คนแคระบนบ่ายักษ์
ไชยันต์ ไชยพร
ความพยายามในการปฏิวัติของคณะเจ้าในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1756
สมเด็จพระราชินี Louisa Ulrika และกลุ่มอภิชนรุ่นใหม่ดังกล่าวจึงพยายามก่อการปฏิวัติเพื่อฟื้นพระราชอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์สวีเดนให้กลับมาเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (absolute monarchy) ที่มีความยิ่งใหญ่เหมือนเดิม โดยอภิชนนายทหารหนุ่ม Eric Brahe เป็นผู้นำกองกำลังปฏิวัติ
Erik Brahe ผู้ซึ่งเป็นผู้บัญชาการทหารม้าและเป็นผู้สนับสนุนสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นผู้นำการปฏิวัติ ซึ่งถึงแม้ว่าพระราชินี Louisa Ulrika จะไม่ได้ร่วมวางแผนในรายละเอียด แต่ก็เป็นที่ชัดเจนว่าพระองค์ทรงสนับสนุนและอยู่เบื้องหลังความพยายามก่อรัฐประหารดังกล่าว ซึ่งเป็นผลมาจากความขัดแย้งจากการที่ฝ่ายสภาฐานันดรมุ่งมั่นที่จะทำลายพระราชอำนาจ รวมถึงพยายามแทรกแซงกิจการภายในราชวงศ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การกำกับควบคุมการศึกษาของมกุฎราชกุมารโดยสภาฐานันดร
แผนการในการปฏิวัติคือ การยึดเมืองหลวงสตอกโฮล์มในวันที่ 22 มิถุนายน ค.ศ. 1756 และจะมีการเตรียมมวลชนในสตอกโฮล์มที่สนับสนุนคณะเจ้า รวมทั้งกองกำลังทหารรักษาพระองค์ที่ประจำการอยู่ในสตอกโฮล์ม และมีการตกลงกันว่า หลังจากให้สัญญาณแล้ว บรรดาผู้ที่สนับสนุนการปฏิวัติทั้งหมดจะมารวมตัวกันในตอนกลางคืน
และจากการช่วยเหลือสนับสนุนของผู้ที่สนับสนุนการปฏิวัติ คณะเจ้าจะเข้าควบคุมเมืองหลวงและทำการเข้าจับกุมตัวบรรดาสมาชิกสภาบริหารและแกนนำของพรรค the Hats และหลังจากนั้น พระมหากษัตริย์จะทรงเปิดประชุมสภาฐานันดรชุดใหม่โดยทันที และให้ที่ประชุมสภาฐานันดรลงมติรื้อฟื้นพระราชอำนาจของพะมหากษัตริย์กลับคืนมา
จากสภาพการณ์ดังกล่าวนี้ ทูตฝรั่งเศสมีความเห็นว่า หากการปฏิวัติสำเร็จตามแผน คณะเจ้าจะสังหารสมาชิกสภาบริหารและแกนนำของฝ่าย the Hats ที่อยู่ในบัญชีดำที่หมายหัวไว้แล้ว แต่ทูตปรัสเซียเห็นตรงกันข้ามและยืนยันว่า เท่าที่ตนรับรู้ว่า การสังหารและการยึดทรัพย์สินของฝ่าย the Hats ไม่ได้อยู่ในแผนปฏิวัติ
ในวันที่ 21 มิถุนายน Adolf Frederick และ Louisa Ulirika ข้าราชการและบรรดาผู้นำฝ่าย the Hats ได้ไปชมการแสดงที่โรงละคร และในตอนกลางดึก กลุ่มฝ่ายเจ้าจำนวนไม่กี่คนที่มีความใกล้ชิดกับสมเด็จพระราชินีได้ตัดสินใจลงมือปฏิบัติการตามแผนที่เตรียมไว้ โดย Ernst Angel ที่เป็นผู้จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ไปพับกับ Johan Puke และ Magnus Stalsvard และลงมือโจมตี
