตกต่างอย่างไรกับระบอบทักษิณที่คนซึ่งถูกเรียกว่า “สลิ่ม” เคยออกมาขับไล่ แล้วอุดมการณ์ที่เคยยึดถือหายไปไหน