ในยุคที่แอปพลิเคชันหาคู่กดเพียงคลิกเดียวก็พาไปสู่ความสัมพันธ์แบบ One Night Stand (ONS) เด็กไทยเริ่มมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกตั้งแต่อายุเพียง 14 ปี พร้อมความเชื่อที่บิดเบี้ยวว่า "HIV ก็แค่โรคเรื้อรัง กินยาวันละเม็ดก็หาย" การใช้ถุงยางอนามัยป้องกันต่ำลง ดันให้ยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่เกิน "ครึ่งหนึ่ง" กลายเป็นเยาวชนและคนรุ่นเจน Z ซ้ำร้ายเมื่อเขาเหล่านั้นเดินเข้าโรงพยาบาลหาทางรักษากลับต้องให้ “ผู้ปกครองยินยอม” ปิดทางรอด รู้ตัวอีกทีเม็ดเลือดขาวลดต่ำจนเข้าสู่วิกฤตไปแล้ว นี่คือรอยรั่วเชิงโครงสร้างที่ท้าทายระบบสาธารณสุขไทยว่าจะ "ตั้งรับเพื่อรอรักษา" หรือ "รุกเพื่อป้องกัน" ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้
ระบาดหนักพุ่งทะลุ 5 แสนคน
เจาะลึกสถานการณ์ HIV ไทยปี 2569 ยอดผู้ติดเชื้อสะสมอยู่ที่ 557,993 คน แม้ตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ ลดลงเหลือประมาณ 7,991 คนต่อปี จากเดิมกว่า 10,000 คนต่อปี แต่ประเด็นที่น่ากังวล คือ ผู้ติดเชื้อรายใหม่เป็นกลุ่มเยาวชนอายุต่ำว่า 25 ปี โดย กรุงเทพฯ ครองอันดับ 1 ของจังหวัด HIV ระบาดสูงสุด
อ้างอิงข้อมูลจาก HIV Info Hub เปิดเผยตัวเลขผู้ติดเชื้อเอชไอวี (The People Living with HIV หรือ PLHIV) ในประเทศไทยทั้ง 77 จังหวัดรวมทั้งสิ้น 557,993 คน โดยจังหวัดที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อสูงสุด 10 อันดับ ได้แก่ 1. กรุงเทพฯ มีผู้ติดเชื้อ 88,535 คน, 2. ชลบุรี มีผู้ติดเชื้อ 31,072 คน, อันดับ 3. เชียงใหม่ มีผู้ติดเชื้อ 23,949 คน, อันดับ 4. เชียงราย มีผู้ติดเชื้อ 17,524 คน, 5. นครราชสีมา มีผู้ติดเชื้อ 17,196 คน, 6. สมุทรปราการ มีผู้ติดเชื้อ 16,537 คน, 7. นนทบุรี มีผู้ติดเชื้อ 16,277 คน, 8. ขอนแก่น มีผู้ติดเชื้อ 15,876 คน, 9. ปทุมธานี มีผู้ติดเชื้อ 14,385 คน, 10. อุดรธานี มีผู้ติดเชื้อ 12,073 คน
จำแนกตามภูมิภาคของประเทศไทย พบผู้ติดเชื้อเอชไอวีมากที่สุดเรียงตามลำดับ ได้แก่ 1. ภาคกลาง 218,058 คน, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 130,233 คน, ภาคเหนือ 67,737 คน, ภาคตะวันออก 64,150 คน, ภาคใต้ 58,960 คน และภาคตะวันตก 24,755 คน
ตามข้อมูลจะพบว่าจังหวัดและภูมิภาคที่มีสัดส่วนผู้ติดเชื้อสะสมหนาแน่นเป็นศูนย์รวมของเขตเมืองใหญ่ ย่านเศรษฐกิจ และพื้นที่อุตสาหกรรม
ศ.พญ.กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ให้ข้อมูลว่าปี 2569 ประเทศไทยมีผู้อยู่ร่วมกับเอชไอวีสะสมประมาณ 557,993 คน โดยผู้ติดเชื้อรายใหม่มีประมาณ 7,991 คน ลดลงจากอดีตที่เคยสูงถึงปีละประมาณ 10,000 คน ขณะเดียวกันภาครัฐตั้งเป้าหมายลดอัตราผู้ติดเชื้อใหม่ให้เหลือไม่เกิน 1,000 คน ภายใน 3 ปีข้างหน้า
อย่างไรก็ตาม ยอดผู้ติดเชื้อสะสมพุ่งสูงสวนทางกับยอดการติดเชื้อรายใหม่ที่เริ่มชะลอตัว เป็นผลพวงโดยตรงจากประสิทธิภาพของระบบการดูแลรักษาและการจ่ายยาต้านไวรัส (ARV) ในปัจจุบัน ยาต้านไวรัสยุคใหม่สามารถกดปริมาณเชื้อในเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนทำให้ผู้ติดเชื้อมีอายุยืนยาวใกล้เคียงกับคนปกติและเสียชีวิตน้อยลง