แต่ Brahe และ Hard ยังไม่พร้อมในคืนวันนั้น เพราะ Brahe ยังติดขัดเรื่องคลังแสงอยู่ ทั้งสองอาจจะพยายามที่จะหยุดยั้งการปฏิบัติการ แต่มันก็สายไป อีกทั้ง Angel กลับเมาสุราที่ร้านเหล้าและได้เผลอหลุดปากแผนการปฏิวัติออกมา ซึ่งบางแหล่งอ้างอิงเชื่อว่าเกิดการทรยศหักหลัง แต่บางแหล่งกล่าวเพียงว่า แผนการได้หลุดรั่วออกมา
เมื่อทางฝ่าย the Hats ทราบ Count Fersen ได้เป็นผู้นำในการปราบกบฏ โดยสั่งการให้มีกองกำลังทุกฝ่ายเตรียมพร้อม และสั่งตรงไปยังกองกำลังที่ไว้ใจได้ให้เข้าควบคุมพื้นที่ต่างๆในสตอกโฮล์ม
ทางฝ่ายคณะเจ้า เมื่อทราบข่าว Brahe ได้รีบเข้าเฝ้า Adolf Frederick และกราบบังคมทูลให้พระองค์ “ขึ้นทรงม้า” เพื่อเป็นสัญลักษณ์ในการนำการปฏิวัติ และ Louisa Ulrika ก็พร้อมที่จะทรงม้าตามและพร้อมเผชิญหน้ากับอันตรายต่าง ๆ ด้วย แต่กระนั้น ได้มีทหารตรวจการอยู่เต็มถนนแล้ว ทำให้ท้ายที่สุด Brahe และผู้ร่วมก่อการอีก 6 คนถูกจับคุมตัว
มีผู้วิเคราะห์ถึงสาเหตุของความล้มเหลวในการปฏิวัติของคณะเจ้าว่าเกิดจากปัจจัยดังต่อไปนี้คือ หนึ่ง แผนการปฏิวัติรั่วไหล สอง ขาดผู้นำที่เข้มแข็งเด็ดขาด ทำให้แผนการสับสน
ด้านหนึ่งคือ Horn ที่ขาดความอดทนและเร่งรีบ ซึ่งอาจจะมาจากแรงกดดันจาก Louisa Ulrika ส่งผลให้เกิดความสับสนและขัดแย้งในขั้นตอนต่างๆ และที่สำคัญคือ Adolf Frederick แสดงความลังเลอย่างยิ่ง เพราะเมื่อถึงช่วงเวลาวิกฤต ที่ทางฝ่าย the Hats ล่วงรู้ต่อแผนการปฏิวัติ และบรรดาผู้ก่อการกบฏหลายกลุ่มได้มารวมตัวกัน
สิ่งที่สำคัญที่สุดขณะนั้นคือจะต้องหว่านล้อมให้บรรดาทหารรักษาพระองค์สนับสนุนพระมหากษัตริย์ และเพื่อให้เป็นเช่นนั้น คณะผู้ก่อการอันได้แก่ Brahe, Horn, Hard และ Wrangel และคนอื่นๆได้กราบบังคมทูล Adolf Frederick ให้เสด็จลงไปที่สนามของพระราชวังและให้กำลังแก่บรรดาทหาร แต่ไม่เป็นไปตามแผนเพราะ Adolf Frederick ทรงไม่กล้าหาญพอ พระองค์กลับทรงลังเลตัดสินใจไม่ได้
หลังจากที่ Fersen สามารถปราบกบฏลงได้ สภาฐานันดรได้ตั้งคณะกรรมาธิการพิเศษขึ้นเพื่อสอบสวนเหตุการณ์การกบฏที่เกิดขึ้น คณะกรรมาธิการพิเศษได้ใช้วิธีการทรมานในการสอบปากคำบรรดาผู้ถูกกล่าวหา
