ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - การสูญเสียสัตว์ทะเลหายาก กรณี “ซันเดย์” ลูกพะยูน วัย 3 เดือน หลังจากหลงฝูงมาเกยตื้น บริเวณปากคลองใกล้หาดแหลมสน อ.กะเปอร์ จ.ระนอง ซึ่งอยู่ห่างจากโครงการแลนด์บริดจ์เพียง 6 กม. ฉายภาพการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ของประเทศอันส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง
ทั้งนี้ แม้เครือข่ายประชาชนในพื้นที่ประสานเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแหลมสน ส่งชุดกู้ภัยและสายตรวจอุทยานฯ นำอุปกรณ์เข้าช่วยเหลือและในทันที ก่อนส่งต่อศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ทะเลหายากสิรินธาร จ.ภูเก็ต เพื่อรักษาและฟื้นฟูอย่างเร่งด่วน ทว่า สุดท้าย “ซันเดย์” ก็เสียชีวิตลงจากภาวะช็อกจากการติดเชื้อในระบบไหลเวียนเลือดและขาดน้ำรุนแรงในวันที่ 7 กรกฎาคม ที่ผ่านมา
ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เปิดเผยผลการชันสูตรว่า ความสมบูรณ์ร่างกายอยู่ในระดับปกติค่อนทางผอม (BCS = 2.5/5 ) ลักษณะภายนอกพบรอยช้ำข้างลำตัว พบภาวะน้ำตาลในกระแสเลือดต่ำ และภาวะขาดน้ำปานกลางถึงรุนแรง การทำงานของทางเดินอาหาร พบภาวะท้องอืด โดยมีแก๊สสะสมในทางเดินอาหารจำนวนมาก
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้เก็บตัวอย่างเลือดและเนื้อเยื่อจากอวัยวะต่างๆ ส่งตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ เพื่อยืนยันสาเหตุการตายอย่างละเอียด หลังจากนั้นจะนำผลการศึกษามาใช้พัฒนาองค์ความรู้และแนวทางการช่วยเหลือสัตว์ทะเลหายาก เพื่อเพิ่มโอกาสรอดชีวิตของพะยูนและสัตว์ทะเลหายากชนิดอื่นๆ ในอนาคต
กล่าวสำหรับข่าวเศร้าการสูญเสียพะยูนน้อยหลังเกยตื้นถึง 2 ครั้ง บริเวณปากคลองใกล้หาดแหลมสน อ.กะเปอร์ จ.ระนอง กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกจับจ้อง โดยเฉพาะเรื่องการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ของประเทศที่ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยตรง เนื่องจากจุดที่ลูกพะยูนหลงฝูงมาเกยตื้นอยู่ห่างจากพื้นที่ก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกโครงการแลนด์บริดจ์ (Land Bridge) เพียง 6 กิโลเมตร
ประการสำคัญ รายงาน EHIA ระบุว่าไม่พบข้อมูลพะยูนในรัศมี 5 กิโลเมตร สะท้อนขอบเขตการประเมินประผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่ยังไม่เพียงพอ ส่งผลกระทบต่อสัตว์ทะเลหายาในทะเลอันดามันของไทย
ผศ. ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวแสดงจุดยืนว่า รัฐต้องพิจารณาผลกระทบจากการสร้างท่าเรือแลนด์บริดจ์อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ มีข้อมูลทางทะเลที่ครบถ้วนสมบูรณ์ โดยในปัจจุบันข้อมูลจาก EHIA ไม่ได้ระบุใดๆ เกี่ยวกับสัตว์ทะเลหายาก ทั้งที่ลูกพะยูนเพศตัวนี้เกยตื้นที่อุทยานแหลมสน อันเป็นพื้นที่ติดกับจุดที่จะสร้างท่าเรือขนาดใหญ่และมีการขุดร่องน้ำ (แหลมอ่าวอ่าง ระนอง)
