"ปัญญาพลวัตร"
"ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต"
ภาษาของยุคดิจิทัลเต็มไปด้วยคำที่ลอยตัว เราพูดว่า “ฝากไว้บนคลาวด์” ราวกับข้อมูลของเราล่องลอยอยู่ในบรรยากาศชั้นบนสุด ไร้น้ำหนัก ไร้ที่อยู่ และไร้ต้นทุน แต่ในความเป็นจริง ก้อนเมฆไม่เคยอยู่บนฟ้า มันคืออาคารคอนกรีตขนาดหลายสนามฟุตบอลที่ตั้งอยู่บนผืนดินจริง บรรจุเซิร์ฟเวอร์นับแสนเครื่องที่ร้อนระอุตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ดื่มน้ำจากแหล่งน้ำจริงวันละหลายล้านแกลลอน และเสียบปลั๊กเข้ากับโครงข่ายไฟฟ้าเดียวกันกับบ้านเรือนของผู้คนจริง ๆ ยิ่งปัญญาประดิษฐ์เติบโตเร็วเท่าใด ก้อนเมฆก็ยิ่งหนักขึ้น กินมากขึ้น และกระหายน้ำมากขึ้นเท่านั้น
เมื่อกลางเดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๙ รัฐนิวยอร์กได้จารึกหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ของการเมืองเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน เมื่อผู้ว่าการรัฐลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารฉบับที่ ๖๒ ระงับการออกใบอนุญาตด้านสิ่งแวดล้อมแก่ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ที่ใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ห้าสิบเมกะวัตต์ขึ้นไปเป็นเวลาสูงสุดหนึ่งปี นับเป็นรัฐแรกของสหรัฐอเมริกาที่ประกาศพักการพัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งรัฐ และมิใช่ปรากฏการณ์โดดเดี่ยว ก่อนหน้านั้น เมืองเคาน์ตี และรัฐต่าง ๆ อย่างน้อยสิบสี่รัฐได้ทยอยออกมาตรการระงับหรือชะลอการก่อสร้างในระดับท้องถิ่นมาแล้ว
ปรากฏการณ์นี้ชวนให้ฉงน เหตุใดประเทศที่บุกเบิกอุตสาหกรรมนี้ และเป็นที่ตั้งของดาต้าเซ็นเตอร์มากที่สุดในโลก จึงกลายเป็นประเทศแรกที่เหยียบเบรก ในขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย รวมทั้งไทย กำลังเหยียบคันเร่งดึงดูดการลงทุนชนิดเดียวกันอย่างสุดกำลัง
บทความนี้เสนอว่า กระแสตีกลับในอเมริกามิใช่การต่อต้านเทคโนโลยีของผู้คนที่ตกยุค หากคือบทเรียนคลาสสิกของเศรษฐศาสตร์การเมืองว่าด้วยการแย่งชิงทรัพยากรร่วม การผลักต้นทุนออกจากงบดุลของทุน และการตื่นขึ้นของชุมชนท้องถิ่นที่ค้นพบว่าตนกำลังอุดหนุนความมั่งคั่งของผู้อื่นผ่านบิลค่าไฟและก๊อกน้ำของตนเอง และหากอ่านอย่างลึกพอ นี่คือกระจกบานใหญ่ที่สังคมไทยควรใช้ส่องดูเส้นทางที่ตนกำลังเร่งฝีเท้าเดินเข้าไป
