คนแคระบนบ่ายักษ์
ไชยันต์ ไชยพร
ความปั่นป่วนในสภาฐานันดร : การประท้วงและการก่อกระแสของตัวแทนฐานันดรชาวนา
การประกาศดังกล่าวได้สร้างความไม่พอใจในกับฐานันดรชาวนาที่สนับสนุนคณะเจ้า เพราะพวกชาวนาเห็นว่า การที่เสียงข้างมากในสภาฐานันดรที่เป็นพวก the Hats ประกาศจะใช้ตรายางพระปรมาภิไธยเช่นนั้น เป็นวิธีการที่ใช้อำนาจบาตรใหญ่ของเสียงข้างมากและไม่สนใจความรู้สึกขององค์พระมหากษัตริย์
อีกทั้งฝ่ายคณะเจ้ายังได้โน้มน้าวให้พวกชาวนาเห็นว่า การกระทำของฝ่าย the Hats นั้นไม่เพียงแต่จะเป็นการโจมตีที่ตัวพระมหากษัตริย์เท่านั้น แต่ยังเป็นการละเมิดเสรีภาพที่ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญของชาติด้วย
ส่วนพวกชาวนาโดยทั่วไปไม่พอใจกับวิธีการซื้อขายเสียงเพื่อให้ได้มาซึ่งตำแหน่งในสภาฐานันดร สภาบริหารและคณะกรรมาธิการต่างๆของฝ่ายรัฐบาล the Hats และรวมทั้งการบริหารเศรษฐกิจที่ล้มเหลวที่ทำให้สวีเดนต้องเป็นหนี้มากขึ้น ขณะเดียวกันทางฝ่ายคณะเจ้าเองก็ยังใช้วิธีการเลี้ยงสุราและให้สินบนแก่พวกตัวแทนฐานันดรชาวนาอีกด้วย
ส่งผลให้เกิดการประท้วงและเกิดความสับสนวุ่นวายขึ้นในที่ประชุมของสภาฐานันดรชาวนา ที่จะเป็นชนวนนำไปสู่การยึดอำนาจในที่ประชุมสภาฐานันดร ค.ศ. 1755 โดยคณะเจ้าคาดหวังว่า เมื่อเกิดความสับสนวุ่นวายในที่ประชุมสภาฐานันดรเหมือนอย่างที่เคยเกิดขึ้นในที่ประชุมสภาฐานันดร ค.ศ. 1743 แล้ว บรรดาชาวนาในพื้นที่ต่างๆ ลุกฮือขึ้น อีกทั้งยังได้ตระเตรียมให้ผู้ที่ฝักใฝ่คณะเจ้าที่ติดอาวุธเตรียมพร้อมอยู่บริเวณใกล้ที่ประชุมของฐานันดรอภิชน เพื่อที่จะจัดการจับกุมตัว Fersen ในฐานะประธานสภาฐานันดรทันที หากมีการลากตัวประธานและเลขาธิการของฐานันดรชาวนาออกมา
โดยคณะเจ้าคาดการณ์ว่า จากการสร้างสถานการณ์ดังกล่าวนี้จะทำให้บรรดาตัวแทนฐานันดรต่างๆ ในที่ประชุมสภาฐานันดรเกิดความหวาดวิตกเกรงกลัวและยอมที่จะกลับมติในเรื่องการแต่งตั้งตำแหน่งนายทหารและข้าราชการ
แต่ Fersen ในฐานะประธานสภาฐานันดรสามารถควบคุมสถานการณ์ไวได้ โดยตัวแทนชาวนาเหล่านั้นถูกตีและลากตัวออกไปจากที่ประชุม Fersen ได้กล่าวตำหนิพวกชาวนาและยืนยันว่า สภาฐานันดรได้ลงมติในกรณีดังกล่าวไปแล้ว ไม่สามารถจะทบทวนเปลี่ยนแปลงอะไรได้อีก และได้สั่งให้นำตัวผู้ก่อกวนไปคุมขังทันที ทำให้บรรยากาศในที่ประชุมสภาฐานันดรกลับคืนสู่ปกติ และสภาฐานันดรได้ประกาศผลการลงมติจากฐานันดรทั้งสี่ต่อพระพักตร์ของ Adolf Frederick
ฟางเส้นสุดท้ายแห่งความขัดแย้ง :
การใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1720 เข้าจัดการกิจการส่วนพระองค์: การปฏิวัติโดยคณะเจ้า ค.ศ. 1756
จากนั้นสภาฐานันดรได้ลงมติแต่งตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อสอบสวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นและลงโทษผู้ที่มีส่วนในการวางแผนต่อต้านไม่ยอมรับกติกาตามรัฐธรรมนูญ แม้ว่าจะไม่ปรากฎชัดเจนว่าใครคือผู้วางแผนให้เกิดการลุกฮือสร้างความปั่นปั่วนในสภา ใครคือผู้ตัดสินใจให้ลงมือ และใครคือผู้ที่ประสานติดต่อกับตัวแทนของฐานันดร และไม่มีความแน่ชัดว่า สมเด็จพระราชินี Louisa Ulrika ทรงอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นี้มากน้อยเพียงไร ?
