ในความเป็นไป
วรศักดิ์ มหัทธโนบล
ทุกสังคมมักมีคนอวดฉลาดหรืออวดรู้ และน่าเชื่อว่าทุกคนต้องเคยมีประสบการณ์กับคนประเภทนี้อย่างน้อยก็หนึ่งครั้งในชีวิต ถ้าโชคร้ายหน่อยก็อาจเจอทุกวัน เช่น เจอในที่ทำงานซึ่งต้องเห็นหน้ากันทุกวันหรือทำงานร่วมกัน เป็นต้น แต่โดยทั่วไปแล้วคนที่เจอมักจะไม่โดดเดี่ยวมากนัก เพราะทั้งตนกับเพื่อนร่วมงานคงหาทางจัดการกับคนแบบนี้ได้เอง
แต่เนื่องจากคนอวดฉลาดมีมาแต่โบร่ำโบราณ จีนซึ่งเป็นประเทศที่ใหญ่และมีประชากรมาก ทั้งยังมีความเจริญมาหลายพันปี การใช้คำเรียกคนอวดฉลาดจึงมีหลายคำ แต่ละคำต่างก็มีที่ใช้ต่างกันตามกาลเทศะ
คำแรกคือคำว่า จื้อจั้วชงหมิง (自作聪明) โดยสองพยางค์แรกหมายถึง คิดว่าหรือเชื่อว่าตนเป็น ส่วนสองพยางค์หลังแปลว่า ฉลาด รอบรู้ รู้จริง เมื่อรวมเป็นสี่พยางค์จึงหมายถึง คิดว่าตนฉลาด ทำเป็นอวดฉลาด จะเห็นได้ว่า คำคำนี้ฟังดูมีน้ำเสียงกึ่งประชดประชัน
จากความหมายข้างต้น คำว่า จื้อจั้วชงหมิง จึงมักจะถูกนำมาใช้ว่ากล่าวตักเตือนหรือใช้สอนคนในครอบครัวจีน ว่าอย่าทำตนอวดฉลาดหรืออวดรู้ ควรเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน คอยรับฟังคนอื่นอยู่เสมอ ซึ่งการสอนในเรื่องทำนองนี้ถือเป็นเรื่องปกติในครอบครัวจีน เช่นเดียวกับอีกหลายเรื่องที่เริ่มสอนกันตั้งแต่ในครอบครัว เพื่อให้ลูกหลานของตนไม่ไปเสียผู้เสียคนนอกบ้าน
คำต่อมาคือคำว่า ต้าชงหมิง (大聪明) คำว่า ต้า แปลว่า ใหญ่ เมื่อรวมเป็นสามพยางค์จึงหมายถึง พวกรู้มากหรืออวดฉลาด คำคำนี้จึงลดน้ำเสียงลงมาเบากว่าคำแรก โดยมากมักใช้ในเชิงล้อคนในกลุ่มที่ไม่ว่าจะพูดอะไรก็รู้ไปหมด รู้ทุกเรื่อง ส่วนจะผิดจะถูกเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
จากความหมายและที่ใช้ของคำว่า ต้าชงหมิง ดังกล่าวหลายคนอาจนึกได้ว่า มีคนแบบนี้ในกลุ่มเพื่อนของตนหรือไม่ ถ้ามีก็คงบอกได้ว่าตนรู้สึกอย่างไรกับคนแบบนี้ ซึ่งก็คงมีสองแบบที่สลับปรับเปลี่ยนกันไป แบบหนึ่ง อาจรู้สึกรำคาญ อีกแบบหนึ่ง รู้สึกขำ ถ้าเป็นแบบหลังแล้วก็ค่อยยังชั่วหน่อย เพราะบ่อยครั้งที่เพื่อนแบบนี้กลายเป็นตัวตลกในกลุ่มเพื่อนโดยไม่รู้ตัว
ดีไม่ดีเป็นเพื่อนที่ขาดไม่ได้ในกลุ่ม ขาดไปเมื่อไรก็หมดสนุก
คำที่สามคือคำว่า ไป๋มู่ (白目) แปลตรงตัวว่า ตาขาว แต่จริง ๆ แล้วมิได้มีความหมายเช่นนั้น คำคำนี้หมายถึง อวดฉลาดแบบไม่ดูกาลเทศะ ไม่ดูตาม้าตาเรือ หรือรู้สี่รู้แปด กล่าวกันว่า เป็นคำที่คนจีนไต้หวันใช้กัน และเป็นคำที่มีน้ำเสียงค่อนข้างแรงอาจถึงขั้นด่าเลยก็ว่าได้
