เป็นคำพูดที่หนักแน่นของนายกฯ แคนาดาผู้กล้า อดีตผู้ว่าธนาคารกลางคนเก่ง ทั้งที่บ้านตนเองและที่ประเทศอังกฤษ (ที่ไม่เคยยอมให้คนที่ไม่ใช่สัญชาติอังกฤษเท่านั้นมาเป็นผู้ว่าธนาคารกลางอังกฤษ...และน่าจะไม่เคยมีที่ใดๆ ในโลกที่ยอมให้คนต่างสัญชาติมารับหน้าที่สำคัญยิ่งของชาติเช่นนี้...นั่นคือ เขาเป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์ของโลกทีเดียว)
นายกฯ มาร์ก คาร์นีย์ นายกฯ คนที่ 24 ของแคนาดา อายุขณะนี้ 61 ปี และเพิ่งได้รับชัยชนะเมื่อต้นปี 2025 จากการแข่งขันกับคู่แข่งที่มีคะแนนนำมาก โดยคู่แข่งของเขาเป็นประหนึ่งฝาแฝดของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่มีนโยบายขวาตกขอบและศรัทธาในนโยบายของทรัมป์เป็นที่สุด
มาร์ก คาร์นีย์ ชนะอย่างถล่มทลาย (ทั้งๆ ที่ทั้งหัวหน้าพรรคและอดีตนายกฯ ก่อนเขาคือ นายจัสติน ทรูโด มีคะแนนนิยมตกต่ำมาก เพราะถูกโดนัลด์ ทรัมป์ ดูถูกเหยียดหยามว่าเป็นเด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม และถูกอัดรังแกจากคำพูดดูถูกจากทรัมป์อยู่เสมอๆ) และรณรงค์ปลุกคนแคนาดาให้ฮึกเหิมไม่ยอมจำนนต่อการถากถางจากทรัมป์ โดยทรัมป์หาเสียงในหมู่สาวก MAGA ว่า แคนาดาน่าจะมาเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ มากกว่า เป็นประเทศที่พึ่งพาสหรัฐฯ ด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง
นายกฯ คาร์นีย์ เพิ่งเข้ามารับตำแหน่งในต้นปีที่แล้ว (2025) ต้องเผชิญกับนโยบายสงครามการค้าที่ปธน.ทรัมป์ ประกาศกับทั้งโลก โดยใช้กำแพงภาษีนำเข้าสหรัฐฯ เป็นตัวกดดันคู่ค้าทั้งโลก ซึ่งทั้งแคนาดาและเม็กซิโกนั้นมีสถานะพิเศษ เนื่องจากมีข้อตกลงเสรีการค้าอเมริกาเหนือหรือ NAFTA ตั้งแต่ต้นปี 2000 (ในสมัยปธน.คลินตัน) แต่ก็ยังถูกทรัมป์กดดันโขกสับให้สินค้าจากทั้งแคนาดาและเม็กซิโกที่อยู่นอกลิสต์ของข้อตกลงการค้าเสรีต้องปรับอัตราภาษีนำเข้าสหรัฐฯ สูงลิ่ว โดยข้อกล่าวหาว่า แคนาดาหละหลวมและเป็นช่องทางของสารเฟนทานิลทะลักผ่านเข้ามาสหรัฐฯ (ทั้งๆ ที่ตัวเลขที่ลักลอบและจับได้มีน้อยมาก)
นายกฯ คาร์นีย์ ก็ตอบโต้นโยบายอันธพาลของทรัมป์ โดยขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ และรณรงค์ให้ชาวแคนาดาซื้อสินค้าที่ผลิตในแผ่นดินแคนาดา จนทำให้เกิดภาพสินค้าผลิตภายในติดธงชาติจิ๋วรูปใบเมเปิลสีแดงอยู่บนผักผลไม้ทุกชนิด และสินค้าอุปโภคบริโภคของสหรัฐฯ ถูกกวาดเก็บออกไปจากชั้นวางสินค้าจนเกลี้ยง
