xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

“ลูกนก” อยู่ที่ไหน “งบลูกเทพ” ตามไปที่นั่น!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ดุเดือดถึงพริกถึงขิง โดยเฉพาะข้อครหา “กระทรวงดีอี เป็นกระทรวงลูกเทพ เพราะได้งบงบประมาณเยอะ ตามไปด้วย?” 

แถมเมื่อนักข่าวยิงคำถามต่อ   “นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม (ดีอี  ก็ทำให้ “รมต.ลูกนก” ฟอร์มหลุดย้อนถามกลับอย่างขุ่นเคืองว่า “กระทรวงลูกเทพหมายความว่าอย่างไร?”

แต่ก่อนที่การตอบโต้จะจุดชนวนกวนอารมณ์ขุ่น นายไชยชนก ก็ถือโอกาสอธิบายตามที่ชี้แจงในสภาฯ ว่า อยากให้ดูตามเหตุและผลให้เห็นความจำเป็นของการเปลี่ยนผ่านด้านเทคโนโลยี ไม่อยากให้ล้าหลัง แต่ถ้าคิดว่าไม่เหมาะสมที่จะมีงบประมาณเพิ่มขึ้นตนเห็นว่าย้อนแย้ง แถมยังว่าจริง ๆ แล้วงบประมาณของดีอีที่เพิ่มขึ้นยังน้อยไปมากสำหรับประเทศที่จะขับเคลื่อนและพัฒนาไปข้างหน้าจริง ๆ

“รมต.ลูกนก” ยังอธิบายในส่วนงบประมาณของกระทรวงดีอี ที่  “เพิ่มขึ้น 31.8%”  ว่าได้เพิ่มในส่วนของคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) เพื่อการจัดซื้อจัดจ้าง  “ระบบคลาวด์”  และ   “กรมอุตุนิยมวิทยา” ที่ทำระบบแจ้งเตือนภัยพิบัติ งบที่เพิ่มขึ้นนั้นเพราะมีนโยบายจัดซื้อจัดจ้างระบบรวมศูนย์ที่เดียวกัน แม้งบเพิ่มแต่สามารถซื้อคลาวด์ถูกลง 30% ลดบุคลากร ลดงบประชุมจัดซื้อจัดจ้างลงถึง 100 ล้านบาท หากให้กระจายหน่วยงานอาจทำให้เกิดปัญหาเพราะหน่วยงานไม่ชำนาญ

ส่วนการจัดซื้อจัดจ้างระบบคลาวด์ของบางหน่วยงานที่ไม่ถูกนำมารวมกัน มีเหตุผลจากจัดซื้อจัดจ้างไปก่อนและเป็นงบผูกพัน มีความจำเป็นเฉพาะ มีฟังก์ชั่นแตกต่างกัน เช่น กระทรวงการคลัง ที่จัดซื้อจัดจ้างมาก่อน บางหน่วยต้องการใช้จัดเก็บข้อมูลเพื่อความปลอดภัย เช่น กรมการปกครองกลาโหม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.)

นายไชยชนก ยังชี้แจงต่อที่ประชุมสภาฯ ถึงโครงการ TH-AI Passport ซึ่งไม่ได้อยู่ในเล่มงบประมาณ ที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีการล็อคสเปก ในทำนอง “ตัดจบ” และเดินหน้าต่ออย่าได้สงสัย กล่าวคือ

 หนึ่ง  ในเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างเขาได้ตรวจสอบอย่างละเอียด และได้รับรายงานว่าถูกต้องตามกระบวนการของกฎหมายทุกประการ

 สอง ได้เจรจากับคู่สัญญาแล้ว ได้ผลลัพธ์ที่ภาครัฐและประชาชนได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้นมหาศาล

 สาม  ที่สำคัญได้ทดลองใช้แล้วพบว่าได้ใช้สินค้าที่มีคุณภาพสูงกว่า TOR มหาศาล ดังนั้นเป็นการใช้งบกองทุนคุ้มค่าแน่นอน สำหรับประชาชนที่ตั้งตารอจะเป็น 1 ใน 5 ล้านสิทธิ มีโอกาสใช้เอไอ 31 โมเดลฟรี 1 ปี จะรออีกไม่นาน

นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม (ดีอี)
ความมั่นหน้าในการชี้แจงแถลงไขไม่มีอะไรผิดปกติแม้แต่น้อย แถมอวดโอ่ถึงประโยชน์มหาศาลเกินคาดคิดจากโครงการ TH-AI Passport ของนายไชยชนก ทำให้  นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยดี ใช้สิทธิ์ซักถามเพิ่มเติมว่า “รู้สึกหรือไม่ว่าโครงการ ล็อกสเปก” แต่  นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งทำหน้าที่ประธานการประชุม วาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ตัดบทไม่อนุญาตให้ซักถาม

