คนแคระบนบ่ายักษ์
ไชยันต์ ไชยพร
สภาฐานันดร: การขึ้นสู่ความเป็นองค์อธิปัตย์อันสมบูรณ์
จากความล้มเหลวพ่ายแพ้อย่างหมดรูปในความพยายามก่อการปฏิวัติของคณะเจ้าหรือกลุ่มเจ้าที่สองใน ค.ศ. 1756 สถาบันพระมหากษัตริย์ภายใต้ Adolf Frederick ได้กลายเป็นเพียงหุ่นเชิดอย่างที่กล่าวไปในตอนก่อนๆ ขณะเดียวกัน พรรค “the Hats” ที่ครองอำนาจนำในสภาฐานันดร สภาบริหารและคณะกรรมาธิการสำคัญต่างๆ ก็ยิ่งมีอำนาจมากขึ้นกว่าเดิม หลังจากสามารถบดขยี้ฝ่ายกบฏและศัตรูทางการเมือง
ความขัดแย้งเห็นต่างระหว่างพระมหากษัตริย์กับสภาบริหารและสภาฐานันดรต่อการตีความการแต่งตั้งตำแหน่งสำคัญในกองทัพและราชการพลเรือนได้ลงเอยด้วยปรากฏการณ์การเมืองที่ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของภาวะอันตกต่ำของสถาบันพระมหากษัตริย์และการที่สภาฐานันดรภายใต้ the Hats ได้ขึ้นสู่ความเป็นองค์อธิปัตย์ที่แท้จริงในการเมืองสวีเดนในยุคแห่งเสรีภาพ
เพราะจากการที่ Adolf Frederick ทรงปฏิเสธที่จะลงพระปรมาภิไธยร่างกฎหมายที่ผ่านสภาฐานันดร และ **เมื่อพระองค์ปฏิเสธ สภาฐานันดรก็ใช้อำนาจให้สภาบริหารนำตรายางมาประทับแทนพระปรมาภิไธย **จากปรากฎการณ์ดังกล่าวนี้ กล่าวได้ว่า สภาฐานันดรได้พัฒนาหลักการสำคัญทางการเมืองที่ถือเป็น **“ทฤษฎีทางกฎหมายรัฐธรรมนูญ” (constitutional theory)** ที่มีความโดดเด่นมากในยุคแห่งเสรีภาพของสวีเดน
หลักการที่ว่านี้คือ “สภาฐานันดรเป็นองค์อธิปัตย์แห่งแผ่นดิน” ที่การใช้อำนาจไม่มีวันผิดพลาด (infallibility)
ปรากฎการณ์ดังกล่าวนี้ถือเป็นความตกต่ำที่สุดของสถาบันพระมหากษัตริย์สวีเดนเมื่อเทียบกับกรณีของอังกฤษ จากการที่หากพระมหากษัตริย์ทรงปฏิเสธที่จะลงพระปรมาภิไธยในเอกสารของรัฐ สภาบริหารสามารถใช้ตรายางประทับแทนตามเจตจำนงของสภาฐานันดร ดังที่เกิดขึ้นตามมาในปี ค.ศ. 1757 และ ค.ศ. 1768
ผู้เขียนมีข้อสังเกตเกี่ยวกับข้อความที่ว่า “ฐานันดรเป็นองค์อธิปัตย์แห่งแผ่นดิน” ที่การใช้อำนาจไม่มีวันผิดพลาด (infallibility)” ผู้ที่คุ้นเคยกับทฤษฎีการเมืองของ Rousseau ย่อมจะอดไม่ได้ที่จะนึกถึงข้อเขียนที่โด่งดังของเขาเรื่อง “สัญญาประชาคม” (the Social Contract) โดยเฉพาะในเล่มที่สอง ส่วนที่สามที่ว่าด้วย “เจตจำนงทั่วไปสามารถผิดพลาดได้หรือไม่ ?” (Can the general will be wrong ?) ซึ่ง Rousseau ได้กล่าวไว้ว่า เจตจำนงทั่วไปย่อมถูกต้องเสมอและเป็นไปเพื่อความดีสาธารณะ
ดังนั้น เป็นไปได้หรือไม่ว่า การอธิบายสถานะของสภาฐานันดรดังกล่าวจะได้รับอิทธิพลจากหนังสือ “สัญญาประชาคม” ของ Rousseau ?