โดยระบุว่าชีวิตน้องซัยเดย์พะยูนน้อยวัย 3 เดือน เป็นหลักฐานชัดเจนว่าในบริเวณการสร้างท่าเรือแลนด์บริดจ์มีสัตว์ทะเลหายากและสัตว์สงวนของไทย (พะยูน) การพิจารณาตัดสินใจจึงจำเป็นต้องตรวจสอบในประเด็นนี้อย่างจริงจัง เพื่อให้มีข้อกำหนดในการลดผลกระทบให้มากที่สุด
สอดคล้องกับข้อมูลจากเพจ Environman เผยแพร่บทความเรื่อง “แลนด์บริดจ์กับหายนะของพะยูน - แหล่งหญ้าทะเลเสี่ยงถูกกลบถาวร – พรากความหลากหลายทางชีวภาพไปตลอดกาล” สะท้อนความว่า โครงการแลนด์บริดจ์ระนอง-ชุมพร มีแผนถมทะเลรวมกว่า 6,000 ไร่เพื่อก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกทั้งสองฝั่ง ที่ระนอง ท่าเรือจะถูกสร้างบริเวณอ่าวและพื้นที่ชายฝั่งติดกับป่าชายเลน ซึ่งในบริเวณนั้นมีแหล่งหญ้าทะเลหนาแน่นที่พะยูนใช้หาอาหาร
โครงการจะส่งผลกระทบต่อพื้นที่ประมาณ 300,000 ไร่ทั่วภาคใต้ รวมถึงการถมทะเลขนาดใหญ่ที่ระนองและชุมพร ขณะที่เส้นทางขนส่งจะตัดผ่านพื้นที่เกษตร ป่าชายเลน และระบบนิเวศทางทะเลที่อ่อนไหว กระบวนการทำลายหญ้าทะเลเกิดขึ้นตั้งแต่การถมทะเลโดยตรง แปลงหญ้าทะเลจะถูกฝังถาวรใต้แผ่นคอนกรีตและหิน ไม่มีทางฟื้นคืนได้ พะยูนหญิงที่คลอดลูกตัวละ 1 ตัวทุก 3-7 ปีจะไม่มีที่กลับมาอีก
การก่อสร้างท่าเรือจะทำให้ตะกอนในน้ำฟุ้งกระจายออกไปเกินขอบเขตที่ประเมินไว้ และคุกคามแนวปะการังและแหล่งหญ้าทะเล เมื่อตะกอนทับถมบนใบหญ้าทะเล แสงแดดไม่สามารถส่องผ่านได้ การสังเคราะห์แสงหยุดชะงัก และหญ้าทะเลตายในที่สุด
ด้วยระบบนิเวศในทะเลอันดามันมีการเชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อน ความเสียหายในพื้นที่หนึ่งสามารถส่งผลกระทบกระเพื่อมออกไปทั่วภูมิภาค รวมทั้ง การสัญจรของเรือขนาดใหญ่นับร้อยลำต่อวัน และน้ำมันรั่วไหลที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ จะสะสมในแหล่งหญ้าทะเลที่เหลืออยู่กลายเป็นมลพิษทางน้ำที่รุนแรง
โดยวิจารณ์ปัญหาที่ร้ายแรงที่สุดไม่ใช่แค่การก่อสร้าง แต่คือการที่รัฐบาลพยายามทำให้ผลกระทบดูเล็กลงกว่าความเป็นจริง เนื่องจากรายงาน EHIA ที่รัฐบาลใช้ในการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ ผลการสำรวจสัตว์หน้าดิน (Benthic Animals) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสุขภาพทะเลที่สำคัญ ระบุว่ามีเพียง 7 หน่วยต่อตารางเมตร ทั้งที่งานวิจัยก่อนหน้าในน่านน้ำใกล้เคียงพบถึง 200 ชนิดต่อตารางเมตร
ทั้งนี้ การพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ดำเนินการให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐเรื่องการยกระดับคุ้มครองสัตว์ทะเลหายาก ท่ามกลางความท้าทายจากปัจจัยธรรมชาติความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศหรือภาวะโลกร้อน (Climate Change) ทำให้อุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้น จนเกิดปรากฏการณ์หญ้าทะเลเสื่อมโทรม เมื่อแหล่งอาหารหดหายพะยูนต้องอพยพย้ายถิ่นฐาน เกิดสถานการณ์พะยูนในตรังอพยพย้ายถิ่นกระจัดกระจายไปยังพื้นที่อื่นๆ เช่น กระบี่ พังงา ระนอง และภูเก็ต เพื่อค้นหาแหล่งอาหารใหม่ซึ่งแม้จะมีความพยายามจากภาครัฐและชุมชนในการอนุรักษ์ แต่จำนวนพะยูนก็ยังคงลดลงอย่างน่าตกใจ