มายาคติของก้อนเมฆ: เมื่อภาษาซ่อนเร้นสสาร
คำว่า “คลาวด์” อาจเป็นอุปลักษณ์ที่ประสบความสำเร็จที่สุดของทุนนิยมดิจิทัล เพราะมันทำให้โครงสร้างพื้นฐานที่หนักที่สุดในประวัติศาสตร์เทคโนโลยีดูเบาราวปุยนุ่น เคต ครอว์ฟอร์ด (Kate Crawford) ผู้เขียน Atlas of AI เสนอว่าปัญญาประดิษฐ์มิใช่สิ่งที่ "เกิดในอากาศ" หากคืออุตสาหกรรมสกัดทรัพยากร (extractive industry) เต็มรูปแบบ ที่ขุดแร่ ดูดพลังงาน ผลาญน้ำ และเกณฑ์แรงงานมนุษย์จำนวนมหาศาลไว้เบื้องหลังหน้าจอที่ดูสะอาดสะอ้าน ดาต้าเซ็นเตอร์ระดับไฮเปอร์สเกลยุคปัญญาประดิษฐ์บางแห่งใช้ไฟฟ้าเทียบเท่าเมืองทั้งเมือง และต้องการน้ำหล่อเย็นในปริมาณที่ระบบประปาชุมชนขนาดกลางต้องสะท้าน
ในแง่นี้ ข้อเสนออันลือลั่นของ แลงดอน วินเนอร์ (Langdon Winner) ที่ว่า "สิ่งประดิษฐ์มีการเมือง" (artifacts have politics) จึงกลับมามีชีวิตอีกครั้ง สิ่งก่อสร้างขนาดมหึมาที่มีอายุใช้งานหลายสิบปีมิใช่วัตถุที่เป็นกลาง การตัดสินใจว่าจะตั้งมันไว้ที่ใด ใช้น้ำจากแหล่งไหน ต่อสายส่งผ่านที่ดินของใคร และให้ใครแบกต้นทุนส่วนเพิ่มของระบบ ล้วนเป็นการตัดสินใจทางการเมืองที่จัดสรรผลได้และผลเสียให้ผู้คนต่างกลุ่มอย่างไม่เท่าเทียม และเมื่อคอนกรีตแข็งตัวแล้ว การตัดสินใจเหล่านั้นก็แข็งตัวตามไปด้วย ยากจะแก้ไขด้วยการเลือกตั้งครั้งใดครั้งหนึ่งในภายหลัง ก้อนเมฆไม่เคยลอยอยู่บนฟ้า มันตั้งอยู่บนผืนดินของใครบางคน ดื่มน้ำจากบ่อของใครบางคน และเสียบปลั๊กเข้ากับบิลค่าไฟของใครบางคน
สนามแย่งชิงทรัพยากรร่วม: ไฟฟ้า น้ำ และตรรกะของออสตรอม
หัวใจของกระแสตีกลับในอเมริกาคือทรัพยากรสองชนิดที่ชุมชนถือว่าเป็นของส่วนรวมมาแต่เดิม ชนิดแรกคือไฟฟ้า ดาต้าเซ็นเตอร์ยุคปัญญาประดิษฐ์ดึงกระแสไฟฟ้ามหาศาลจนโครงข่ายเดิมรองรับไม่ไหว บริษัทสาธารณูปโภคจึงต้องลงทุนขยายสายส่งและสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม และต้นทุนก้อนนี้ตามกลไกการคิดค่าไฟแบบเฉลี่ยทั้งระบบ มักถูกผลักไปปรากฏใน "บิลค่าไฟ" ของครัวเรือนและธุรกิจรายย่อยที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากดาต้าเซ็นเตอร์โดยตรง