แต่หนังสือ “สัญญาประชาคม” ของ Rousseau ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1762 และสภาฐานันดรได้พิจารณาตัวเองว่าเป็น “’ฐานันดรเป็นองค์อธิปัตย์แห่งแผ่นดิน’ ที่การใช้อำนาจไม่มีวันผิดพลาด (infallibility)” ในปี ค.ศ. 1756 ก่อนที่หนังสือ “สัญญาประชาคม” ของ Rousseau จะเผยแพร่สู่สาธารณะเป็นเวลา 6 ปี ดังนั้น คำอธิบายสถานะของสภาฐานันดรจึงไม่น่าจะได้รับอิทธิพลจากหนังสือ “สัญญาประชาคม” อย่างแน่นอน แต่จะหมายความว่า วิธีคิดดังกล่าวของสภาฐานันดรมาก่อนวิธีคิดของ Rousseau หรือเป็นพัฒนาการทางความคิดที่บังเอิญมีความคล้ายคลึงกัน ?
ผู้ที่ศึกษาทฤษฎีการเมืองของ Rousseau อย่างจริงจังมากขึ้น จะพบว่า มีข้อเขียนชิ้นหนึ่งที่ตีพิมพ์เผยแพร่สู่สาธารณะก่อนหนังสือ “สัญญาประชาคม” และก็ปรากฏแนวความคิดเรื่องเจตจำนงทั่วไปมาก่อนแล้ว ในงานชิ้นนี้ Rousseau ได้อธิบายและยืนยันว่า เจตจำนงทั่วไปย่อมถูกต้อง เที่ยงธรรมและเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะเสมอ งานเขียนชิ้นนี้ถือว่าเป็นงานชิ้นสำคัญของการก่อตัวแนวความคิดหลักๆ ของ Rousseau ที่ปรากฏต่อมาใน “สัญญาประชาคม” ของเขา
ข้อเขียนที่ว่านี้คือ คือ **the Discourse on Political Economy** ที่ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1755 ก่อนที่สภาฐานันดรสวีเดนจะประกาศว่าในฐานะฐานันดรที่เป็นองค์อธิปัตย์แห่งแผ่นดินย่อมใช้อำนาจอย่างไม่มีวันผิดพลาด ผู้วิจัยเห็นว่า มีความเป็นไปได้สูงมากที่สมาชิกของสภาฐานันดรสวีเดนได้มีโอกาสสัมผัสกับงานเขียน the Discourse on Political Economy ของ Rousseau ในระหว่าง ค.ศ. 1755-1756 ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้คือ
**ประการแรก** ฝรั่งเศสและสวีเดนมีความสัมพันธ์และมีความสนใจต่อกันและกันมานานมากแล้วอย่างน้อยก็ตั้งแต่ช่วงสงครามสามสิบปีที่อยู่ในช่วงระหว่าง ค.ศ. 1618-1648
**ประการที่สอง** ฝ่าย the Hats มีความนิยมชมชื่นในวัฒนธรรมความคิดของฝรั่งเศสอย่างยิ่งอยู่แล้ว อีกทั้ง กระแสฝรั่งเศสที่มีต่อสวีเดน มิได้มีแต่เฉพาะฝ่าย the Hats แต่รวมไปถึง Louisa Ulrika ด้วยดังที่ได้กล่าวไปแล้ว พระองค์มีความสนพระทัยอย่างยิ่งในปรัชญาความคิดฝรั่งเศส จนทำให้พระองค์เสด็จเยือนปารีสเพื่อพบปะกับบรรดานักคิดในกระแสนี้ อันได้แก่ Voltaire และรวมทั้ง Rousseau ด้วย
แม้ว่า Louisa Ulrika จะไม่ได้ทรงรับแนวคิดเรื่อง “ฐานันดรเป็นองค์อธิปัตย์แห่งแผ่นดิน” ที่การใช้อำนาจไม่มีวันผิดพลาด (infallibility) แต่พระองค์ทรงชื่นชอบงานเขียนของ Rousseau ในฐานะที่เป็นปรัชญาการศึกษาที่พระองค์ทรงต้องการนำมาใช้เป็นแนวทางในการให้การศึกษาอบรม Gustav พระราชโอรสของพระองค์ ทำให้เราสามารถประเมินได้ว่า สวีเดนได้รับอิทธิพลกระแสความคิดจากนักคิดฝรั่งเศสอย่างยิ่ง
และ ประการสุดท้าย ในช่วงที่สวีเดนประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1720 Rousseau เป็นหนึ่งในนักคิดฝรั่งเศสที่ออกมายกย่องชื่นชมรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่าเป็น “ตัวอย่างแห่งความสมบูรณ์แบบ” (an example of perfection) ดังที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้เองที่เป็นที่มาของการที่ทำให้ “ฐานันดรเป็นองค์อธิปัตย์แห่งแผ่นดิน” ซึ่งแน่นอนว่า บรรดาสมาชิกสภาฐานันดรสวีเดนย่อมจะต้องพอใจกับความเห็นของ Rousseau ที่มีต่อรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และย่อมจะทำให้สมาชิกสภาฐานันดรสนใจติดตามผลงานของ Rousseau อันได้แก่ the Discourse on Political Economy
