xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

จับตา “ชัชชาติ” จาก “ผู้ว่าฯ” สู่ “นายกฯ” สัญญาณเตือนภัยถึง “เชน-มาร์ค-เท้ง-หนู”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผู้จัดการสุดสัปดาห์ -  ชัยชนะของ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ในศึกเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.) อีกครั้ง น่าจะทำให้เขาเกิดความมั่นใจในเส้นทางการเมืองเบื้องหน้าอย่างมีนัยสำคัญ 

เพราะ 8 ปีในเก้าอี้ตัวนี้น่าจะเพียงพอแล้วสำหรับคนชื่อชัชชาติ ซึ่งนั่นหมายความว่า ถ้า “ชัชชาติ” จะยังคง “เล่นการเมือง” ต่อไป จุดหมายปลายทางของเขาก็น่าจะอยู่ที่ “นายกรัฐมนตรี”

คะแนนเสียงจากคนกรุงเทพฯ จำนวน 1,537,784 คะแนน คือหลักประกันอันมั่นคงในการเดินทางไปสู่ปลายทางแห่งความฝัน โดยเฉพาะจุดยืนในเรื่อง “ความเป็นอิสระ” ที่ทำให้ “ผู้ว่าฯ ทริป” กวาดคะแนนได้จากทั้ง “ด้อมส้ม-คนเสื้อแดงและฝ่ายอนุรักษ์นิยม” ตลอดรวมถึง “คนกลางๆ” ซึ่งพร้อมจะไหลไปตามกระแส

และถ้าเป็นเช่นนั้น ย่อมหมายความว่า เขาจะเป็นคู่แข่งคนสำคัญสำหรับ “แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี” จากพรรคการเมืองต่างๆ

ที่ต้องจับตาก็คือ “อาจารย์เชน-ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” หัวหน้าพรรคเพื่อไทยและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคที่หลังจากรับไม้ต่อจาก “คุณหนูอิ๊งค์-แพทองธาร ชินวัตร” พร้อมรับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) ก็ทำคะแนนกระเตื้องขึ้นมามากขึ้นเรื่อยๆ

ทั้งนี้ เป็นที่รับรู้ว่า นายชัชชาตินั้นมีความสัมพันธ์อันดีกับพรรคเพื่อไทย เพราะเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมของพรรคมาก่อนที่จะลงสมัครเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งการลงสมัครรับเลือกตั้งทั้ง 2 ครั้งของเขา ก็ได้รับการสนับสนุนจาก “ค่ายสีแดง” อย่างชัดแจ้ง

รวมทั้งรู้จักมักคุ้นกับทั้ง “ทักษิณ ชินวัตร” ด้วยเคยเข้ามาช่วยงานและให้คำปรึกษากับกระทรวงคมนาคมทั้งกับรัฐบาลทักษิณ ต่อเนื่องถึงรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช และรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

 แปลไทยเป็นไทยก็คือ ถ้าเส้นทางของนายชัชชาติไปทับกับทางเดินของ “อาจารย์เชน” แห่ง “ตระกูลชินดาวงศ์” ก็ย่อมจะตัดโอกาสทางการเมืองของเขาที่พรรคเพื่อไทย 

นายชัชชาติคงไม่ยอมเป็นแค่ไม้ประดับ เป็นแค่แดนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเบอร์รองจาก “อาจารย์เชน” ซึ่งนั่นหมายความว่า ทางเลือกที่เป็นไปได้มากที่สุดก็คือ การตั้งพรรคการเมืองของตนเอง อันจะทำให้สมการการเมืองทางการเมืองของประเทศเปลี่ยนไปอีกครั้ง

กล่าวคือ นอกจากจะดึงคะแนนจาก “ค่ายสีแดง” บางส่วนได้แล้ว ยังจะดึงคะแนนจาก “พรรคส้ม” และ “ระบอบสีน้ำเงิน” ได้อีกต่างหาก ซึ่งเขาก็แสดงให้เห็นแล้วในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ครั้งที่สอง

นั่นคือความน่ากลัวของนายชัชชาติ และถ้าเขาตัดสินใจตั้งพรรคการเมืองจริง น่าจะเป็นโจทย์ใหญ่สำหรับพรรคเพื่อไทยอยู่ไม่น้อย

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

 อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

 ยศชนัน เรืองสวัสดิ์
ขณะที่เมื่อตัดภาพไปที่คู่แข่ง ซึ่งจะเป็น “แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี” ของพรรคการเมืองอื่นๆ ก็จะเห็นว่า ทุกคนมิได้โดดเด่นสักเท่าไหร่

ยกตัวอย่างเช่น “เสี่ยเท้ง-ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ”  หัวหน้าพรรคประชาชน และ “เดอะมาร์ค-อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”  หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก็ล้วนแล้วแต่อยู่ในภาวะ “ขาลง” ทั้งสองคน

สำหรับค่ายสีฟ้าผลคะแนนเลือกตั้ง สะท้อนให้เห็นว่า คะแนนนิยมของพรรคประชาธิปัตย์เมืองกรุงในยุคนายอภิสิทธิ์คัมแบ็กยังไม่ได้กระเตื้องขึ้นจากเดิมสักเท่าไหร่ แถมด้อมฟ้าออกจะผิดหวังเสียด้วยซ้ำกับการส่ง “เสี่ยเจมส์-อนุชา บูรพชัยศรี  ลงชิงชัยในนามของพรรคแบบที่ต้องส่ายหัว

106,739 คะแนน ของ “เสี่ยเจมส์-อนุชา” คงทำให้แกนนำประชาธิปัตย์ต้องกุมขมับ เพราะเป็นคะแนนที่พรรคได้รับลดลง เมื่อเทียบระหว่างคะแนนเลือกผู้ว่าฯ กทม.กับคะแนนพรรคในการเลือกตั้ง สส.เมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ในสนาม กทม.ประชาธิปัตย์ได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ รวม 317,189 คะแนน ส่วนคะแนนเขตเลือกตั้ง ได้รวมกัน 351,368 คะแนน

ดังนั้น เป็นความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่ระดับนำของพรรคประชาธิปัตย์ ต้องกลับมาทบทวนยุทธศาสตร์การเมือง ที่ยังไม่ตอบโจทย์ หรือโดนใจคนกรุง จะบอกว่า ยอมแพ้ตั้งแต่นายชัชชาติประกาศลงสมัคร จึงมาลงตัวที่ “เสี่ยเจมส์-อนุชา” ก็ดูจำเป็นคำตอบที่ง่ายเกินไปสำหรับพรรคที่เคยเป็นขวัญใจคนกรุงมาก่อน

ฟันธงล่วงหน้าได้เลยว่า “เสี่ยเจมส์-อนุชา” คงค่อยๆ เงียบหายไปจากพรรคประชาธิปัตย์ เผลอๆ จะย้ายค่ายเปลี่ยนขั้วอีกครั้ง เพราะต้องไม่ลืมว่า เขาเคยโผล่ไปร่วมงานกับระบอบสีน้ำเงินมาแล้ว

ส่วนค่ายสีส้ม การที่พรรคประชาชนภายใต้การนำของ “เสี่ยเท้ง-นายณัฐพงษ์” ส่ง “ดร.โจ-ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร  ก็ยิ่งทำให้ด้อมส้มผิดหวังกับภาวะผู้นำของนายณัฐพงษ์ รวมทั้งระดับนำของพรรคไม่น้อย เพราะเห็นว่า ส่งแบบขอไปที

หนักไปกว่านั้นคือ การดึ ศ.สุรพล นิติไกรพจน์  อดีตอธิการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาเป็นประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ทีมผู้ว่าฯ ก็กลายเป็นการสร้างความร้าวฉานในหมู่ด้อมส้ม จนได้รับเสียงจากคนกรุงเพียง 106,739 คะแนน