ผลสำรวจความเห็นสาธารณะในสหรัฐฯ ชี้ตรงกันว่าความไม่พอใจต่อดาต้าเซ็นเตอร์พุ่งขึ้นพร้อมกับบิลค่าไฟที่แพงขึ้น นี่คือความเสี่ยงสมัยใหม่ถูกผลิตขึ้นจากการตัดสินใจเชิงสถาบัน แล้วถูกกระจายลงสู่เบื้องล่างอย่างเงียบเชียบ ผู้ได้ประโยชน์กับผู้แบกภาระแยกขาดจากกันโดยสิ้นเชิง
ชนิดที่สองคือน้ำ เซิร์ฟเวอร์ที่ร้อนจัดต้องการระบบหล่อเย็นซึ่งบางแห่งใช้น้ำหลายล้านแกลลอนต่อวัน ในเคาน์ตีนิวตัน รัฐจอร์เจีย ชาวบ้านรอบดาต้าเซ็นเตอร์ของบริษัทเทคยักษ์ใหญ่รายงานปัญหาน้ำประปาไหลอ่อนและคุณภาพน้ำเสื่อมลงนับแต่โรงงานข้อมูลแห่งนั้นเปิดใช้งาน โดยมีการประเมินว่าดาต้าเซ็นเตอร์แห่งเดียวใช้น้ำราวหนึ่งในสิบของปริมาณการใช้น้ำรายวันทั้งเคาน์ตี
ภาพเช่นนี้พาเราไปสู่งานของ เอลินอร์ ออสตรอม (Elinor Ostrom) ผู้ได้รับรางวัลโนเบลจากการศึกษา "ทรัพยากรร่วม" (common-pool resources) ข้อค้นพบสำคัญของเธอคือ ชุมชนสามารถบริหารทรัพยากรร่วมได้อย่างยั่งยืน หากมีกติกาที่ผู้ใช้ร่วมกันออกแบบ มีขอบเขตชัดเจน มีการตรวจสอบ และมีเวทีแก้ข้อพิพาทที่ทุกฝ่ายเข้าถึงได้ แต่การมาถึงของผู้ใช้น้ำรายมหึมาผ่านข้อตกลงลับที่ทำกันในห้องปิด ซึ่งบางกรณีถึงขั้นให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นลงนามสัญญาไม่เปิดเผยข้อมูลปริมาณการใช้น้ำและไฟ คือการฉีกหลักการของออสตรอมทุกข้อในคราวเดียว ทรัพยากรร่วมถูกจัดสรรใหม่โดยที่เจ้าของร่วมไม่เคยได้นั่งที่โต๊ะเจรจา
เลขคณิตของคำมั่นสัญญา: งาน ภาษี และสิ่งที่หายไปจากสมการ
ข้อแลกเปลี่ยนที่รัฐบาลท้องถิ่นอเมริกันเคยยอมรับในยุคแรกวางอยู่บนคำมั่นสามข้อ คือเม็ดเงินลงทุน การจ้างงาน และฐานภาษีใหม่ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เลขคณิตของคำมั่นเริ่มถูกชำแหละ การจ้างงานจำนวนมากเกิดขึ้นเฉพาะช่วงก่อสร้าง เมื่ออาคารเสร็จสมบูรณ์ ดาต้าเซ็นเตอร์คือระบบอัตโนมัติขั้นสูงที่ใช้พนักงานประจำเพียงหลักสิบคน ขณะที่ผืนดินหลายร้อยไร่ น้ำ ไฟ และสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่รัฐอุดหนุนให้นั้นมีมูลค่ามหาศาลและถาวรกว่ามาก
คำถามที่ผุดขึ้นในเวทีประชาคมแล้วประชาคมเล่าจึงเรียบง่ายและแหลมคม ทรัพยากรที่เสียไปคุ้มหรือไม่กับงานไม่กี่สิบตำแหน่ง และเหตุใดบริษัทที่ร่ำรวยที่สุดในประวัติศาสตร์โลกจึงยังต้องการเงินอุดหนุนจากภาษีของชุมชนเล็ก ๆ
