xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

จัดระเบียบประชากรข้ามชาติ รื้อกฎเนรเทศแบบ Fast-Track ล่ารายชื่อ...ส่งกลับต่างด้าวท้อง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - สถานการณ์ประชากรต่างด้าวในไทยนับวันจะกลายเป็นปัญหาที่หนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นกรณีการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย การใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายเข้ามาแฝงตัวอยู่ยาวเกินกำหนด Overstay การแย่งอาชีพคนไทย ประกอบธุรกิจนอมินี ซึ่งมีการตรวจพบแรงงานต่างด้าวผันตัวมาเป็นเจ้าของกิจการจำนวนมาก ตั้งแต่เปิดแผงขายผัก รถเร่ขายผลไม้ ร้านอาหาร ร้านค้าปลีก ไปจนถึงสถานบันเทิง มีการแผ่อิทธิผลเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ เชื่อมโยงกับขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ยาเสพติด การพนันออนไลน์ และการค้ามนุษย์

ขณะที่รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ยกระดับมาตรการทางกฎหมายครั้งใหญ่โดยการปฏิรูประบบการส่งกลับและเนรเทศต่างด้าวแบบเร่งด่วน หรือ Fast-Track Deportation ผลักดันร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการเนรเทศ ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อกลางเดือนกรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ควบคู่ไปกับการเร่งปรับปรุงพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ในมาตรา 54 และ 55 โดยระเบียบฉบับนี้ถือเป็นแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการเนรเทศที่เป็นรูปธรรมฉบับแรกของประเทศไทย

 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก  โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยรายละเอียดว่า ความผิดของคนต่างด้าวที่จะเนรเทศออกไปนอกราชอาณาจักร มี 6 ลักษณะด้วยกัน ได้แก่

1. เข้ามาหรืออยู่ในราชอาณาจักรโดยมิชอบด้วยกฎหมาย 2. ทำงานในราชอาณาจักรโดยมิชอบด้วยกฎหมายว่าด้วยการทำงานของคนต่างด้าว 3. ประกอบธุรกิจในราชอาณาจักรโดยมิชอบด้วยกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว

4. ปลอมเอกสารทางราชการหรือใช้เอกสารราชการปลอม 5. กระทำความผิดกฎหมายที่มีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป และ 6. เป็นตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตามข้อ 1-5

อีกประเด็นที่สร้างความปริวกตกในสังคมเกี่ยวกับ  “แนวโน้มการคลอดบุตรของแรงงานต่างด้าวในประเทศไทย”  เกิดกระแสในโลกโซเชียลฯ เรียกร้องให้รัฐบาลส่งกลับแรงงานต่างด้าวที่ตั้งครรภ์ ให้กลับไปคลอดในประเทศของตัวเอง เพราะมองว่าไม่เป็นธรรมที่ภาษีของคนไทยจะถูกนำไปใช้เพื่อแบกค่าใช้จ่ายของเด็กต่างด้าวกลุ่มนี้

โดย  นายอัครวุธ บุรณพนธ์ หรือ เต้ อาชีวะ  แกนนำกลุ่มไทยไม่ทน ออกแคมเปญระดมรายชื่อคนไทย 1 แสนรายชื่อ เรียกร้องให้รัฐออกมาตรการส่งกลับต่างด้าวไปคลอดลูกที่ประเทศต้นทาง เพื่อลดภาระคนไทย

ตามข้อมูลระบุว่าแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในไทยนิยมมีลูกก็เพราะได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ มากมาย โดยแรงงานต่างด้าวที่อยู่ในระบบประกันสังคม (มาตรา 33) ซึ่งจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 12 เดือน จะได้รับเงินสงเคราะห์บุตรเดือนละ 1,000 บาทต่อบุตรหนึ่งคน อายุตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 6 ปีบริบูรณ์ ครั้งละไม่เกิน 3 คน เท่ากับว่าหากลูกคนที่ 1 อายุเกิน 6 ปีและหมดสิทธิรับเงินสงเคราะห์บุตรไปแล้ว ลูกคนที่ 4 ก็สามารถรับเงินสงเคราะห์บุตรอย่างนี้เรียกว่าคุ้มเกินคุ้ม