แถมแทนที่ ดร.โจจะมีส่วนเกื้อหนุนกับผู้สมัคร สก.ของพรรค กลับทำให้เกิดความขัดแย้งภายใน ด้วยรายงานข่าวยืนยันว่า ผู้สมัคร สก.ร้องยี้กับการส่งดร.โจกันแทบจะทั้งหมด

 ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ

 อนุทิน ชาญวีรกูล
 หลายคนถึงกับใช้คำว่า เป็นการวางยุทธศาสตร์ที่ผิดพลาดตั้งแต่ต้น

แต่ที่น่าอับอายชนิดไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนสำหรับทั้งพรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ก็คือ แพ้ให้กับผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.หน้าใหม่ ไร้ค่าย อย่าง  “ติ่ง” มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ซึ่งมาเป็นที่ 2 จำนวน 304,494 คะแนน

ส่วนสนามสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร(ส.ก.) ที่พรรคประชาชนได้มามากสุดจำนวน 22 คนนั้น ยังมีการตีความไปอีกว่า “ด้อมส้ม”ต้องการบล็อกบทบาท ส.ก. เอาไว้ ให้ทำหน้าที่ตรวจสอบ มากกว่าจะไปเป็นฝ่ายบริหาร

ก็ต้องลุ้นกันต่อไปว่า การส่ง “ส.ก.เนอส-น.ส.ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย”  บุตรสาวของ “สมพงษ์ เก่งรุ่งเรืองชัย” อดีต ส.ก.ไทยรักไทย ปี 2541-2549 ลงชิงชัยในเก้าอี้ประธานสภากรุงเทพมหานครนั้น จะเป็นไปอย่างที่วาดฝันไว้หรือไม่ อย่างไร เพราะงานนี้ “ฝ่ายตรงข้าม” ที่มี “ทีมสีเขียว” กลุ่มคนทำงาน เป็นหัวหอกกำลังซุ่มดีลกับบรรดา ส.ก.ที่เหลือ ไม่ว่าจะเป็น “ค่ายสีฟ้า” ที่มี 8 ที่นั่ง “ค่ายแดง” ที่ได้ไป 4 ที่นั่ง และ ส.ก.กลุ่มอิสระอื่น ๆ เพื่อชิงเก้าอี้ตัวนี้เช่นเดียวกัน

ว่ากันว่า ฝ่ายนี้จะเสนอชื่อ “เนติภูมิ มิ่งรุจิราลัย” ส.ก.บึงกุ่ม อดีตรองประธานสภา กทม.ชุดที่แล้ว เข้าชิงประมุขสภา กทม.ครั้งนี้

นี่ไม่นับรวมถึงการเลือกตั้ง “นายกเมืองพัทยา” ที่ผู้สมัครของพรรคประชาชนคือ “เจ๊กวัฒน์-นายอิทธิวัฒน์ วัฒนศาสตร์สาธร” ที่เข้ามาแทน “ดร.เอิง-น.ส.นิศามาศ เลาหรัตนาหิรัญ” หลังทัวร์ลงกรณียอดผู้ติดตาม แอปพลิเคชันว่าเป็นการปั่นและเป็นคนต่างชาติ พ่ายแพ้ต่อ  “นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์”  ผู้สมัครที่สังกัด “บ้านใหญ่คุณปลื้ม” บวกกับแรงหนุนของ และ “บ้านใหม่” ของ “เสี่ยเฮ้ง-สุชาติ ชมกลิ่น”ไปแบบน้ำตาร่วง

แถมทีมนายปรเมศวร์ ยังกวาด ส.ม. หรือ สมาชิกสภาเมืองพัทยาแบบยกทีม 24 คน ขณะที่ผู้สมัครจากพรรคประชาชน สอบตกยกชุด

เป็นความพ่ายแพ้ที่สะท้อนให้เห็นว่า การทำงานของพรรคในระดับพื้นที่ไม่เข้าตาประชาชนและไม่สามารถฝ่าด่าน “บ้านใหญ่” ที่ปรับยุทธศาสตร์ได้อย่างลงตัว