ยิ่งไปกว่านั้น เป้าหมายด้านภูมิอากาศที่หลายรัฐประกาศไว้อย่างภาคภูมิกำลังพังทลายลงต่อหน้า เพราะดาต้าเซ็นเตอร์ต้องการพลังงานเสถียรตลอดเวลา ซึ่งพลังงานหมุนเวียนตอบสนองไม่ทัน หลายรัฐจึงต้องหวนกลับไปพึ่งโรงไฟฟ้าก๊าซและถ่านหิน พร้อมเครื่องปั่นไฟดีเซลสำรองที่ทั้งก่อมลพิษและส่งเสียงคำรามรบกวนชุมชน
ปรากฏการณ์ทั้งหมดนี้คือ "การสะสมทุนโดยการริบทรัพย์" ฉบับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล กำไรถูกทำให้เป็นของเอกชน ขณะที่ต้นทุนด้านพลังงาน น้ำ มลพิษ และความเสื่อมของเป้าหมายส่วนรวม ถูกทำให้เป็นของสังคม งบดุลของบริษัทงดงาม เพราะรายการที่น่าเกลียดที่สุดถูกบันทึกไว้ในบัญชีของคนอื่น
คำถามของชุมชนอเมริกันไม่ใช่ว่าจะเอาเทคโนโลยีหรือไม่ หากคือใครควรเป็นผู้จ่ายต้นทุน และใครมีสิทธิ์ตัดสินใจแทนใคร
การตีกลับ: การเคลื่อไหวการสองจังหวะ
หากถามว่าปรากฏการณ์มอราทอเรียม (Moratorium Phenomenon) หรือ "การประกาศระงับ ชะลอ หรือพักการดำเนินการใด ๆ ไว้ชั่วคราวอย่างเป็นทางการ" โดยรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือหน่วยงานที่มีอำนาจกำกับดูแล ที่ระบาดจากเคาน์ตีสู่เคาน์ตีควรถูกเข้าใจอย่างไร กรอบคิดที่ทรงพลังที่สุดอาจเป็นของ คาร์ล โพลานยี (Karl Polanyi) นักประวัติศาสตร์เศรษฐกิจผู้เสนอแนวคิด "การเคลื่อนไหวสองจังหวะ" (double movement) ไว้ตั้งแต่ทศวรรษ ๑๙๔๐
จังหวะแรกคือการขยายตัวของตลาดที่พยายามแปรทุกสิ่งให้เป็นสินค้า รวมทั้งสิ่งที่โพลานยีเรียกว่า "สินค้าเทียม" อย่างที่ดิน แรงงาน และธรรมชาติ
จังหวะที่สองคือการที่สังคมลุกขึ้นปกป้องตนเองจากการถูกแปรสภาพนั้น มิใช่ด้วยอุดมการณ์ซ้ายหรือขวา หากด้วยสัญชาตญาณของสิ่งมีชีวิตที่ไม่ยอมให้ตนเองถูกบดขยี้ กระแสตีกลับต่อดาต้าเซ็นเตอร์คือการเคลื่อนไหวจังหวะที่สองในความหมายดั้งเดิมที่สุด เมื่อน้ำในก๊อกไหลอ่อนลงและบิลค่าไฟหนาขึ้น สังคมท้องถิ่นก็เริ่มเคลื่อนไหวปกป้องพื้นฐานการดำรงอยู่ของตน
รูปธรรมของขบวนการนี้น่าทึ่งในความหลากหลาย ในรัฐอินดีแอนา เคาน์ตีเกือบหนึ่งในสามของทั้งรัฐได้ออกมาตรการกำกับหรือระงับดาต้าเซ็นเตอร์ บ้างออกข้อบัญญัติควบคุม บ้างประกาศพักชั่วคราว และอย่างน้อยสองเคาน์ตีถึงขั้นห้ามถาวร ในรัฐจอร์เจีย แมริแลนด์ มิสซูรี และอีกนับสิบรัฐ ที่ประชุมสภาท้องถิ่นแน่นขนัดด้วยพลเมืองที่มาอภิปรายเรื่องแรงดันน้ำและค่าไฟ ในเมืองเล็ก ๆ ทางเหนือของรัฐนิวยอร์ก ชาวบ้านกว่าสามร้อยห้าสิบคนเบียดเสียดกันในศาลาประชาคมเพื่อคัดค้านโครงการขนาดสามร้อยเมกะวัตต์ จนสภาเมืองมีมติเอกฉันท์ให้พักโครงการ และในที่สุด คลื่นจากเบื้องล่างก็ดันขึ้นสู่เบื้องบน เมื่อรัฐนิวยอร์กประกาศมอราทอเรียมทั้งรัฐ พร้อมมอบหมายให้หน่วยงานรัฐใช้เวลาหนึ่งปีร่างกรอบกติกาว่าด้วยการเชื่อมต่อโครงข่ายไฟฟ้า การใช้น้ำ และผลกระทบต่อชุมชนเจ้าของพื้นที่ ก่อนจะอนุญาตให้ก้อนเมฆลูกใหม่ลงจอด
สิ่งที่ควรขีดเส้นใต้คือ นี่มิใช่การเมืองของความเกลียดกลัวเทคโนโลยี หากคือการฟื้นคืนชีพของ "ปริมณฑลสาธารณะ" ในระดับที่เล็กที่สุดและจริงที่สุด ศาลาประชาคมของเคาน์ตีกลายเป็นพื้นที่ที่พลเมืองใช้เหตุผลถกเถียงเรื่องต้นทุนและผลได้อย่างเปิดเผย คือการที่ผู้คนเลือกใช้ "เสียง" (voice) แทนการ "ถอนตัว" อย่างเงียบงัน พวกเขาไม่ได้ปฏิเสธอนาคต พวกเขาเพียงยืนกรานว่าอนาคตต้องถูกต่อรอง มิใช่ถูกกำหนดมาให้จากห้องประชุมที่พวกเขาไม่เคยได้รับเชิญ การชะลอไม่ใช่การปฏิเสธอนาคต หากคือการยืนยันว่าอนาคตต้องถูกต่อรอง มิใช่ถูกกำหนดมาให้
รัฐไทยกับก้อนเมฆ: มองอย่างรัฐ แล้วเห็นอย่างใคร
หันกลับมามองประเทศไทย ภาพที่ปรากฏคือการเร่งฝีเท้าในทิศทางตรงกันข้ามอย่างมีนัยสำคัญ ต้นปี พ.ศ. ๒๕๖๙ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนอนุมัติโครงการดาต้าเซ็นเตอร์รวดเดียวเจ็ดโครงการ มูลค่ารวมกว่าเก้าหมื่นหกพันล้านบาท และเพียงไม่กี่เดือนถัดมาก็อนุมัติชุดโครงการขนาดยักษ์อีกระลอกมูลค่าเฉียดหนึ่งล้านล้านบาท โดยมีแพลตฟอร์มระดับโลกเป็นหัวขบวน โครงการเหล่านี้กระจุกตัวอยู่ในระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกและปริมณฑล ทั้งชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา และสมุทรปราการ ซึ่งกำลังก่อรูปเป็นคลัสเตอร์ดาต้าเซ็นเตอร์ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาค ในสายตาของยุทธศาสตร์ชาติ นี่คือชัยชนะของการทูตเศรษฐกิจและบัตรผ่านสู่การเป็นศูนย์กลางดิจิทัล และในระดับหนึ่ง ข้อภาคภูมินั้นมีมูลจริง