ทั้งนี้ หากพิจารณาจากค่าแรงของแรงงานต่างด้าวเฉลี่ยอยู่ที่ 337 – 400 บาทต่อวัน หรือประมาณ 9,000 – 12,000 บาทต่อเดือน อัตราส่งสมทบประกันสังคมของแรงงานต่างด้าวจะอยู่ที่ 600 บาทต่อเดือน ในแต่ได้รับเงินสงเคราะห์บุตรเดือนละ 1,000 บาทต่อบุตรหนึ่งคน หากมีลูก 3 คน ก็ได้เงินสงเคราะห์บุตรเดือนละ 3,000 บาท หรือปีละ 36,000 บาท ยังไม่นับค่าคลอดบุตร 15,000 บาทต่อครั้ง โดยไม่จำกัดจำนวนครั้ง และได้รับเงินสงเคราะห์การหยุดงาน (เพื่อดูแลลูก) 50% ของค่าจ้าง นาน 90 วัน (เฉพาะผู้ประกันตนหญิง) โดยเบิกได้สูงสุด 2 ครั้ง

ส่วนลูกของแรงงานต่างด้าวที่แม่ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคม หรือเป็นแรงงานเถื่อน และไม่ได้ซื้อประกันสุขภาพคนต่างด้าวนั้น สำหรับเด็กที่อายุต่ำกว่า 15 ปี สามารถใช้วิธีขอลดหย่อนหรือยกเว้นค่ารักษาโดยอ้างว่าเป็นผู้ยากไร้ หรือใช้ช่องโหว่ของกองทุน ท.99 ซึ่งเป็นกองทุนสำหรับบุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิ (ที่รัฐบาลจัดตั้งขึ้นเพื่อให้คนที่ไม่มีสัญชาติไทยซึ่งอาศัยอยู่ในประเทศ เช่น กลุ่มรอการพิสูจน์สัญชาติ ได้รับการรักษาพยาบาลเมื่อเจ็บป่วย) เพื่อเข้ารับการรักษาฟรี โดยอ้างว่าเป็นบุคคลไร้สัญชาติ ซึ่งที่ผ่านมากองทุน ท.99 นั้นต้องใช้งบประมาณของรัฐในการดูแลผู้ป่วยมีปัญหาสถานะในทุกช่วงวัย รวมแล้วถึง 2,000 ล้านบาทต่อปี

นอกจากนี้ ลูกของต่างด้าวทั้งที่เป็นแรงงานและไม่ใช่แรงงาน จะได้รับสิทธิประโยชน์ด้านการศึกษา โดยเด็กต่างด้าวที่เกิดในไทยและไม่มีสัญชาติไทย มีสิทธิเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตามนโยบายเรียนฟรี 15 ปี ตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า

โดยรัฐจะอุดหนุนงบประมาณการศึกษารายหัวให้ (รวมค่าจัดการเรียนการสอน ค่าหนังสือ อุปกรณ์ ชุดนักเรียน และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน) คนละประมาณ 10,000 ถึง 50,000 บาทต่อปี ขึ้นอยู่กับระดับชั้น โดยเด็กกลุ่มนี้เฉพาะตัวเลขที่อยู่ในระบบมีอยู่ประมาณ 150,000 - 200,000 คน ส่งผลให้ไทยต้องสูญเสียงบประมาณเพื่อการศึกษาสำหรับเด็กต่างด้าวที่เกิดในไทยสูงถึงปีละ 2,000 - 3,000 ล้านบาท

ขณะที่  น.ส.ทัสนันทน์ สิริเลิศเมฆาสกุล  รองโฆษกพรรคเศรษฐกิจ ซึ่งติดตามตรวจสอบปัญหาเรื่องแรงงานต่างด้าวมาอย่างต่อเนื่อง ระบุว่า มติ ครม.ปี 2548 ที่ให้เด็กต่างด้าวเรียนฟรีถูกใช้มานานกว่า 20 ปีแล้ว โดยเกิดจากเหตุผลด้านมนุษยธรรม มองว่าเด็กทุกคนควรได้รับการศึกษา แต่นอกจากการศึกษาเราก็ต้องส่งเสริมด้านสาธารณสุขเพราะต้องส่งเสริมความเป็นมนุษย์ในทุกมิติ

แต่ผลกระทบที่ตามมาคือการที่ลูกต่างด้าวซึ่งเกิดและโตในไทยได้สิทธิเรียนฟรี รักษาฟรี กลับกลายเป็นแรงจูงใจให้แรงงานต่างด้าวทั้งที่เข้ามาแบบถูกกฎหมายและผิดกฎหมายอยากจะมาตั้งครรภ์และคลอดในประเทศไทย