ผู้ที่ถูกกล่าวหาได้แก่ Erik Brahe, Gustaf Jacob Horn และอีกหกคน และในขณะที่มีการพิจารณาคดี Stina Piper ภริยาที่กำลังตั้งครรภ์ได้พยายามอยู่หลายครั้งที่จะขอร้องให้คณะกรรมาธิการพิเศษบรรเทาโทษต่อสามีของเธอ แต่คณะกรรมาธิการไม่สนใจคำร้องของเธอ และได้มีการทำหนังสือกราบบังคมทูลต่อ Adolf Frederick เพื่อขอพระราชทานอภัยโทษ แต่อำนาจในการอภัยโทษมิได้อยู่ที่องค์พระมหากษัตริย์ แต่อยู่ที่สภาบริหาร และสภาบริหารก็ได้ปฏิเสธคำร้องดังกล่าว
คณะกรรมาธิการได้ใช้เวลาห้าวันในการพิจารณาคดี และตัดสินลงโทษประหารชีวิต Erik Brahe, Gustaf Jacob Horn และผู้ถูกกล่าวทั้งหกคน โดย Erik Brahe ถูกประหารชีวิตในวันที่ 23 กรกฎาคม ส่วน Wrangle และ Horn สามารถหลบหนีไปได้ ส่วนคนอื่นๆที่เป็นชั้นผู้น้อยได้รับโทษที่เบากว่า
แม้ว่า สมเด็จพระราชินีจะทรงอยู่ในสถานะที่ถูกกล่าวหาและพิพากษาจากฝ่าย the Hats ที่ไม่พอใจในตัวพระองค์อย่างยิ่ง แต่ในที่สุด คณะกรรมาธิการได้ตัดสินให้พระองค์ต้องทรงอยู่ภายใต้ความดูแลของคณะนักบวชที่ทำหน้าที่อบรมสั่งสอนพระองค์เป็นเวลานาน ในขณะที่ Pechlin ในฐานะที่เป็นสมาชิกในฐานันดรอภิชนได้ทำตัวให้มีบทบาทโดดเด่นโดยการเสนอให้สำเร็จโทษ Louisa Ulrika โดยให้พระองค์ทรงเสวยยาพิษ
ส่วน Adolf Frederik ถูกบังคับให้ลงพระปรมาภิไธยในเอกสารที่เสนอต่อสภาฐานันดรโดยมีข้อความว่า พระองค์ทรงยอมรับว่า พระองค์ได้ทรงถูกชักนำโดยบรรดาที่ปรึกษาที่ชั่วร้ายให้ยอมรับเห็นด้วยกับการปฏิวัติ และในวันที่ 23 สิงหาคม ค.ศ. 1756 สภาฐานันดรได้ออกพระราชบัญญัติให้ Adolf Frederick ลงพระปรมาภิไธยโดยกำหนดเงื่อนไขว่า หากพระองค์ทรงกระทำการใดๆที่จะล้มล้างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน สภาฐานันดรจะถอดถอนพระองค์ออกจากราชบัลลงก์
จุดจบของ “การปฏิวัติคณะเจ้าเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1756” คือ สภาฐานันดรฝ่าย the Hats ได้ลงมติประหารชีวิตแกนนำอย่าง Erik Brahe และ Gustaf Jacob Horn และบุคคลในคณะเจ้าอีกหกคน แต่ Horn และ Wrangle หลบหนีไปได้ สมเด็จพระราชินี Louisa Ulrika ทรงต้องอยู่ภายใต้การอบรมของคณะนักบวช และ Adolf Frederick พระมหากษัตริย์ทรงต้องลงพระปรมาภิไธยยอมรับว่าพระองค์ทรงหลงผิดและหากพระองค์ทรงมีความเคลื่อนไหวใดๆ ในอันที่จะทำการล้มล้างรัฐธรรมนูญและระบอบการปกครอง พระองค์จะต้องถูกสภาฐานันดรถอดถอน
