เวลาผ่านมาแล้ว 4 เดือน หลังการบุกร่วมสหรัฐฯ-อิสราเอล ถล่มอิหร่านในสายๆ วันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ ซึ่งเรียกกันว่า สงครามถล่มอิหร่าน และทำให้ราคาน้ำมันดิบ, แก๊สธรรมชาติ ตลอดจนแร่ธาตุสำคัญเกิดการขาดแคลนทั่วโลกอย่างตั้งตัวไม่ทัน เพราะขณะนั้น ทั้งโลกกำลังตั้งความหวังว่า การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านกำลัง “ใกล้แล้วๆ” ที่จะตกลงกันได้เรื่องการพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่าน ทำให้ราคาน้ำมันดิบร่วงผล็อยลงมา โดยเบรนต์อยู่แค่ 70-72 เหรียญ และเวสต์เทกซัสอยู่แค่ 65-66 เหรียญเท่านั้น
วันจันทร์ที่ 3 มีนาคม ราคาเบรนต์ไปแตะ 120 เหรียญ...ซึ่งทำให้ผู้นำสูงสุดของอิหร่านและครอบครัวต้องถูกทั้งขีปนาวุธและระเบิดโจมตีเสียชีวิตทันที ท่ามกลางการจัดประชุมของท่านผู้นำสูงสุดอิหร่านร่วมกับเหล่าแม่ทัพนายกองเพื่อเตรียมตัวกับการเจรจากับสหรัฐฯ ที่กำลังจะประสบผลสำเร็จในอีก 48 ชม.
อิหร่านสามารถตั้งตัวและรีบตอบโต้โดยถล่มไปยังฐานทัพสหรัฐฯ ที่ตั้งอยู่ราว 20 แห่งรอบๆ อ่าวเปอร์เซีย...และต่อมา ผู้นำใหม่ของอิหร่านได้ประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซห้ามเรือทุกลำเข้าออกทันที
รัฐบาลทุกประเทศทั่วโลกต่างงัดมาตรการต่างๆ ออกมา เพื่อชะลอการกระชากขึ้นของราคาน้ำมัน...ส่วนใหญ่จะนำเอาน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ออกมาใช้เพื่อประวิงเวลา และทำให้ราคาน้ำมันขายปลีกที่หน้าปั๊มไม่พรวดพราดขึ้นมาทันทีทันควัน (ตามธรรมชาติของเหล่าบริษัทน้ำมันที่น้ำขึ้นต้องรีบตัก โดยจะทำกำไรได้มหาศาลที่เอาน้ำมันที่สำรองเอาไว้ และซื้อมาในราคาถูก-กลับมาขายในราคาแพงลิ่ว)
ในยามหน้าสิ่วหน้าขวานที่เกิดอาการช็อกกับสงครามอิหร่าน รัฐบาลส่วนใหญ่จะให้น้ำหนักกับราคาน้ำมันหน้าปั๊มที่ทยอยปรับขึ้น โดยรัฐบาลจะเข้าแทรกแซงราคาหรือเข้าไปตรวจสอบสต๊อกน้ำมันของโรงกลั่นต่างๆ ว่า ต้นทุนที่แท้จริงอยู่ที่ราคาเท่าใด มีการกักตุนน้ำมันไปแอบอยู่ที่ไหนบ้าง และมีการแอบสมคบตั้งราคาน้ำมันทั้งที่โรงกลั่น และที่หน้าปั๊มขายปลีกหรือไม่?
เพราะทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเป็นส่วนสำคัญยิ่งต่อราคาสินค้าและบริการ
สำหรับที่เกาหลีใต้ แม้เวลาผ่านช่วงวิกฤตขาดแคลนน้ำมันมาถึง 4 เดือนแล้ว แต่ฝ่ายรัฐบาลโดยอัยการสูงสุดไม่ให้เรื่องผ่านไปโดยไม่เหลียวแลว่าในช่วงวิกฤตในเดือนมีนาคมนั้น โรงกลั่นใหญ่ๆ ของเกาหลีใต้ได้มีการสมคบกันกำหนดราคาโดยโก่งราคาทำร้ายประชาชนหรือไม่
ในวันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม ที่ผ่านมา สำนักอัยการได้ตั้งข้อหาแก่ 4 โรงกลั่นยักษ์ของเกาหลี รวมทั้งเจ้าหน้าที่ 4 คนของสองโรงกลั่นยักษ์ ว่าได้มีการสมคบกันตั้งราคาขายน้ำมันในราคาที่สูงเกินจริง
การสมคบกันฮั้วราคา (Price-Fixing) นี้ ทำร้ายประชาชนที่ต้องจ่ายแพงเกินจริง...มีมูลค่าสูงถึง 17,000 ล้านดอลลาร์ (หรือกว่า 5 แสน 5 หมื่นล้านบาท)
โดยออกหมายเรียกผู้บริหารทั้ง 4 โรงกลั่น รวมทั้งเจ้าหน้าที่ 4 คนมาสอบสวน
สื่อเกาหลีใต้ได้นำเสนอชื่อของโรงกลั่นทั้ง 4 แห่งได้แก่ S.K. Energy (ในเครือ SK Innovation) HD Hyundai Oilbank (ในเครือ Hyundai); CS Caltex and S-Oil
สื่อเกาหลีใต้รายงานว่า เจ้าหน้าที่ 4 คนนั้น อยู่ในโรงกลั่นยักษ์สองแห่งคือ S.K. Energy and HD Hyundai ส่วนอีก 2 โรงกลั่นนั้นได้ปรับราคาตาม 2 ยักษ์ใหญ่นี้
มีหลักฐานว่า ได้มีการแอบติดต่อระหว่าง 4 เจ้าหน้าที่ ถึงกำหนดวันเวลาและราคาน้ำมันที่จะปล่อยออกมา รวมทั้งการบังคับปั๊มที่ขายปลีกแก่ประชาชนที่จะต้องจำยอมตามที่โรงกลั่นบังคับมา
นอกจากนั้น คณะกรรมการดูแลการแข่งขันและป้องกันการผูกขาดทางการค้า ก็ทำงานแข็งขันประสานกับทางสำนักอัยการด้วย
ที่ลืมไม่ได้ก็คือ Whistle Blowers หรือพนักงานภายในบริษัทที่ทำผิดกฎหมายว่าด้วยผูกขาดนั่นแหละ เป็นผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับข้อมูลเบื้องต้น และรู้เห็นกับการกระทำผิดกฎหมายเหล่านี้…น่าจะเป็นผู้ชี้เบาะแสแก่ทางคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าและสำนักอัยการ...หรือในหมู่เจ้าหน้าที่ที่ร่วมกระทำผิดอาจเปลี่ยนใจมาเป็นพยานเพื่อลดหย่อนความผิดที่ตนได้กระทำไปแต่ต้นก็เป็นได้
และยังมีสภาผู้แทนที่จะยกเรื่องนี้พิจารณาให้ถึงพริกถึงขิงเพื่อกระชากหน้ากากผู้สูบเลือดสูบเนื้อจากประชาชน โดยเย้ยต่อกฎหมายบ้านเมือง
ซึ่งกระบวนการยุติธรรมของเกาหลีใต้ก็ได้พิสูจน์ตนเองจนเป็นที่เลื่องลือกระฉ่อนโลกมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
ตั้งแต่อดีตปธน.คนล่าสุด ยุน ซอกยอล และภรรยา ที่ต้องรับโทษจำคุกจากการสร้างหลักฐานเท็จเพื่อก่อการยึดอำนาจ ทำผิดรัฐธรรมนูญที่ออกประกาศกฎอัยการศึกโดยไม่ผ่านสภาฯ โดยถูกจับขณะยังดำรงตำแหน่ง
ย้อนหลังไปตั้งแต่อดีตปธน.ชุน ดู-ฮวาน (ดำรงตำแหน่ง 1981-1988) โดนข้อหาคอร์รัปชันและทรยศต่อชาติ (หลังจากหมดวาระจากตำแหน่งแล้ว) ถูกโทษประหารชีวิต ต่อมาได้รับการลดโทษเป็นจำคุกตลอดชีวิต
อดีตปธน.โร แตวู (ดำรงตำแหน่ง 1988-1993) ได้รับโทษจำคุกตลอดชีวิต (หลังลงจากตำแหน่งแล้ว) จากการฉ้อฉลใช้เงินงบประมาณก้อนโต และรับสินบนจากธุรกิจ ต่อมาไม่นานมานี้เพิ่งได้รับการอภัยโทษ