อีกทั้งจากการศึกษาของ H.A. Barton พบว่า ในช่วงกลางศตวรรษที่สิบแปด การถกเถียงในสาธารณะในสวีเดนตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของกระแสภูมิปัญญา (the Enlightenment) และโดยเฉพาะการอ้างอิงงานข้อเขียนต่างๆ ของนักคิดในกลุ่ม “philosophes” อันได้แก่ ผลงานของนักคิดอย่าง John Locke, Bolingbroke, Montesquieu, Voltaire, Helvetius และ Rousseau ฯลฯ และแนวความคิดทฤษฎีการเมืองของนักคิดเหล่านี้ปรากฏให้เห็นในงานของนักคิดผู้รู้ของสวีเดน อันได้แก่ Olof Dalin, Anders Nordencrantz, และ Carl Fredrik Scheffer
และเราจะพบแนวความคิดและประเด็นต่างๆ ในงานของคนเหล่านี้ อย่างเช่น สิทธิตามธรรมชาติและสัญญาประชาคม การสมดุลอำนาจของอำนาจทางการเมืองและชนชั้นทางสังคม ความมั่นคงปลอดภัยของบุคคลและทรัพย์สิน การปกครองอย่างอำเภอใจโดยอาศัยกฎหมาย (legal despotism) ความดีสาธารณะ (the public good) เจตจำนงทั่วไป (general will) การต่อต้านการปกครองของทรราช
ในสวีเดนจะมีกลุ่มที่เรียกว่า “กลุ่มภูมิปัญญา” (the party of Enlightenment) ไม่ต่างจากที่อื่นๆ ที่จะเป็นกลุ่มคนที่ได้รับการศึกษาที่ดีที่สุดและมีอิทธิพลมากในสังคม กระนั้น จากการที่สวีเดนมีเสรีภาพในสื่อสิ่งพิมพ์ (press freedom) ทำให้มีการเผยแพร่แนวคิดดังกล่าวผ่านเอกสารแผ่นพับที่ลงไปถึงกลุ่มชนชั้นกลางที่รู้หนังสือและลงไปถึงกลุ่มช่างฝีมือและกลุ่มชาวนาที่สนใจรับรู้ข้อมูลข่าวสารดีพอสมควร (better-informed)
ผู้เขียนสันนิษฐานว่า แม้ว่า “ฐานันดรเป็นองค์อธิปัตย์แห่งแผ่นดิน ที่การใช้อำนาจไม่มีวันผิดพลาด (infallibility)” จะเกิดขึ้นในช่วงที่ “the Hats” ครองอำนาจในสภาฐานันดร แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่สภาฐานันดรสวีเดนในยุคแห่งเสรีภาพโดยรวม ไม่ว่าจะเป็นภายใต้ “the Hats” หรือ “the Caps” ในเวลาต่อมาพิจารณาตัวเองว่าเป็น “องค์อธิปัตย์แห่งแผ่นดิน’ ที่การใช้อำนาจของตนไม่มีวันผิดพลาด (infallibility)” จากการที่สภาฐานันดรใช้สิทธิ์เสรีภาพของตนในการใช้ตรายางพระปรมาภิไธยประทับในการประกาศใช้กฎหมายในปี ค.ศ. 1756 ในยุคของ “the Hats” และในปี ค.ศ. 1768 ในยุคของ “the Caps”
ในกรณีทีพระมหากษัตริย์ไม่ยอมลงพระปรมาภิไธยนั้น เหตุผลที่เป็นไปได้ตามทฤษฎีการเมืองของ Rousseau ก็คือ สภาฐานันดรไม่ว่าจะภายใต้พรรคการเมืองใดเข้าใจว่า องค์อธิปัตย์สวีเดนไม่ใช่องค์พระมหากษัตริย์อีกต่อไป แม้ว่ารัฐธรรมนูญจะกำหนดไว้เช่นนั้น แต่เป็นการกำหนดแต่ในนามตามหลักการจารีตประเพณีเท่านั้น อีกทั้งองค์พระมหากษัตริย์หาใช่สถาบันที่จะสะท้อนเจตจำนงทั่วไป (general will) ของพลเมืองสวีเดนได้ไม่ และไม่สามารถสะท้อนเจตจำนงทั่วไปได้อีกต่อไป แต่สภาฐานันดรในฐานะที่ประกอบไปด้วยฐานันดรทั้งสี่ อันได้แก่ อภิชน นักบวช พ่อค้าคนเมือง และชาวนา คือองค์กรหรือสถาบันที่มาจากฐานันดรต่างๆที่เป็นฐานของพลเมืองทั้งหมดของสวีเดน และเชื่อว่าสภาฐานันดรคือผู้ที่สะท้อนเจตจำนงทั่วไปของพลเมืองสวีเดนได้อย่างถูกต้องเหมาะสมกว่าองค์พระมหากษัตริย์


