คอลัมน์ศิลปะแห่งศรัทธา
โดย Artmulet
ภควัทคีตามาจากคำว่า “ภควัท” ที่หมายถึงผู้เป็นที่เคารพอย่างสูงหรือพระผู้เป็นเจ้า รวมกับคำว่า “คีตา” ที่แปลว่าบทเพลง (ลำนำ) จึงแปลได้ว่าบทเพลงแห่งพระผู้เป็นเจ้าซึ่งเป็นคำสอนที่พระเจ้าทรงประทาน เพื่อชี้นำทางให้แก่เหล่ามวลมนุษย์ให้เข้าถึงพระองค์ได้ โดยลำนำบทเพลงนี้เป็นเรื่องราวส่วนหนึ่งที่มาจากมหากาพย์มหาภารตะ ประกอบด้วยบทกวี ๗๐๐ โศลก ๑๘ บท คัมภีร์นี้แท้จริงแล้วเป็นบทสนทนาตอบโต้ระหว่างบุคคล ๒ คน จากข้อความที่แทรกอยู่ในบรรพที่ ๖ หรือภีษมบรรพในมหาภารตะ โดยบทสนทนาดังกล่าวนี้ฝ่ายผู้ถามปัญหาคือ อรชุนเจ้าชายพี่น้องปาณฑพแห่งจันทรวงศ์ ผู้นำกองทัพใหญ่มาทำสงครามเพื่อแย่งชิงเมืองหัสตินาปุระจากฝ่ายเจ้าชายทุรโยชน์พี่น้องเการพแห่งจันทรวงศ์เช่นกัน ส่วนผู้ที่คอยตอบคำถามอธิบายความนัยตลอดเรื่องราวก็คือพระกฤษณะซึ่งเป็นพระญาติฝ่ายราชสกุลจันทรวงศ์สายยาทพนั่นเอง
ช่วงเวลาที่ถามตอบปัญหาอันลึกซึ้งนั้น พระกฤษณะกำลังทำหน้าที่เป็นสารถีขับรถม้าศึกให้กับอรชุน บทสนทนาตอบโต้นี้ถ่ายทอดโดยสัญชัย ผู้มีตาทิพย์สามารถแลเห็นเหตุการณ์ในมหาสงครามครั้งนั้นได้อย่างกระจ่างแจ้งทั้งที่ตนเองยังคงอยู่ภายในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งเป็นผู้ที่คอยกราบทูลเรื่องราวในสนามรบให้พระธฤตราษฎร์ผู้มีพระเนตรบอด ให้ทรงทราบถึงการศึกรบพุ่งทุกขณะจิตในสมรภูมิอันดุเดือดนี้ ดังนั้นบทสนทนาของอรชุนกับพระกฤษณะในสนามรบก่อนที่จะเริ่มการศึก จึงเป็นถ้อยความผ่านการเรียบเรียงโดยสัญชัยที่ทูลถวายต่อพระธฤตราษฎร์ในฐานะที่ตนเป็นที่ปรึกษาขององค์กษัตริย์
ถ้อยความตอนนี้ในมหาภารตะชื่อว่า “ภควัทคีโตนิษัท” ( ภควตุ + คีตา + อุปนิษัท) เนื่องจากเหตุที่มีข้อความหลายวรรคตอนมาจากคัมภีร์อุปนิษัทหรือเวทานตะที่แปลว่า “ที่สุดแห่งพระเวท” อันเป็นส่วนสุดท้ายของพระเวท ในทางศาสนาคัมภีร์อุปนิษัทจะเป็นส่วนหนึ่งของพระเวท แต่ทางปรัชญากลับแตกต่างจากพระเวทส่วนอื่น ที่มุ่งเน้นความสำคัญยัญพิธีหรือพิธีบูชายัญบวงสรวงถวายพระผู้เป็นเจ้า แต่อุปนิษัทกลับชี้นำถึงหลักความจริงสูงสุดซึ่งก็คือพรหมันที่เป็น “ปฐมเหตุ” แห่งจักรวาล ปรัชญาคัมภีร์อุปนิษัทจึงเป็นรากฐานอันสำคัญของปรัชญาภควัทคีตา ซึ่งเป็นการอธิบายถึงวิญญาณกับร่างกายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของพรหมัน รวมถึงกฎแห่งกรรม และการเวียนว่ายตายเกิดตามคำอธิบายของอุปนิษัทที่อธิบายว่า “มนุษย์ทุกผู้ทุกนามมีส่วนที่เป็นอมตะ”อาจเรียกว่าวิญญาณ (spirit) เพราะว่าอาตมันนั้นจะไม่มีวันสูญสลายถึงแม้ว่าร่างกายจะสูญสิ้นไปแล้ว