อดีตปธน.โรห์ มู-ฮยอน (ดำรงตำแหน่ง 2003-2008)ถูกถอดถอนในสภาฯ แต่ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญได้กลับคำพิพากษา...ได้กระโดดหน้าผาทำอัตวินิบาตกรรม กรณีที่ภรรยาไปแอบให้บริษัทก่อสร้างมาซ่อมแซมบ้าน เป็นการรับเงินอย่างผิดกฎหมาย
อดีตปธน.ลี เมียงบัค (ดำรงตำแหน่ง 2008-2013) คนนี้เคยมาเป็นวิศวกรคุมงานก่อสร้างอยู่ที่ภาคใต้ของไทย และต่อมาได้เป็นนายกเทศมนตรีกรุงโซลประสบความสำเร็จมากในการนำท่อใต้ดินเพื่อทำให้น้ำไม่ท่วมเมืองโซล...ก็ถูกทำโทษจำคุก 15 ปี ทั้งรับสินบนและฉ้อฉลงบประมาณและหนีภาษี
ปธน.หญิงคนแรก ปาร์ค กึน-ฮเย (ดำรงตำแหน่ง 2013-2016) ทั้งถูกสภาฯ ถอดถอนและถูกจำคุกข้อหาฉ้อราษฎร์บังหลวงถูกศาลจำคุก 24 ปี และเพิ่งได้รับการอภัยโทษเมื่อเร็วๆ นี้เอง
จะได้เห็นการทำงานอย่างเข้มข้นของสำนักงานอัยการ, สภาฯ และคณะตุลาการอย่างที่บ้านเราประเทศไทยยังอยู่ห่างไกลนัก
แน่นอนว่า การลงโทษกรณีฉ้อราษฎร์บังหลวงนั้น ก็มีการยึดทรัพย์เพื่อกลับมาเป็นของประชาชนด้วย ซึ่งเป็นการใช้อำนาจของประชาชนผ่านทางฝ่ายบริหาร, ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการที่มีการตรวจสอบถ่วงดุลอย่างไม่เกรงกลัวใดๆ
นี่เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ประเทศเกาหลีพัฒนาพร้อมการลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำจากประเทศที่มีการพัฒนาพอๆ กับประเทศไทยในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ใหม่ๆ...ดูวันนี้แล้ว ช่างต่างกันลิบ...ขณะที่เกาหลีอยู่ใน OECD แต่ของเรา…ไม่น่าลุ้นด้วยซ้ำว่า เราจะเข้า OECD ได้ในเร็วๆ นี้!
ปีล่าสุดจากการจัดอันดับดัชนีรับรู้การฉ้อราษฎร์ของ TI (องค์กรวัดความโปร่งใส) ปรากฏทำได้แค่ 33 จาก 100 ขณะที่เกาหลีได้ 63 จาก 100 คิดเป็นสองเท่าของไทย และไทยอยู่ลำดับความโปร่งใสที่ 108 ใน 180 ประเทศ ขณะที่เกาหลีอยู่ลำดับที่ 31
เฉพาะในหมู่ประเทศในเอเชียด้วยกัน เกาหลีอยู่ในลำดับที่ 5 (รองมาจากสิงคโปร์, ฮ่องกง, ญี่ปุ่น, ภูฏาน ทั้ง 4 ประเทศอยู่ใน Top Tier) ขณะที่เกาหลีอยู่ใน Upper Middle Tier…รองจากเกาหลีใต้คือ มาเลเซียได้คะแนน 50-52 และจีนได้คะแนน 43
เวียดนามก็มีคะแนนสูงกว่าไทยอยู่ที่ 41 และอินเดียก็มีคะแนนสูงกว่าไทยอยู่ที่ 39 ทั้งสองประเทศอยู่ใน Lower-Middle Tier
แต่ไทยอยู่ในข่ายใกล้ๆ สุดท้ายของลิสต์ทีเดียว
นี่ขนาดยังไม่นับความเน่าเฟะของการสอบคัดเลือกเป็นข้าราชการที่เหม็นไปทั่วโลก และเป็นบ่อเกิดของการถอนทุนคืนของเหล่าข้าราชการกังฉินที่ซื้อตำแหน่งเข้ามาขูดรีดประชาชน
ประชาธิปไตยที่เกาหลีพิสูจน์ตัวเองมาหลายครั้งว่า มีการปฏิรูปการเมืองและการตรวจสอบอำนาจกันอย่างเข้มข้น เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชนที่จะไม่ถูกปล้นไป ทั้งอำนาจที่ประชาชนพึงมีและความอยู่ดีกินดี, กินอิ่มนอนอุ่นที่ประชาชนส่วนใหญ่ของไทยถูกทอดทิ้ง เพราะความไม่เป็นประชาธิปไตยของไทยนั่นเอง