คนที่อวดฉลาดจนถูกเรียกว่า ไป๋มู่ มักเป็นคนที่มีบุคลิกภาพที่บางครั้งก็ไร้มารยาท คือพูดในขณะที่ไม่ควรพูด พูดโดยไม่เกรงใจคู่สนทนา ซึ่งอาจมีคนเดียวหรือหลายคน จนบางครั้งก็ถึงขั้นผูกขาดการพูด ไม่เปิดโอกาสให้คนอื่นได้พูดบ้าง หรือบางทีคนอื่นพูดอยู่ก็จะพูดแทรกเข้ามา ที่ร้ายกว่านั้นคือ พอพูดแทรกได้แล้วก็พูดต่อยาว ๆ จนคนที่พูดยังพูดไม่จบหมดโอกาสพูดก็มี
โดยส่วนตัวเคยเจอคนประเภทนี้อยู่สองสามครั้ง ถ้าเจอก็มักหาทางตีตัวออกไปจากวงสนทนา ขืนอยู่ฟังต่อไปก็คงประสาทกิน แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า เจ้าตัวรู้ตัวหรือไม่ว่าที่ตนกำลังทำอยู่นั้นเป็นเรื่องที่ไม่ถูกไม่ควร
สุดท้ายคือคำว่า ปานเหมินน่งฝู่ (班门弄斧) คำคำนี้น่าสนใจมาก ถือเป็นคำพังเพยเลยก็ว่าได้ โดยคำแรกคือคำว่า ปาน แปลว่า ห้องเรียน (ปานจี๋, 班级) ไปทำงาน (ซ่างปาน, 上班) เลิกงาน (เซี่ยปาน, 下班) ทำงานล่วงเวลา (เจียปาน, 加班) เข้าเวร (จื๋อปาน, 加班) หรือเที่ยวบิน (หางปาน, 航班) เป็นต้น ปาน จึงมีบริบทของการใช้ที่กว้างและมักใช้คู่กับคำอื่น
ส่วนคำที่สองคือ เหมิน แปลว่า ประตู ส่วนจะเป็นประตูอะไรก็ใช้คำนั้นมากำกับ ในที่นี้ขอละไว้ไม่ยกตัวอย่าง คำที่สามคือ น่ง แปลว่า จัดการ ทำ สร้าง ซ่อมแซม แก้ไข เล่น จับต้อง ยุ่งเกี่ยว เป็นต้น สุดท้ายคือ ฝู่ แปลว่า ขวาน
เมื่อรวมคำทั้งสี่เป็นคำว่า ปานเหมินน่งฝู่ จะมีความหมายในเชิงสำนวนว่า รำขวานหน้าบ้านช่างไม้ โดยเปรียบคนถือขวานซึ่งเป็นอุปกรณ์หนึ่งของช่างไม้ไป “รำ” อยู่หน้าบ้านของช่างไม้ เพื่อสอนช่างไม้ให้รู้จักการใช้ขวาน ทั้งที่ควรจะรู้ว่า ช่างไม้ใช้ขวานของตนเป็นประจำอยู่แล้ว
โดยปริยายจึงหมายถึง คนที่อวดฉลาดด้วยการไปสอนคนที่รู้ดีกว่าตน เพื่ออวดว่าตัวเองเก่งในเรื่องนั้นไม่ว่าจะโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม สำนวนนี้จึงเข้ากับสำนวนไทยที่ว่า เอามะพร้าวห้าวไปขายสวน สอนหนังสือสังฆราชหรือสมภาร หรือสอนจระเข้ให้ว่ายน้ำ
อย่างไรก็ตาม คำที่เป็นสำนวนคำนี้มีที่มาที่น่าสนใจ กล่าวคือ จีนในสมัยรัฐศึก (จ้านกั๋ว, 战国, ก.ค.ศ.475–221) อันเป็นยุคที่จีนตกอยู่ในสถานการณ์สงครามระหว่างรัฐต่าง ๆ อยู่นั้น มีบุคคลผู้หนึ่งชื่อว่า หลู่ปาน มีนามเดิมว่า กงซูปาน (กงซูเป็นแซ่) เป็นชาวรัฐหลู่