วันที่ 20 กุมภาพันธ์ปีนี้ ศาลสูงสหรัฐฯ ตัดสินว่า ภาษีนำเข้าที่สหรัฐฯ ใช้ตอบโต้ทั้งโลก กลายเป็นโมฆะ (จากกฎหมาย IEEPA) จึงทำให้ทรัมป์ต้องเปลี่ยนมาใช้กฎหมาย 122 ที่ตอบโต้แทนกฎหมาย IEEPA แต่กฎหมายนี้เป็นกฎหมายชั่วคราวมีผลแค่ 150 วัน ก่อนที่รัฐบาลทรัมป์จะเริ่มใช้ 301 หรือ 338
พอวันสุดท้ายของกฎหมาย 122 ที่มีผลบังคับ ปธน.ทรัมป์ก็ไปงัดเอากฎหมาย 338 มาใช้กับแคนาดา ในการลงโทษต่อการเลือกปฏิบัติต่อสินค้าของสหรัฐฯ โดยประกาศสินค้า 500 รายการ ในมูลค่า 20,000 ล้านเหรียญที่จะปรับอัตราภาษีนำเข้าสหรัฐฯ สูงถึง 50% จากอัตราภาษีเดิม
ปธน.ทรัมป์ประกาศจะเจรจาภาษีนำเข้า 500 รายการนี้ในเวลา 1 เดือน ตั้งแต่ 19 กรกฎาคม จะมีผลบังคับใช้วันที่ 19 สิงหาคมนี้
ก่อนถึงกำหนดเส้นตาย ทรัมป์ก็ออกมาแจ้งกับประชาชนว่า เป็นไปด้วยดี รวมทั้งทางผู้เจรจาฝ่ายแคนาดาด้วย
ใน 500 รายการนี้ มีทั้งซีเมนต์, เฟอร์นิเจอร์ไม้, สินค้าประเภทไข่, นม, เยื่อกระดาษและผลิตภัณฑ์กระดาษต่างๆ ผลิตภัณฑ์พลาสติกหลายชนิด รวมทั้งวิกผมและอุปกรณ์กีฬา Ice Hockey เช่น ไม้ตีลูก เป็นต้น
อีก 2 ชม.ก่อนถึง 24 นาฬิกา ของวันที่ 19 สิงหาคม ปธน.ทรัมป์ออกมาประกาศว่า การเจรจาดำเนินไปด้วยดี แต่ยังไม่สามารถจบลงได้ จึงขอต่อเวลาให้อีก 3 วัน
พอวันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม นายกฯ มาร์ก คาร์นีย์ ก็ออกมาแถลงกับประชาชนชาวแคนาดาว่า ข้อตกลงจากการเจรจาไม่สามารถเกิดขึ้นได้ โดยเขาได้ใช้ความระมัดระวังอย่างมากในการบอกเลิกการเจรจาครั้งนี้ เพราะทางทรัมป์ได้ขอหลายสิ่งที่มากเกินกว่าที่แคนาดาจะรับได้ โดยเฉพาะการห้ามไม่ให้แคนาดาไปเจรจาทำข้อตกลงการค้ากับประเทศอื่นๆ ในประเภทสินค้าตัวเดียวกับที่เจรจากับสหรัฐฯ
เพราะที่ผ่านมา หลังจากปธน.ทรัมป์หมกมุ่นและประกาศเกินเลยความเป็นจริงว่าตนเองชนะต่อทุกๆ ประเทศที่ต้องศิโรราบให้กับกำแพงภาษีนำเข้าสูงลิ่วที่สหรัฐฯ อ้างว่าตอบโต้ต่อการที่สหรัฐฯ เสียเปรียบดุลการค้ากับประเทศต่างๆ...นายกฯ คาร์นีย์ ได้เดินสายเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปีที่ผู้นำแคนาดาไปยังจีน, อินเดีย, ซาอุดีอาระเบีย และอีกหลายประเทศ เพื่อขยายความร่วมมือทางการค้า, การลงทุน, เทคโนโลยี ทั้งนี้ เพื่อขยายตลาดการค้าของแคนาดาที่จะลดน้ำหนักการพึ่งพาแต่ตลาดใหญ่ตลาดเดียว คือ สหรัฐฯ เพราะแคนาดามีสินค้าที่เป็นพลังงาน, แร่ธาตุต่างๆ แร่ธาตุหายาก รวมทั้งแร่โปแตชที่สามารถจะส่งออกไปยังประเทศอื่นๆ