“อยู่ดีๆ เราต้องเอาภาษีของคนไทยไปส่งลูกต่างด้าวเรียน นี่เป็นสาเหตุว่าทำไมต่างด้าวถึงล้นเมืองขนาดนี้ ทำไมเขาถึงแห่มาท้องมาคลอดในไทย ขณะที่บางคนก็ตั้งใจมาตั้งรกรากอยู่ในประเทศไทยเลย ซึ่งหากเอาเงินที่ดูแลค่าเล่าเรียนของเด็กต่างด้าวมาดูแลเด็กไทย อาจจะมากพอที่เด็กไทยจะไม่ต้องกู้ กยศ.เรียนเลยก็ได้ ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะต้องทบทวนหรือยกเลิกมติ ครม. ดังกล่าว”รองโฆษกพรรคเศรษฐกิจ ระบุ

ข้อเท็จจริงดังกล่าวสร้างความกังวลนำสู่กระแสเรียกร้องไปยังรัฐบาลไทย ทว่า งานวิจัยด้านการย้ายถิ่นฐานเผยข้อมูลว่าสวัสดิการการคลอดบุตรไม่ใช่ปัจจัยดึงดูดหลักที่ทำให้แรงงานต่างด้าวเข้ามาในไทย แต่ปัจจัยหลักที่แท้จริงคือค่าแรงและโอกาสในตลาดแรงงาน ตลอดจนสวัสดิการการรักษาพยาบาลเป็นเพียงปัจจัยเสริมเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนมุมมองจากการมองประชากรข้ามชาติจากภาระสู่การเป็นทรัพยากรมนุษย์ทดแทน ถูกมองว่าเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ประเทศไทยสามารถปกป้องผลประโยชน์ของคนในชาติ ควบคู่ไปกับการพาเศรษฐกิจไทยรอดพ้นจากวิกฤตสังคมสูงวัยขั้นสุด และวิกฤตเด็กเกิดน้อย

อ้างอิงจากกรมอนามัย ระบุว่าตัวเลขเด็กไทยเกิดใหม่ในปี 2568 ลดลงเหลือเพียง 3.8 แสนคน ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดในรอบ 75 ปี และเป็นการตอกย้ำวิกฤตเด็กเกิดน้อยที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ชวนให้คิดมิติเศรษฐศาสตร์และประชากรศาสตร์มองว่าการเปลี่ยนภาระให้เป็นพลังขับเคลื่อน จะแก้ปัญหาวิกฤตขาดแคลนแรงงานในประเทศไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยขั้นสุด และหากประเทศไทยสามารถทำแนวทางนี้ให้เกิดขึ้นจริงได้สำเร็จ ระบบสาธารณสุขพลิกจากหนี้สูญเป็นเงินกองทุนหมุนเวียน หมดปัญหาโรงพยาบาลรัฐแบกหนี้ หากแรงงาน 100% ถูกบังคับให้ซื้อประกันสุขภาพคนต่างด้าวหรือเข้าระบบประกันสังคม

อีกทั้ง เงินสมทบมหาศาลเข้าสู่ระบบ เบี้ยประกันสุขภาพจากแรงงานต่างด้าวทุกคน (รวมถึงผู้ติดตามและเด็ก) จะกลายเป็นเม็ดเงินก้อนใหญ่ที่ช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้กับสาธารณสุขของไทย ตลอดจนการเพิ่มรายได้เข้ารัฐอย่างเป็นรูปธรรมผ่านระบบภาษีเงินได้ รวมทั้ง ลดขบวนการค้ามนุษย์ การเรียกรับส่วยข้ามแดน

และในส่วนของระบบการศึกษาเมื่อพ่อแม่ต่างด้าวเสียภาษีและจ่ายค่าประกันเต็มระบบ จะเป็นการนำเงินภาษีที่เก็บมาจากพ่อแม่ของพวกเขา กลับมาพัฒนาลูกหลานของเขาเองสร้างแรงงานทักษะสูงทดแทนเด็กไทยมราลดฮวบลง

อย่างไรก็ตาม การโอบรับแรงงานที่สุจริตและบุตรหลานของเขาให้เข้ามาอยู่ในระบบอย่างถูกต้อง เป็นประเด็นใหญ่ที่ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องพิจารณาแนวทางที่เหมาะสม และต้องคำนึงประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนคนไทยทั้งประเทศ