ทว่าบทเรียนจากอเมริกาชวนให้เกิดความสงสัยว่า รัฐบาลไทยมองเห็นโลกผ่านตารางข้อมูลที่ตนออกแบบ มองเห็นเมกะวัตต์ เม็ดเงินลงทุน และอันดับความสามารถในการแข่งขันเท่านั้นหรือ แต่ตารางเดียวกันนั้นรัฐบาลกลับมองไม่เห็นชั้นน้ำบาดาล นาข้าวปลายคลองชลประทาน และหมู่บ้านที่อยู่ปลายสายส่ง พื้นที่ภาคตะวันออกซึ่งถูกเลือกเป็นบ้านของก้อนเมฆ คือพื้นที่เดียวกับที่เคยเผชิญความตึงเครียดเรื่องการจัดสรรน้ำระหว่างภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรม และครัวเรือนมาแล้วในฤดูแล้งหลายครั้ง การเพิ่มผู้ใช้น้ำและไฟรายมหึมาเข้าไปในระบบเดิมโดยที่กติกาการจัดสรรยังเป็นแบบเดิม จึงมิใช่การตัดสินใจทางเทคนิคล้วน ๆ หากคือการจัดสรรทรัพยากรร่วมครั้งใหญ่ที่เจ้าของร่วมส่วนมากยังไม่รู้ตัวว่าตนอยู่ในสมการ
ความชอบธรรมของรัฐสมัยใหม่วางอยู่บนกฎกติกาที่มาก่อนอำนาจ มิใช่อำนาจที่มาก่อนกติกา คำถามเชิงโครงสร้างที่สังคมไทยควรถามจึงมิใช่ว่าหน่วยงานใดผิดพลาด หากคือระบบของเรามีกติกาที่จำเป็นครบถ้วนแล้วหรือยัง ใครเป็นผู้จ่ายต้นทุนการขยายโครงข่ายไฟฟ้าเพื่อรองรับโหลดใหม่มหาศาลนี้ ค่าไฟของครัวเรือนไทยจะรับภาระส่วนใดหรือไม่ ดาต้าเซ็นเตอร์แต่ละแห่งจะใช้น้ำจากแหล่งใด ปริมาณเท่าใด เปิดเผยต่อสาธารณะหรือไม่ และชุมชนเจ้าของพื้นที่มีเวทีใดในการต่อรองผลประโยชน์ หากคำตอบของคำถามเหล่านี้ยังพร่าเลือน ความเงียบของชุมชนไทยในวันนี้ก็อาจมิใช่ฉันทามติ หากเป็นเพียงการยังไม่รู้ว่ามีอะไรให้ต้องส่งเสียง
การออกแบบกติกาก่อนที่เมฆจะบังแสง
บทเรียนจากอเมริกามิได้บอกให้ไทยลอกเลียนมอราทอเรียม เพราะบริบทของประเทศที่มีดาต้าเซ็นเตอร์ล้นเกินกับประเทศที่เพิ่งเริ่มต้นย่อมต่างกัน สิ่งที่ควรลอกเลียนคือ "ลำดับ" ของการตัดสินใจ กล่าวคือ วางกติกาก่อนเทคอนกรีต มิใช่เทคอนกรีตแล้วค่อยตามแก้กติกา ประการแรก ความโปร่งใสต้องมาก่อน ข้อมูลการใช้น้ำและไฟฟ้าของโครงการขนาดใหญ่ควรเป็นข้อมูลสาธารณะโดยปริยาย และรัฐไม่ควรยอมให้สัญญาไม่เปิดเผยข้อมูลปิดปากหน่วยงานของตนเอง ดังที่บางรัฐในอเมริกากำลังออกกฎหมายห้ามไว้เป็นการเฉพาะ ประการที่สอง ต้นทุนต้องตกกับผู้ก่อ โครงสร้างค่าไฟควรมีประเภทอัตราสำหรับผู้ใช้รายใหญ่พิเศษ ที่ประกันว่าการลงทุนขยายโครงข่ายเพื่อรองรับดาต้าเซ็นเตอร์จะไม่ถูกเฉลี่ยไปอยู่ในบิลของครัวเรือน