แต่สภาฐานันดรตั้งข้อระแวงสงสัยอยู่เสมอมาว่า สมเด็จพระราชินีทรงเป็นผู้มีอิทธิพลต่อการก่อความวุ่นวายต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากฐานันดรชาวนา ที่เริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่ ค.ศ. 1747 ที่พระองค์ทรงสื่อสารกับชาวนาในพื้นที่ต่างๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ Dalarna ในครั้งที่ทรงเสด็จพระราชดำเนินในฐานะพระชายาของมกุฎราชกุมารและสมเด็จพระราชินีแห่งสวีเดนในอนาคต
ดังนั้น การตอบโต้พระองค์ สภาฐานันดรจึงได้หยิบยกประเด็นเกี่ยวกับการกำกับดูแลการศึกษาแก่พระราชโอรสและพระราชธิดาของพระองค์ขึ้นมาและอ้างบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1720 ที่ให้อำนาจสภาฐานันดรในการตรวจตราและควบคุมดูแลเรื่องการศึกษาของพระราชโอรสและพระราชธิดาของพระมหากษัตริย์ และสภาฐานันดรได้ใช้อำนาจตามบทบัญญัติดังกล่าวในรัฐธรรมนูญปลดบรรดาพระอาจารย์ที่ถวายความรู้แด่พระราชโอรสและพระราชธิดา ซึ่งเป็นที่ทราบกันว่า พระอาจารย์เหล่านั้นได้รับการคัดเลือกโดยสมเด็จพระราชินี และสภาฐานันดรได้แต่งตั้งพระอาจารย์ที่ฝ่าย the Hats เป็นผู้เลือก
มาตรการต่างๆ ดังกล่าวของฝ่าย the Hats ไม่ว่าจะเริ่มจากการผิดสัญญาที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ความขัดแย้งระหว่างพระมหากษัตริย์กับสภาบริหารที่ลงเอยด้วยการใช้ตรายางประทับแทนพระปรมาภิไธย และการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญเข้าแทรกแซงกิจภายในพระบรมวงศานุวงศ์ นอกจากจะเป็นฟางเส้นสุดท้ายแล้วยังเป็นการราดน้ำมันลงบนกองไฟอีกด้วย
ในที่สุด Louisa Ulrika และคณะเจ้าได้ตัดสินใจที่จะต่อสู้กับสภาฐานันดรที่ถูกครอบงำโดย the Hats ด้วยการวางแผนปฏิวัติ โดย Louisa Ulrika ทรงอยู่เบื้องหลังคณะเจ้าที่มีอภิชนรุ่นใหม่จำนวนหนึ่งที่สนับสนุนอำนาจอันสมบูรณ์เด็ดขาดของสถาบันพระมหากษัตริย์ (pro-absolutist factions) อภิชนรุ่นใหม่กลุ่มนี้ไม่พอใจกับการใช้อำนาจตามอำเภอใจของสภาฐานันดร และโดยเฉพาะพวกบรรดานายทหารรุ่นใหม่ที่ไม่พอใจที่ the Hats ใช้อำนาจแต่งตั้งหรือเลื่อนตำแหน่งสำคัญๆในระบบราชการทั้งพลเรือนและทหารที่ขัดกับกฎระเบียบทั่วไปของทหาร
และนายทหารเหล่านี้มีความประทับใจชื่นชมในองค์พระมหากษัตริย์ Adolf Frederick ที่ทรงยืนหยัดของไม่ยอมตามเสียงข้างมากของสภาบริหารที่ลงมติแต่งตั้งบุคคลอย่างไม่ถูกทำนองคลองธรรม ดังที่ปรากฏในพระราชดำรัสข้างต้นว่า พระองค์ไม่ทรงสามารถทำในสิ่งที่ฝืนมโนสำนึกของพระองค์ได้
ขณะเดียวกัน มาตรการที่ออกโดยสภาฐานันดร อันได้แก่ การเข้าไปแทรกแซงควบคุมการศึกษาของมกุฎราชกุมาร การให้ใช้ตรายางประทับแทนพระปรมาภิไธยได้สร้างความโกรธแค้นไม่พอใจให้บรรดาผู้สนับสนุนสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างยิ่ง
ในบันทึกของ Johan Ludvig Hard กล่าวถึงการกระทำของฝ่าย the Hats ไว้ว่า “มันเหมือนกับการกล่าวกับพระมหากษัตริย์ว่า ‘พระองค์ไม่ได้ทรงเป็นอะไรได้อีก และอำนาจทั้งหลายเป็นของเรา (สภาบริหาร)”
และผู้ที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับ the Hats จำนวนไม่น้อย กระทั่งที่เป็นพวกที่ไม่ได้หัวรุนแรงอะไรมากนัก ต่างเริ่มเชื่อว่า สภาบริหารและพรรคฝ่าย the Hats ที่ฝักใฝ่ฝรั่งเศส ได้ไปไกลเกินขอบเขตอำนาจของสภาบริหารในกรณีความขัดแย้งกับพระมหากษัตริย์ และส่วนใหญ่มีความกังวลว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้คือภาวะที่ขาดสมดุลทางอำนาจ
และผู้สนับสนุนคณะเจ้าอย่างแข็งขันที่สุดเห็นด้วยกับทรรศนะของ Hard ที่ว่า “ในการที่จะรักษาปิตุภูมิ มีวิธีเดียวเท่านั้น คือ พวกเราต้องติดอาวุธด้วยกำลังและความกล้าหาญ และจะต้องทำการปฏิวัติด้วยความเต็มใจเพื่อที่จะเปลี่ยนรูปแบบการปกครองทั้งหมด”
ความคิดที่จะใช้กำลังความรุนแรงนี้ไม่ใช่ของใหม่ เพราะ Louisa Ulrika และพรรคเจ้าได้เคยต้องสงสัยในการวางแผนให้เกิดการใช้ความรุนแรงในช่วงก่อนที่สภาฐานันดรจะประชุมและทั้งในระหว่างการประชุม ดังที่ผู้เขียนได้กล่าวไปแล้ว
โปรดติดตามตอนต่อไป “ความพยายามในการปฏิวัติของคณะเจ้าในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1756”