ดร.ก้องเกียรติ กิตติวัฒนาวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านวิจัยทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมในระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยสถานการณ์พะยูนไทยจากการสำรวจจำนวนประชากรของพะยูนในปี 2568 โดยอากาศยานไร้คนขับหรือโดรนถ่ายภาพทำการสำรวจ พบว่าจำนวนพะยูนลดลงมากกว่า 50% หรือลดลงครึ่งหนึ่งจากที่เคยมี จากตัวเลขเดิมสูงสุดที่เคยสำรวจพบในปี 2566 มีพะยูนในทะเลไทยจำนวน 248 ตัว แต่ปัจจุบันนี้เหลือเพียง 114 ตัว
สาเหตุการตายของพะยูนสาเหตุหลักมาจากการขาดแคลนหญ้าทะเล เนื่องจากแหล่งหญ้าทะเลในหลายพื้นที่ถูกทำลายสูญหายไป โดยเฉพาะสาเหตุจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก และตั้งแต่ต้นปี 2567 พบว่าทะเลฝั่งอันดามันมีความเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทะเลแห้งผิดปกติ ทำให้หญ้าทะเลในหลายพื้นที่ลดจำนวนลง รวมทั้ง การทับถมของตะกอนส่งผลให้แหล่งหญ้าทะเลจึงสูญหายไปมากกว่า 20,000 ไร่
ทั้งนี้ เมื่อหญ้าทะเลตายส่งกระทบต่อพะยูนซึ่งกินหญ้าทะเลเป็นอาหารหลัก เมื่อไม่มีหญ้าทะเลอย่างเพียง พะยูนขาดอาหารเกิดการป่วยและผอมโซ ส่งผลต่อพฤติกรรมเกิดการอพยพไปหากินยังพื้นที่อื่นๆ ที่มีหญ้าทะเลอยู่ เป็นเหตุให้พบพะยูนตามจุดต่างๆ ในทะเลไทย
จากปรากฏการณ์หญ้าทะเลเสื่อมโทรมและแห้งตายในแถบทะเลอันดามัน แหล่งอาหารหลักของพะยูนฝูงกำลังเข้าสู่ขั้นวิกฤต เมื่อไม่มีอาหารพะยูนจึงต้องอพยพย้ายถิ่นฐานกระจัดกระจายไปในพื้นที่ที่ไม่คุ้นเคย เสี่ยงอันตรายจากภัยคุกคามต่างๆ รวมถึงเหตุการณ์ล่าสุดกรณีลูกพะยูนอาจพลัดหลงจากฝูงได้ง่ายขึ้น
ขณะนี้พะยูนไทยกำลังเผชิญวิกฤตใกล้สูญพันธุ์จากปัจจัยทางธรรมชาติการขาดแคลนแหล่งหญ้าทะเล ซึ่งเป็นแหล่งอาหารและพื้นที่อาศัยสำคัญ การพลัดหลงจากฝูงจนเกยตื้นการตายปริศนา ซึ่งพบการเสียชีวิตของพะยูนอย่างต่อเนื่องโดยพบการติดเชื้อและภาวะขาดน้ำรุนแรง รวมทั้ง ผลกระทบจากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ ซึ่งกรณีการเสียชีวิตของลูกพะยูนในพื้นที่จังหวัดระนอง สร้างความกังวลต่อผลกระทบจากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ในทะเล ต่อแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ทะเลหายากอย่างยิ่ง
การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสัตว์ทะเลหากยากเป็นโจทย์ข้อยากของรัฐบาลไทย ซึ่งการอยู่รอดของ พะยูน, วาฬ, เต่าทะเล ฯลฯ สัตว์ทะเลหากยากเหล่านี้เป็นดัชนีชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของทะเลไทย.