เรื่องภควัทคีตาในมหากาพย์มหาภารตะตอนที่กองทัพของพี่น้องปาณฑพ และพวกเการพกำลังเผชิญหน้ากันที่สมรภูมิทุ่งราบกุรุเกษตร ขณะที่อรชุนนั่งอยู่บนรถศึกมีพระกฤษณะทำหน้าที่เป็นนายสารถี ต่อหน้าบรรดาราชามหากษัตริย์ที่ชุมนุมกันอยู่ และพร้อมจะเข้าร่วมศึกก็ล้วนแต่เป็นญาติมิตร รู้จักหน้าค่าตากันเป็นอย่างดี โดยในสถานการณ์และเงื่อนไขเยี่ยงนี้ แม้ว่าจะเป็นนักรบที่เก่งกล้าสามารถเพียงไร แต่หากคิดขึ้นมาว่าบุคคลเหล่านี้ล้วนแต่เป็นญาติพงศากันทั้งสิ้น ก็ย่อมจะทำให้จิตใจของอรชุนเกิดความเศร้าหมองหดหู่ลังเลขึ้นมาได้ กล่าวคือ ขณะนั้นอรชุนกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต เพราะทราบดีว่าตนกำลังจะต้องเข้าประหัตประหารชีวิตเหล่าญาติสนิทมิตรสหาย ดังนั้นจะทำเยี่ยงไรดี จะรบหรือไม่รบ ถ้าจะรบเหตุใดจึงควรรบ หากไม่รบจะหาเหตุผลเช่นไร เหล่านี้ล้วนเป็นปัญหาที่สร้างความขัดแย้งภายในใจของอรชุนเป็นอย่างมาก
ช่วงเวลานี้จึงถือเป็นช่วงวิกฤต climax ที่อรชุนต้องค้นหาคำตอบของจิตใจตนเองให้ชัดแจ้ง ซึ่งอรชุนก็ได้พระกฤษณะเป็นผู้ตอบปัญหาให้อย่างกระจ่างแจ้ง ถึงสิ่งที่ควรยึดถือปฏิบัติจากนาฏกรรมแห่งการปุจฉาวิสัชนาครั้งนี้ บทลำนำในภควัทคีตาช่วงที่พระกฤษณะปลุกเร้าเทศนาสั่งสอนให้อรชุนออกรบ จึงถือเป็นบทลำนำที่ทำให้อรชุนมีความฮึกเหิม และกระหายที่จะเข้าสู่สงคราม จากวาทะกรรมหรือวลีอันโด่งดัง และจะเป็นที่โจษขานไปอีกตลอดชั่วกาลนานคือวลีที่ว่า “รบเถิดอรชุน” ซึ่งถือเป็นคำสอนสำคัญของพระผู้เป็นเจ้าในครั้งนั้น
ภควัทคีตาจึงเป็นบทสนทนาที่อธิบายถึงหนทางไปสู่พระผู้เป็นเจ้า อันเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของผู้ที่นับถือศาสนาฮินดูไวษณพนิกาย รวมถึงนักปราชญ์ผู้รู้ทั้งหลาย คัมภีร์นี้ถือเป็นปรัชญาคำสอนถึงมรรคาแห่งภักติหรือมรรคาแห่งความภักดีต่อพระเจ้า ซึ่งเป็นมรรคาที่ทุกคนสามารถจะบรรลุถึงได้ ดังเช่นพระกฤษณะที่ได้ประทานคำสอนแก่อรชุนผู้เป็นตัวอย่างของมนุษย์ที่กำลังเผชิญวิกฤตการณ์ในชีวิต และสามารถก้าวข้ามพ้นไปได้ จากความยึดมั่นศรัทธาต่อคำสอนของพระเป็นเจ้า ดังนั้นจะเห็นได้ว่าคุณค่าของภควัทคีตาก็คือ การทำให้มนุษย์คลายความสงสัย และมั่นใจในการทำหน้าที่ของตนอย่างไม่ลังเล เหตุดังกล่าวนี้ Artmulet จึงได้ยึดถือภควัทคีตานั้นเป็นหนทางในการเข้าถึงพระเจ้า เพื่อนำไปสู่การรังสรรค์งานด้านจิตวิญญาณแห่งศรัทธามาโดยตลอด