แต่ในอีกด้านหนึ่ง การที่ผู้ติดเชื้อเดิมมีชีวิตยาวนานขึ้น ประกอบกับยังมีผู้ติดเชื้อรายใหม่เติมเข้ามาทุกวัน เฉลี่ย 20 รายต่อวัน ส่งผลให้จำนวนผู้ติดเชื้อสะสมในระบบขยายตัวใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เกิดเป็นภาระงบประมาณและภาระงานด้านสาธารณสุขระยะยาวที่ประเทศต้องแบกรับอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แอปหาคู่ สัมพันธ์ข้ามคืน เจน Z กลุ่มเสี่ยงใหม่
ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดในห้วงเวลานี้ คือ จำนวนเกินครึ่งของผู้ติดเชื้อ HIV รายใหม่เป็นกลุ่มเยาวชนและผู้ที่มีอายุประมาณ 25 ปี โดย สัดส่วน 2 ใน 3 เป็นการติดเชื้อในกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย และยังพบการติดเชื้อซิฟิลิสควบคู่กันด้วย
การแพร่ระบาดของเอชไอวีในปัจจุบันเปลี่ยนผ่านไปสู่กลุ่มเยาวชนและวัยรุ่นช่วงอายุ 15- 25 ปี ตามสถิติมีผู้ติดเชื้อรายใหม่มีสัดส่วนที่เป็นเยาวชนสูงถึงเกือบครึ่งหนึ่ง หรือคิดเป็นผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่เป็นวัยรุ่นประมาณ 1,600 - 3,900 รายต่อปี ส่งผลให้ปัจจุบันมีเยาวชนไทยที่ต้องดำเนินชีวิตอยู่ร่วมกับเชื้อ HIV สะสมแล้วมากกว่า 25,000 ราย
สาเหตุสำคัญที่ทำให้วัยรุ่นตกเป็นเป้าหมายใหม่ของเชื้อ HIV เกิดจากโครงสร้างสังคมและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การเติบโตของแอปพลิเคชันหาคู่ในยุคดิจิทัลอำนวยความสะดวกให้เกิดวัฒนธรรมการมีเพศสัมพันธ์ชั่วคราวได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น ประกอบกับพฤติกรรมการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกของเด็กไทยลดลงเหลือเพียงประมาณ 14 ปี
ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า 95 % ของการติดเชื้อรายใหม่เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ป้องกัน โดยกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงานยังเป็นกลุ่มที่พบการติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่พฤติกรรมเสี่ยง เช่น การมีคู่นอนหลายคน การมีเพศสัมพันธ์แบบ ONS ย่อมาจาก One Night Stand หรือการมีความสัมพันธ์ทางเพศแบบชั่วคราวเพียงข้ามคืนโดยไม่มีการผูกมัด โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย และการไม่ตรวจหาเชื้อเป็นประจำ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การติดเชื้อรายใหม่ยังเกิดขึ้นทุกวัน
นอกจากนี้ อัตราการใช้ถุงยางอนามัยอย่างสม่ำเสมอในกลุ่มเยาวชนกลับมีแนวโน้มลดลงอย่างน่าตกใจ โดยในบางกลุ่มประชากรเยาวชน อัตราการสวมใส่ถุงยางอนามัยในการมีเพศสัมพันธ์ครั้งล่าสุดตกไปอยู่ที่ระดับ 60 - 70 % เท่านั้น
อีกทั้ง การรับรู้ของวัยรุ่นรุ่นใหม่ยังเกิดภาวะความตระหนักรู้บิดเบี้ยว เยาวชนในปัจจุบันไม่ได้เติบโตมาในยุคที่เห็นภาพผู้ป่วยเอดส์ระยะสุดท้ายที่ซูบผอมหรือเสียชีวิตเหมือนในอดีต ภาพจำความน่ากลัวของโรคเอดส์จึงจางหายไป วัยรุ่นไทยจำนวนมากเริ่มมองว่า HIV เป็นเพียงโรคเรื้อรังที่รักษาง่ายเหมือนโรคเบาหวาน แค่รับประทานยาวันละเม็ดก็สามารถใช้ชีวิตได้ปกติ ความประมาทนี้ส่งผลให้การป้องกันตนเองลดลงอย่างเห็นได้ชัด
ตลอดจนปัญหาพฤติกรรมเสี่ยงร่วมอย่างการใช้สารเสพติดขณะมีเพศสัมพันธ์ในกลุ่มเยาวชนและกลุ่มชายมีเพศสัมพันธ์กับชาย ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยเร่งที่ทำให้ขาดสติและนำไปสู่การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันกับคู่นอนหลายคน
ระบบป้องกัน-รักษาล้าหลัง ตามไม่ทันปัญหา