หลู่ปานมีความรู้ความสามารถในงานช่างก่อสร้าง กล่าวขานกันว่า ฝีมือของเขามีความประณีตสูงจนได้รับการยกย่องว่า หลู่ปานเป็นเทพแห่งช่างไม้ ช่างปูน ช่างก่อสร้าง วิศวกรรม และสถาปัตยกรรม ถึงปานนั้นกันเลยทีเดียว
ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะหลู่ปานเกิดและเติบโตในครอบครัวช่างไม้ หลังจากนั้นก็ได้ศึกษาวิชาช่างอื่น ๆ กับอาจารย์ที่มีชื่อเสียง และความที่เขามีพรสวรรค์และความพากเพียร เขาจึงสั่งสมประสบการณ์งานช่างจนเป็นผู้ชำนาญการในแผ่นดิน
จน ก.ค.ศ. 450 หลู่ปานได้เดินทางไปรับจ้างรัฐฉู่ผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ทางการทหารเพื่อใช้ทำศึกกับรัฐอื่น แต่เขากลับถูก เมธีม่อจื่อ (墨子, ราว ก.ค.ศ.470-391) คัดค้านพร้อมกับแนะนำว่า หลู่ปานควรใช้ฝีมือไปสร้างเครื่องมือที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง แทนที่จะมาสร้างเครื่องมือทำลายล้างในทางสงคราม
ได้ฟังดังนั้นหลู่ปานจึงล้มเลิกความคิดของตน แล้วหันไปประดิษฐ์เครื่องไม้เครื่องมือที่ใช้ในชีวิตประจำวันแทน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือช่างไม้ การเกษตร เช่น กุญแจ กบไสไม้ และเลื่อย เป็นต้น
เรื่องของเลื่อยนั้นเล่ากันว่า ครั้งหนึ่งกษัตริย์รัฐหลู่ต้องการให้หลู่ปานสร้างวังแห่งใหม่ให้โดยให้เวลาสร้างสามปี แต่ไม้ที่จะใช้สร้างนั้นอยู่ห่างไกลมาก ลำพังแค่ตัดไม้มาสร้างเวลาสามปียังไม่พอ หลู่ปานจึงวิตกกังวลยิ่งนัก
แต่ในขณะที่เดินทางไปบนเขาเพื่อตัดไม้นั้น มือของเขาก็ให้บังเอิญไปโดนใบของหญ้าที่มีฟันซี่เล็ก ๆ บาดเข้า เหตุการณ์นี้ได้จุดประกายความคิดให้เขาประดิษฐ์เลื่อยขึ้นมาเพื่อใช้ตัดไม้ จนสามารถประหยัดเวลาและกำลังคนได้มาก การสร้างวังจึงสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี
ส่วนสำนวนที่ว่า “ปานเหมินน่งฝู่” นั้นเกิดขึ้นในสมัยราชวงศ์ถัง (618-907) มีบัณฑิตผู้หนึ่งซึ่งเป็นนักอักษรศาสตร์ชื่อ หลิ่วจงหยวน (773-819) ได้เขียนความตอนหนึ่งว่า “ผู้ใดสำแดงทักษะการใช้ขวานต่อหน้าหลู่ปาน ผู้นั้นไร้ยางอายเต็มที”
ข้อความดังกล่าวสื่อถึงความถ่อมตนของหลิ่วจงหยวน ว่าความสามารถของตนในบางเรื่องมิอาจเทียบเทียมกับผู้ที่มีอาชีพหรือผู้เชี่ยวชาญในด้านนั้นได้ จึงไม่บังควรไปอวดตนในเรื่องนั้นให้ขายหน้าโดยใช่เหตุ
แต่นั้นมาคำกล่าวนี้จึงเป็นที่รู้จักกันของคนจีน แต่จะทำได้แค่ไหนย่อมเป็นอีกเรื่องหนึ่ง


