วันที่ 18 สิงหาคม เป็นวันแสดงความอาลัยด้วยรัฐพิธี (เผา) ศพที่สุสานหลวง ณ นครปักกิ่ง แก่รัฐบุรุษอดีตนายกรัฐมนตรี จู หรงจี ที่ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ที่ผ่านมา จากอาการป่วยด้วยวัย 97 ปี...โดยมีการลดธงครึ่งเสาทั่วประเทศแก่สมาชิกพรรคคนสำคัญที่อุทิศตนเพื่อประเทศจีน และมีบทบาทสำคัญทำให้จีนเปิดประตูสู่โลกและเจริญยิ่งใหญ่ จนมาถึงวันนี้
นายกฯ จู หรงจี เป็นมือขวาของปธน.เจียง เจ๋อหมิน ที่คัดท้ายเรือสำเภาใหญ่ของจีน จนเกิดการแปรรูปรัฐวิสาหกิจต่างๆ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและความโปร่งใสในองคาพยพ เพื่อนำพาประชากรเป็นพันล้านของจีนได้ลืมตาอ้าปาก เชื่อมต่อกับเศรษฐกิจโลก นำความอยู่ดีกินดี ยกระดับมาตรฐานชีวิตหลุดพ้นความยากจนจากการปิดประเทศในยุคก่อร่างสร้างประเทศสังคมนิยม...จากการควบคุมวางแผนเข้มข้นจากส่วนกลางมาสู่ Socialist-Market Economy ที่ท่านเติ้ง เสี่ยวผิง ได้วางรากฐานเอาไว้
ขณะเดียวกัน ก็ยกมาตรฐานการจัดเก็บภาษีให้เป็นระบบเดียวที่ดึงเอาอำนาจท้องถิ่นที่ไม่โปร่งใสให้เป็นระบบเดียวที่โปร่งใสและตรวจสอบได้
ยกระดับระบบธนาคารให้มีโครงสร้างเป็นธนาคารพาณิชย์มากขึ้น ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารกลางที่ท่านจู หรงจี เป็นผู้ว่าฯ ธนาคารกลางของจีนเป็นคนแรก-ตลอดจนปฏิรูประบบที่อยู่อาศัยจากแบบสวัสดิการทั้งประเทศ ให้เป็นระบบเอกชนสมัยใหม่ ทำให้เพิ่มที่อยู่อาศัยแก่ประชากรเป็นพันล้านคน
การปฏิรูปครั้งใหญ่นี้ จะสำเร็จไม่ได้เลย ถ้าผู้ทำหน้าที่สำคัญนี้เห็นแก่ประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง ฉกฉวยฉ้อราษฎร์บังหลวงดังที่เกิดในประเทศไทย ที่นักการเมืองส่วนใหญ่ตักตวงผลประโยชน์จากฉากหน้าคือการปฏิรูป โดยขโมยเงินหลวงเข้ากระเป๋าตัวเอง ด้วยจำนวนมหาศาล และทำให้การปฏิรูปไม่ส่งผลประโยชน์แก่ประชามหาชน
นายกฯ จู หรงจี ประกาศทันทีที่เข้ารับตำแหน่งในปี 1998 ว่า เขาได้เตรียมหีบศพเอาไว้ถึง 100 โลง เพื่อจัดการอย่างจริงจังกับคนฉ้อราษฎร์บังหลวง โดยจะเอาถึงตายทีเดียวไม่ปล่อยให้ลอยนวลเป็นละครน้ำเน่าแบบที่กำลังเล่นละครอยู่ในไทยขณะนี้ (และตลอด 20 ปีที่ผ่านมา)
ท่านเป็นคนที่พูดตรง ไม่อ้อมค้อมหรือเจ้าสำบัดสำนวน คือ ตีสำนวนไปวันๆ หนึ่ง เรียกว่า ประเภทพูดเก่งแต่พอถึงปฏิบัติก็หงายกลิ้ง แต่อาจเป็นเพราะท่านเอาจริงเอาจังกับภารกิจศักดิ์สิทธิ์ในการปฏิรูปบ้านเมือง และเติบโตมาทางสายช่าง ด้วยจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยดีเด่น (ชิงหัว) ที่ปักกิ่ง ทางด้านวิศวกรรมไฟฟ้า ทำให้พูดตรงไม่อ้อมค้อม เอาจริงเอาจัง และคิดเป็นระบบ โดยเฉพาะได้เคยทำงานอยู่กับหน่วยงานนโยบายและวางแผนถึง 10 ปี (คล้ายๆ สภาพัฒน์ของไทย)
ประชาชนชื่นชอบในความตรงไปตรงมาของท่านอย่างยิ่ง ขณะเดียวกัน ท่านก็มีอารมณ์ขันอยู่เสมอ โดยท่านได้ขยายความเรื่องโลงศพ 100 โลงที่ท่านวาดภาพให้เหล่าข้าราชการกังฉินทั้งหลายได้มองเห็นอนาคตของตน ว่าจะจบลงในโลงศพเหล่านี้-เมื่อถูกจับโกงได้และถูกลงโทษจากการฉ้อราษฎร์บังหลวงก็คือ การถูกประหารชีวิต
โดยท่านบอกว่า โลงศพทั้ง 100 โลงนี้ จะต้องเหลือไว้ 1 โลงสุดท้ายสำหรับตัวท่านเอง ที่จะหนีไม่พ้นจะกลายเป็นศพด้วย
จากความเคียดแค้นของเหล่าข้าราชการกังฉินที่ถูกปราบ และคงจะหาทางลอบสังหารท่านมิวันใดวันหนึ่ง ซึ่งท่านก็ยอมตายเพื่อสู้กับการโกงกินบ้านเมืองก็ต้องประกาศว่า จะสู้แค่ตายนั่นแหละ
การแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่มีเป็นล้านๆ แห่ง ไม่ว่ากิจการเล็กๆ เช่น ร้านอาหาร ก็เป็นร้านอาหารของรัฐ (ทั้งของรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่น) เพราะในช่วงก่อร่างสร้างชาติในระบบสังคมนิยมเข้ม หลังสงคราม และการเข้ายึดครองอำนาจรัฐ ที่มีการวางแผนเข้มงวดจากส่วนกลาง และยังผ่านช่วงที่เหมาประกาศนโยบายดอกไม้บาน 100 ดอก และThe Great Leap Forward ที่จะกระโจนเปลี่ยนจีนให้เป็นประเทศอุตสาหกรรมก้าวหน้าภายในบัดดล จนทำให้เกิดอาการข้าวยากหมากแพงถ้วนทั่ว-จากการพัฒนาที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง
รวมทั้งช่วงปฏิวัติวัฒนธรรมโดยนางเจียง ชิง และ Gang of Four มีการวางแผนเข้มงวดมาจากส่วนกลาง
การแปรรูปรัฐวิสาหกิจเหล่านี้ จำต้องปลดพนักงานออกเป็นเรือนล้าน แต่เมื่อเปลี่ยน (อย่างโปร่งใส) เป็นของเอกชน (ที่มีความสามารถ) ก็ทำให้รัฐเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้นและอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เพื่อมาจ่ายเป็นสวัสดิการแก่ผู้ตกงานเป็นจำนวนหลายล้านคน-โดยมีการฝึกอาชีพขนานใหญ่ทั่วประเทศ
ปีแรกที่เข้ามารับหน้าที่นายกฯ เกิดน้ำท่วมใหญ่ในฤดูร้อนนั้น และทำให้ฝายน้ำที่สร้างจากการฉ้อราษฎร์บังหลวงในระดับท้องถิ่น และส่วนกลางเป็นฝายน้ำที่ไม่สามารถกั้นน้ำหลากได้เลย จนทำให้ฝายและเขื่อนพังทลายอย่างง่ายดาย ทำให้นายกฯ จู เกิดโมโหอย่างมาก กับภาพประชาชนจำนวนมากต้องตายจากฝายพังง่ายๆ โดยท่านเปรียบฝายที่พังง่ายๆ นี้เหมือนก้อนเต้าหู้ที่ไม่มีความเข้มแข็งพอจะทนน้ำป่าที่บ่าท่วมมาได้ และท่านเรียกฝายและเขื่อนที่สร้างโดยมีการฉ้อราษฎร์บังหลวงนี้ว่าเป็นก้อนเต้าหู้ที่เละยุ่ยอย่างน่าสมเพชนัก
และแน่นอนว่า ท่านเดินหน้าสืบสวนย้อนหลังว่า เขื่อนนี้สร้างและอนุมัติมาตั้งแต่สมัยใคร แล้วจับผู้ควบคุมงานและอนุมัติโครงการมาลงโทษถึงประหารชีวิต
ช่วงที่ไทยเผชิญวิกฤตต้มยำกุ้ง (1997) ท่านมีตำแหน่งเป็นรองนายกฯ และต่อมาขึ้นเป็นนายกฯ ได้มองเห็นการลามของวิกฤตจากไทยไปยังเกาหลี-ไปยังอินโดนีเซีย ซึ่งทำให้ค่าของเงินบาท, เงินวอน, เงินรูเปียห์ ลดค่าลงฮวบฮาบ ขณะที่สินค้าส่งออกของทั้ง 3 ประเทศนี้ ก็มีอยู่มากหลายประเภท ที่แข่งกับสินค้าของจีน-ซึ่งทั้ง 3 ประเทศก็เกิดอาการวิตกว่า ถ้าจีนจะลดค่าเงินหยวน เพื่อเพิ่มขีดแข่งขันของสินค้าจีน ก็ย่อมเป็นไปได้
แต่การที่ท่านเคยเป็นผู้ว่าฯ ธนาคารกลางจีน และมีความรู้เรื่องเศรษฐกิจภูมิภาค ซึ่งถ้าท่านตัดสินใจให้หยวนลดค่าเงินลงมาแข่งกับเงินของ 3 ประเทศที่กำลังเผชิญวิกฤตค่าเงิน ก็น่าจะทำให้ซ้ำเติมเศรษฐกิจของ 3 ประเทศ และจะลามไปทั่วเอเชียมากขึ้น
ท่านตัดสินใจคงค่าเงินหยวนเอาไว้ เพื่อเปิดทางให้เศรษฐกิจของ 3 ประเทศได้ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว โดยการส่งออกและการท่องเที่ยวของ 3 ประเทศฟื้นตัวเร็วมากๆ จน 3 ประเทศสามารถออกจาก IMF ได้เร็วกว่ากำหนดด้วยซ้ำ
นับเป็นการมองการณ์ไกลอย่างน่าทึ่งของท่านจู หรงจี ที่ไม่เห็นแก่ผลประโยชน์ของจีนระยะสั้นๆ จากการลงมาฉวยโอกาสขายสินค้า (และบริการท่องเที่ยว) แข่งกับ 3 ประเทศ และอาจทำให้วิกฤตเศรษฐกิจลามจาก 3 ประเทศนี้ไปทั่วเอเชีย
แต่การไม่ลดค่าหยวน ทำให้เศรษฐกิจเอเชียไม่ถูกซ้ำเติมมากขึ้นด้วยซ้ำ