กล่าวสำหรับปัญหาการแพร่ระบาดของ HIV โดยเฉพาะประเด็นจำนวนเกินครึ่งของผู้ติดเชื้อ HIV รายใหม่เป็นกลุ่มเยาวชนและผู้ที่มีอายุประมาณ 25 ปี แม้ในทางนโยบายจะมีความพยายามแก้กฎหมายให้เยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีสามารถรับบริการตรวจหาเชื้อ HIV ได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง แต่ในเชิงปฏิบัติตามโรงพยาบาลหลายแห่ง เจ้าหน้าที่ยังคงอิงกับข้อบังคับเดิมที่ต้องมีผู้ปกครองมาร่วมเซ็นยินยอม ทำให้เด็กและวัยรุ่นที่แอบมีเพศสัมพันธ์ไม่กล้าเข้าสู่ระบบตรวจคัดกรองเพราะกลัวความลับรั่วไหลถึงครอบครัว ส่งผลให้เชื้อถูกแพร่กระจายไปในวงกว้างโดยไม่รู้ตัวผลลัพธ์ของอุปสรรคเหล่านี้อาจนำไปสู่ปัญหาใหม่ การตรวจพบล่าช้าและรับยาล่าช้า
นอกจากนี้ ตามข้อมูลระบบสาธารณสุข ชี้ให้เห็นว่าผู้ติดเชื้อรายใหม่มากกว่า 50% เข้าสู่ระบบการดูแลรักษาเมื่อมีระดับเม็ดเลือดขาว CD4 ต่ำกว่า 200 cells/µL ซึ่งหมายถึงการเข้าสู่ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องรุนแรงหรือเป็นระยะเอดส์ และการเข้ารับการรักษาที่ล่าช้านอกจากจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากโรคติดเชื้อฉวยโอกาส เช่น วัณโรค หรือปอดอักเสบ ยังทำให้ผู้ติดเชื้อกลายเป็นผู้แพร่กระจายเชื้อสู่ผู้อื่นโดยไม่เจตนามาเป็นระยะเวลานานหลายปีก่อนจะรู้ตัว
อย่างไรก็ดี ระบบสาธารณสุขไทยมีศักยภาพสูงในการดูแลรักษา โดยระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ บัตรทอง 30 บาท ได้บรรจุการรักษาด้วยยาต้านไวรัสฟรี และการให้ยาป้องกันก่อนการสัมผัสเชื้อ (PrEP) เป็นสิทธิประโยชน์พื้นฐาน ซึ่งส่งผลให้ผู้ติดเชื้อที่เข้าสู่ระบบสามารถเข้าถึงการรักษาได้สูงถึง 84 ถึง 85 % และผู้ที่รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอก็สามารถกดปริมาณไวรัสจนตรวจไม่พบ ซึ่งทำให้ไม่สามารถถ่ายทอดเชื้อให้ผู้อื่นได้
นอกจากนี้ นโยบายการเริ่มยาต้านไวรัสภายในวันที่ตรวจพบเชื้อทันที รวมถึงความร่วมมือกับองค์กรภาคประชาสังคมในการเข้าถึงกลุ่มประชากรเฉพาะ ถือเป็นผลงานที่โดดเด่นของระบบสุขภาพไทย แต่ต้องยอมรับว่าระบบสาธารณสุขไทยมีจุดอ่อนสำคัญในเรื่องการป้องกันเชิงรุกและการจัดสรรงบประมาณ ซึ่งงบประมาณส่วนใหญ่ของประเทศทุ่มเทไปกับการรักษาและจัดซื้อยาต้านไวรัส แต่งบประมาณสำหรับการป้องกัน รณรงค์ และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกลับถูกตัดลดลง
รวมทั้ง เรื่องของระบบการจัดการสุขศึกษาและการสอนเพศวิถีศึกษาในโรงเรียนส่วนใหญ่ยังคงล้าหลัง เน้นย้ำเรื่องศีลธรรมและการสอนให้งดเว้นการมีเพศสัมพันธ์ มากกว่าการสอนทักษะชีวิตจริง เช่น เพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย การใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกวิธี การเข้าถึงยา PrEP และ PEP หรือการเจรจาต่อรองกับคู่รัก
การที่ผู้ติดเชื้อ HIV รายใหม่เป็นกลุ่มเยาวชนและผู้ที่มีอายุประมาณ 15- 25 ปีนั้น เป็นผลพวงมาจากระบบสาธารณสุขไทยที่มีลักษณะของการตั้งรับเพื่อรักษามากกว่ารุกเพื่อป้องกัน ซึ่งไม่สอดคล้องกับธรรมชาติของการแพร่ระบาดในกลุ่มวัยรุ่นยุคใหม่
สิ่งสำคัญรัฐต้องสร้างการรณรงค์เชิงรุกตลอดจนปลดล็อกอุปสรรคต่างๆ เพื่อให้ทุกคนสามารถเดินเข้าสู่สถานบริการสุขภาพเพื่อตรวจเลือดและรับยาป้องกันได้อย่างมั่นใจและมีความเป็นส่วนตัว โดยหัวใจสำคัญต้องดึงกลุ่มเสี่ยงรายใหม่เข้าสู่ระบบคัดกรองและป้องกัน ก่อนที่ยอดผู้ติดเชื้อสะสมจะขยายตัวจนเกินกว่าที่ระบบสาธารณสุขของไทยจะรับไหวในอนาคต.