เมื่อข้อตกลงการค้างระหว่างสหรัฐฯ และแคนาดาไม่เกิดขึ้นในวันเส้นตายที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา ปธน.ทรัมป์ ถือโอกาสทับถมแคนาดา โดยแถลงต่อชาวโลก โดยเฉพาะแถลงกับฐานเสียงของตน (พวก MAGA) ผ่านทางคลื่นฟ๊อกซ์และ Truth Social ของเขา (ที่มีพวกสาวก MAGA เป็นสมาชิก) ว่า แคนาดาค้าขายโดยเอาเปรียบสหรัฐฯ มาโดยตลอด คิดภาษีสินค้าเกษตรพวกเนื้อสัตว์สหรัฐฯ ที่นำเข้าแคนาดาด้วยอัตราที่สูงมาก ทำร้ายเกษตรกรสหรัฐฯ ที่ยิ่งใหญ่ (เอาใจฐานเสียงของทรัมป์)...และในการเจรจา นอกจากแคนาดาไม่ยอมลดราวาศอกลงบ้าง ยังมีการนำเรื่องใหม่ๆ เข้ามาเจรจาในนาทีสุดท้าย (ว่าเข้านั่น) และโดยเฉพาะที่มาเจรจาฝ่ายแคนาดาต้องการให้สหรัฐฯ ลดภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ให้ต่ำลงมามาก จนแทบไม่เสียภาษีนำเข้าเลย...
ทรัมป์ย้ำว่า เป็นการเรียกร้องให้อัตราภาษีเป็นศูนย์ ซึ่งก็เสมือนประหนึ่งว่า แคนาดาอยู่ในฐานะไม่เสียภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ราวกับแคนาดาอยู่ในสถานะเท่ากับเป็นรัฐหนึ่งของสหรัฐฯ ทีเดียว
เป็นการเตือนชาวแคนาดา และฐานเสียงของทรัมป์ให้ระลึกถึงนโยบายในการหาเสียงของทรัมป์ ทั้งก่อนเข้าเป็นปธน.สมัยแรก และสมัยที่สองที่ว่า แคนาดาควรเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ เพื่อสหรัฐฯ จะได้ปกป้องด้านความมั่นคงให้แคนาดา และสหรัฐฯ ก็จะได้ใช้ทรัพยากรมหาศาลของแคนาดาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
การที่ทรัมป์เคยเรียกทั้งจัสติน ทรูโด และมาร์ก คาร์นีย์ ว่า เป็นแค่ผู้ว่าการรัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ เป็นประเด็นที่ชาวแคนาดาแทบทั้งหมดรับไม่ได้ โดยเฉพาะนายกฯ คาร์นีย์ ที่มองว่า เป็นเรื่องเหยียดหยามเหยียบย่ำศักดิ์ศรีและอธิปไตยของประเทศแคนาดา
นายกฯ คาร์นีย์ เคยพูดว่า “No Deal is Better than a Bad Deal” ซึ่งครั้งนี้เขาก็ยังยึดมั่นในหลักการนี้อย่างมั่นคง จะแลกหมัดต่อหมัด หรือ Dollar for Dollar…เหรียญต่อเหรียญ
เขาเคยเตือนเหล่าประเทศขนาดกลาง (เช่น ซาอุดีอาระเบีย และประเทศซีกโลกใต้อีกจำนวนมาก) ว่าต้องผนึกกำลังทั้งด้านการค้า, การลงทุน, ความมั่นคง มิฉะนั้น อาจกลายเป็น “เมนูอาหาร” ของ Super Powers แทนที่จะเป็น “เพื่อนร่วมโต๊ะอาหาร”
จุดยืนอันมุ่งมั่นและวิธีการอันชาญฉลาดของนายกฯ ผู้กล้านี้ กำลังทำให้ทรัมป์โกรธจนตัวสั่น แต่ก็ไม่สามารถเคี้ยวแคนาดาได้อย่างแน่นอน