และทั้งหมดนี้คือจุดจบของความพยายามในการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองของคณะเจ้าที่เกิดขึ้นในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1756 คณะเจ้าต้องพบกับความอัปยศอดสู สถาบันพระมหากษัตริย์กลับถูกลิดรอนตีกรอบพระราชอำนาจมากขึ้นไปอีก พระมหากษัตริย์ถูกบังคับให้ต้องลงพระปรมาภิไธยในกฎหมายที่พระองค์ไม่ทรงเห็นด้วยผ่านการใช้ตรายางประทับ ซึ่งแม้แต่ราษฎรที่ต่ำต้อยที่สุดในสวีเดนก็ยังไม่ถูกบังคับเช่นนั้นได้ มิพักต้องกล่าวถึงการที่พระองค์ต้องลงพระปรมาภิไธยยอมรับว่า พระองค์ทรงหลงผิด ทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์สวีเดนต้องกลายเป็นที่อับอายแก่ผู้คนทั้งยุโรป
ความพ่ายแพ้ของฝ่ายก่อการทำให้ the Hats มีโอกาสที่จะกำจัดบรรดาผู้สนับสนุนการทำรัฐประหารคนอื่นๆด้วย
คณะผู้ก่อการได้ถูกบดขยี้ลงอย่างเหี้ยมโหดและง่ายดาย แต่กระนั้น Adolf Frederick ก็ยังโชคดีที่ชะตากรรมของพระองค์ไม่ต้องลงเอยเหมือนอย่างพระเจ้าชาร์ลสที่หนึ่งแห่งราชวงศ์สจ๊วต (Charles I of Stuart) ของอังกฤษ ที่หลังจากที่พระองค์พ่ายแพ้ในสงครามกลางเมืองต่อฝ่ายรัฐสภาแล้ว พระองค์ต้องถูกตัดสินสำเร็จโทษโดยการตัดพระเศียรในปี ค.ศ. 1649
แม้ Adolf Frederick จะยังได้ทรงครองราชย์ต่อไปในฐานะพระมหากษัตริย์แห่งสวีเดน แต่ฝ่ายสภาฐานันดรก็ได้ทำให้พระองค์กลายเป็นพระมหา กษัตริย์ที่ถูกลดค่าและเสื่อมพระเกียรติที่สุดในบรรดาพระมหากษัตริย์ทั้งหมดของยุโรป กล่าวได้ว่า ไม่มีพระมหากษัตริย์พระองค์ใดในยุโรปที่ทรงครองราชย์ในสภาพที่ตกต่ำเช่นนั้น Adolf Frederick จึงทรงครองราชย์ด้วยความขมขื่นในฐานะที่เป็นเพียงหุ่นเชิดที่ไร้อำนาจหรือเป็นเพียงตรายางให้แก่ฝ่ายอภิชนในรัฐสภาจวบจนวาระสุดท้ายของพระองค์ในปี ค.ศ. 1771
การก่อการกบฏของคณะเจ้าในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1756 ได้ทำให้แนวโน้มท่าทีที่จะแตกแยกของพรรค the Hats ได้ยุติลง และพลิกผันไปสู่การรวมตัวกันต่อต้านฝ่ายพระมหากษัตริย์ และทำการปกป้องรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1720 ที่เอื้อต่อการครองอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จของฝ่ายตน
กระนั้น การแบ่งแยกฝักฝ่ายในพรรค ก็ยังมีอยู่ นั่นคือ มีกลุ่มก๊วนส่วนตัวถึงสามกลุ่มใน the Hats และเป็นปฏิปักษ์ต่อกันและกัน ดังจะได้กล่าวในตอนต่อไป: “สภาฐานันดร: การขึ้นสู่ความเป็นองค์อธิปัตย์อันสมบูรณ์”