ประการที่สาม น้ำต้องถูกนับ ถูกตั้งราคาให้สะท้อนความขาดแคลน และถูกรายงานต่อสาธารณะ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีประวัติความตึงเครียดเรื่องน้ำอยู่แล้ว ประการที่สี่ ผลประโยชน์ต้องถึงเจ้าของพื้นที่ ข้อตกลงผลประโยชน์ชุมชนที่ผูกพันตามกฎหมาย ตั้งแต่กองทุนพัฒนาท้องถิ่น การจ้างงานคนในพื้นที่ ไปจนถึงส่วนลดค่าสาธารณูปโภค ควรเป็นเงื่อนไขมาตรฐานของการอนุญาต มิใช่ของแถมตามอัธยาศัยของผู้ลงทุน และประการที่ห้า สิทธิประโยชน์ทางภาษีต้องมีวันหมดอายุและมีเงื่อนไขเรียกคืน ผูกกับผลการจ้างงานและการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นจริง มิใช่กับคำมั่นในเอกสารส่งเสริมการลงทุน หลักคิดทั้งห้ามิได้เป็นปฏิปักษ์ต่อการลงทุน ตรงกันข้าม กติกาที่ชัดเจนและเป็นธรรมคือหลักประกันความยั่งยืนของการลงทุนเอง เพราะโครงการที่ชุมชนยอมรับย่อมมั่นคงกว่าโครงการที่ชุมชนจำยอม
ประวัติศาสตร์ของโครงสร้างพื้นฐานทุกยุคสมัย ตั้งแต่ทางรถไฟ เขื่อน จนถึงนิคมอุตสาหกรรม บอกความจริงข้อเดียวกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผู้ที่ตัดสินใจสร้าง กับผู้ที่แบกรับต้นทุนของการสร้าง มักไม่ใช่คนกลุ่มเดียวกัน และช่องว่างระหว่างคนสองกลุ่มนี้เองคือบ่อเกิดของความขัดแย้งที่ปะทุขึ้นในภายหลังเสมอ กระแสตีกลับต่อดาต้าเซ็นเตอร์ในอเมริกาคือการที่สังคมประชาธิปไตยพยายามปิดช่องว่างดังกล่าว ด้วยเครื่องมือที่ธรรมดาที่สุดแต่ทรงพลังที่สุดของมัน คือเวทีสาธารณะ การเลือกตั้งท้องถิ่น และอำนาจในการบอกว่า "ยังก่อน จนกว่ากติกาจะพร้อม"
สำหรับสังคมไทย คำถามจึงไม่ใช่ว่าจะเอาหรือไม่เอาดาต้าเซ็นเตอร์ เพราะเศรษฐกิจดิจิทัลคือกระแสธารที่ไม่มีใครว่ายทวนได้ คำถามที่แท้จริงคือ เราจะต้อนรับก้อนเมฆเหล่านี้ในฐานะเจ้าบ้านที่มีกติกาของตนเอง หรือในฐานะเจ้าบ้านที่ยกกุญแจบ้านให้แขกตั้งแต่ยังไม่ทันได้อ่านสัญญาเช่า บทเรียนในประวัติศาสตร์หลายครั้งบอกชัดว่า ตลาดที่พยายามถอนรากตนเองออกจากสังคมจะสร้างแรงตีกลับเสมอ ต่างกันเพียงว่าแรงนั้นจะมาในรูปของการปฏิรูปที่ทันเวลา หรือความขัดแย้งที่สายเกินแก้ สังคมอเมริกันกำลังเลือกอย่างแรกด้วยความทุลักทุเล สังคมไทยยังมีเวลาเลือกได้ตั้งแต่ต้นทาง และนั่นอาจเป็นความได้เปรียบเพียงข้อเดียวของผู้มาทีหลัง หากเรามีปัญญามากพอที่จะใช้มัน
*เพราะในท้ายที่สุด ก้อนเมฆที่แท้จริงไม่เคยอยู่บนฟ้า มันอยู่บนผืนดิน ริมแหล่งน้ำ และปลายสายไฟของชุมชนใดชุมชนหนึ่งเสมอ และชุมชนนั้นสมควรได้เป็นผู้ร่วมเขียนสัญญา ก่อนที่เงาของเมฆจะทาบทับลงมา