แน่นอนว่า ความพ่ายแพ้ศึกผู้ว่าฯ กทม.และนายกเมืองพัทยา ทำให้มีการถามหาความรับผิดชอบจากนายณัฐพงษ์อีกครั้ง ซึ่งคงต้องติดตามกันว่า ในการเลือกตั้ง สส.ครั้งหน้า นายณัฐพงษ์จะยังคงนั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรคประชาชนและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอีกหรือไม่

เช่นเดียวกับ “เสี่ยหนู-นายอนุทิน ชาญวีรกูล”  แห่งระบอบสีน้ำเงิน ซึ่งคะแนนนิยมแผ่วลงไปเรื่อยๆ ผสมกับความขัดแย้งกับทั้ง  “พี่เน-นายเนวิน ชิดชอบ” และ “โกเกี๊ยะ-นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ”  ที่ร่ำลือกันหนาหูว่า ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ก็ยิ่งสร้างโอกาสให้กับนายชัชชาติมากขึ้นเรื่อยๆ ที่จะสอดแทรกมาเป็น “ตัวเลือกใหม่” ให้กับคนไทยในยามที่เหลียวซ้ายแลขวาแล้วมองไม่เห็นใคร

เหมือนกับการเลือกตั้ง สส.ครั้งที่ผ่านมา จนต้องกลั้นใจไปเลือก “เสี่ยหนู-อนุทิน ชาญวีรกูล” แทน ด้วยความเกรงกลัวว่า “ระบอบส้ม” จะเปลี่ยนแปลงประเทศไปแบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน ทำให้ปฏิบัติการไอโอด้วยยุทธศาสตร์ “ไม่เลือกเราเขามาแน่” ประสบความสำเร็จ

สำหรับการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา แม้ “ทีมชัชชาติ” จะไม่ส่ง “ผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร(สก.)” อย่างเป็นทางการ ด้วยเล็งเห็นถึงความยุ่งยากในการทับซ้อนกับกลุ่มการเมืองที่สนับสนุนให้เขาเป็นผู้ว่าฯ กทม.แต่ก็มิได้หมายความว่า การไม่มี สก.ของตนเองจะเป็นอุปสรรคในการทำงาน

มิหนำซ้ำยังช่วยทำให้ภาพความขัดแย้งของนายชัชชาติกับพรรคการเมืองต่างๆ ไม่ได้ก่อตัวจนสร้างความกินแหนงแคลงใจในอนาคต แม้จะมีการเตะสกัดบ้างจากพรรคเศรษฐกิจเรื่อง “ระบอบอากง” แต่ก็มิได้มีหลักฐานที่จะขยายผลได้ เช่นเดียวกับคนกันเองอย่าง “นายจิรายุ ห่วงทรัพย์” ที่เปิดหน้าโจมตีเพราะมีปัญหาเรื่องผู้สมัครทับซ้อน แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นกระทบกับความสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจตัวจริงของ “ค่ายสีแดง”

แน่นอน นายชัชชาติน่าจะไม่มีปัญหาเรื่อง “ทุน” และไม่น่าจะมีปัญหาเรื่องการหาเสียงซึ่งมีความโดดเด่น

แต่สิ่งที่ทำให้นายชัชชาติจะต้องคิดหนักก็คือ จะกำหนดเส้นทางการเมืองของตนเองเพื่อให้ไปสู่เก้าอี้ “นายกรัฐมนตรีของประเทศไทย” ได้อย่างไร

 นี่นับเป็นโจทย์ใหญ่ที่นายชัชชาติต้องทำการบ้าน โดยเฉพาะการสร้างผลงานในฐานะผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในอีก 4 ปีข้างหน้าภายใต้การเปิดแผลเรื่อง “ระบอบอากง” ให้โดนใจทั้งคนกรุงและประชาชนทั้งประเทศ