การทำหน้าที่ “ตัดบท” เพื่อช่วย “ตัดจบ” ของนายโสภณ ซารัมย์ นัยหนึ่งก็อาจถูกมองได้ว่าเป็นการทำหน้าที่ “องครักษ์พิทักษ์ลูกเทพ”  เพราะรู้กันว่าการที่นายโสภณ ซารัมย์ ได้ดิบได้ดีทางการเมืองมีที่มาที่ไปอย่างไร และมีใครหนุนเนื่องอยู่เบื้องหลัง

ทั้งนี้ หากถอดคำชี้แจง คำอธิบาย ที่ตัดตอนและละเลยข้อทักท้วงในมิติความโปร่งใสอย่างสิ้นเชิงในโครงการ TH-AI Passport ของนายไชยชนก การอ้างว่าคุณภาพ “สูงกว่า TOR” และ “ไม่ได้อยู่ในเล่มงบประมาณ” ยิ่งสร้างความงุนงงให้แก่สาธารณชนว่า ในเมื่อเป็นโครงการระดับชาติและเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีเอไอ เหตุใดจึงไม่มีความชัดเจนในเอกสารงบประมาณตั้งแต่แรก? ทำไมต้องไปล้วงเอางบจากกองทุนดีอี ที่ไม่ต้องผ่านกระบวนการกลั่นกรองของสภาฯ?

ส่วนการใช้กลไกการเจรจานอกรอบกับคู่สัญญาเพื่อปรับเพิ่มสเปกให้สูงกว่า TOR ถือเป็นการลัดขั้นตอนหรือเอื้อประโยชน์ในลักษณะที่ขัดต่อหลักการแข่งขันอย่างเป็นธรรมหรือไม่? คำตอบของรัฐมนตรีจึงเป็นเพียงการ “การันตีตัวเอง” โดยไม่มีเอกสารเชิงประจักษ์มาหักล้างข้อกังขาของสังคมแต่อย่างใด

สำหรับการยอมรับงบกระทรวงดีอีเพิ่มขึ้นถึง 31.18% และอ้างการจัดซื้อจัดจ้างระบบคลาวด์รวมศูนย์ ทำให้ราคาถูกลง ลดงบประมาณจัดซื้อจัดจ้างกว่าร้อยล้าน แต่ขณะเดียวกันก็ยอมรับว่าไม่สามารถรวมการจัดซื้อได้ทั้งหมดด้วยสารพัดเหตุผล ก็ไม่ต่างกับการพยายามเคลมว่าการรวมศูนย์คือคำตอบของความคุ้มค่า แต่อีกมุมหนึ่งกลับยอมรับว่าหน่วยงานเกรดเอที่มีงบมหาศาลและฐานข้อมูลขนาดใหญ่ต่างแยกวงออกไปจัดซื้อเอง


 คำถามคือแล้วงบประมาณด้านไอทีของชาติในภาพรวมจะประหยัดได้จริงอย่างไร? นี่คือความลักลั่นและย้อนแย้งอย่างรุนแรง! ในเมื่อหน่วยงานเกรดเอระดับพรีเมียมที่มีงบประมาณและฐานข้อมูลไอทีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศต่าง “แยกวง” ออกไปจัดซื้อเองแล้ว ยิ่งชี้แจงก็ยิ่งสะท้อนว่า เป็นเพียงข้ออ้างเพื่อเปิดช่องให้กระทรวงดีอีดึงงบประมาณไปกองไว้ที่ตัวเอง โดยที่ระบบหลังบ้านของประเทศยังคงกระจัดกระจายเหมือนเดิม 

อีกหนึ่งปมที่ตอกย้ำคำว่า “ลูกนกอยู่ที่ไหน งบตามไปที่นั่น” คือกรณีงบประมาณของ กรมอุตุนิยมวิทยา ในปี 2570 ที่พุ่งพรวดขึ้นมาถึง 1,209 ล้านบาท ซึ่งนายไชยชนก เลือกยกกรณีศึกษา “น้ำท่วมจังหวัดกระบี่” ซึ่งเป็นฐานที่มั่นทางการเมืองของพรรคตนเองมาเป็นตัวอย่างความสำเร็จในการแจ้งเตือนภัย

การเลือกยกเคสพื้นที่การเมืองของตัวเองมาอ้างความชอบธรรมเพื่อของบประมาณเพิ่มขึ้นนับพันล้านบาท ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกฝ่ายค้านและสังคมตั้งคำถามว่า นี่คือการจัดสรรงบประมาณปี 2570 ในลักษณะ  “งบเลือกปฏิบัติ” หรือ “งบลูกเทพ”  ที่เน้นประเคนเม็ดเงินลงไปในพื้นที่การเมืองของพรรคพวกตนเองก่อนพื้นที่อื่นของประเทศที่กำลังเผชิญวิกฤตเช่นกันหรือไม่

นอกจากนั้นแล้ว การที่นายไชยชนก พยายามเชื่อมโยงผลงานทั้งหมด โดยระบุอย่างชัดเจนถึงสองครั้งในคำชี้แจงต่อสภาฯว่า สิ่งที่ทำมาทั้งหมดเป็น “ผลงานรัฐบาลภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล” นั่นคือไกด์ไลน์ที่บ่งบอกว่า “ลูกนก” อยู่ที่ไหน งบตามไปที่นั่น! และทั้งหลายทั้งปวงก็เพื่อสร้างผลงานให้กับรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล

“รัฐบาลชุดนี้ นำโดย อนุทิน ชาญวีรกูล ให้ความสำคัญกับทั้งรัฐบาลดิจิทัล เศรษฐกิจดิจิทัล และการรับมือภัยพิบัติอย่างจริงจัง ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี ผมรู้สึกมีความหวังจากการอภิปรายตลอด 3 วันที่ผ่านมา เพราะสมาชิกให้ความสำคัญกับการพัฒนาดิจิทัลและบุคลากรของประเทศมากขึ้น เชื่อว่าภายใน 4 ปี ประเทศไทยจะเห็นการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจและรัฐบาลดิจิทัลอย่างแน่นอน” นายไชยชนก กล่าวย้ำในการชี้แจงต่อสภาฯ

ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เรื่องสำคัญที่ต้องไม่ลืมเป็นอันขาดก็คือ โครงการ TH-AI วงเงิน 1,600 ล้านบาท เป็น “หัวเจาะ” ที่ถูกส่งมาเพื่อปูทางไปสู่โครงการไอที คลาวด์ และบิ๊กดาต้า มูลค่ารวมกัน “หวานเจี๊ยบ” กว่า 13,500 ล้านบาท ที่ต่อคิวรออยู่ในกระทรวง ดีอี-อว.-ศธ.

และต้องไม่ลืมเป็นอันขาดเช่นกันว่า กระทรวงดีอี คือเวทีชุบตัว “ลูกนก” ทายาทรุ่นที่ 3 ของตระกูลชิดชอบ เพื่อสร้างภาพลักษณ์นักการเมืองรุ่นใหม่สายเทคโนโลยี หวังลบภาพจำเดิมของพรรคการเมืองภูมิภาคแนวบ้านใหญ่รับเหมาหรืออนุรักษนิยมลุ่มแม่น้ำมูล แต่เส้นทางการสร้างภาพลักษณ์ของ “ลูกนก” จะถึงฝั่งฝันหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

 ผ่างบกระทรวงดีอี 5 ปี พุ่งพรวด 84% 

เมื่อเจาะลึกตัวเลขงบประมาณของกระทรวงดีอี ย้อนหลัง 5 ปี (ปีงบประมาณ 2566 – 2570) เพื่อดูทิศทาง อัตราการเติบโต และนัยทางการเมืองในช่วงที่พรรคภูมิใจไทยก้าวขึ้นมามีบทบาทนำในฐานะแกนนำร่วมรัฐบาล จะพบแนวโน้มการเติบโตแบบก้าวกระโดดอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะหลังการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลในปี 2566

ตัวเลขงบประมาณกระทรวงดีอี จะพบการพุ่งทะยานจากงบประมาณ 6,800 ล้านบาท ในปี 2566 ขึ้นมาเป็น 12,500 ล้านบาท ในร่างงบประมาณปี 2570 คิดเป็นอัตราการเติบโตสะสมสูงถึงเกือบ 84% ภายในระยะเวลาเพียง 5 ปี

ความดุเดือดในสภาฯ รอบนี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขรวม แต่อยู่ที่ “ไส้ใน” ของงบประมาณและการจัดสรรอำนาจ นั่นคือ ในช่วงปี 2567 - 2570 พรรคภูมิใจไทยก้าวขึ้นมาเป็น “ผู้คุมเกม” ร่วมกับพรรคเพื่อไทย การขับเคลื่อนนโยบายสายเทคโนโลยี แพลตฟอร์มรัฐ และงบประมาณด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ ถูกดึงเข้ามาเป็นวาระหลัก

 งบประมาณของดีอีในช่วงที่พรรคภูมิใจไทยมีอำนาจต่อรองสูง (ปี 2568 - 2570) มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 11-14% ต่อปี ซึ่งถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับกระทรวงเกรด B อื่นๆ 

ฝ่ายค้านและนักวิเคราะห์ต่างตั้งข้อสังเกตว่า งบประมาณที่เพิ่มขึ้นของดีอีถูกนำไปใช้ในลักษณะที่เป็นงบลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทับซ้อน โดยมีการตั้งงบประมาณเกี่ยวกับคลาวด์กลาง และระบบ Big Data ที่ถูกมองว่าเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนโทรคมนาคมขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นฐานกำลังสำคัญที่เชื่อมโยงกับกลุ่มอำนาจใหม่ และงบประชาสัมพันธ์และแพลตฟอร์มที่ไม่ตอบโจทย์ โดยการจัดสรรงบประมาณลงไปยังสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล และสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ถูกตั้งคำถามว่าเป็นการกระจายงบเพื่อสร้างผลงานเชิงการเมือง มากกว่าการแก้ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์หรือภัยความมั่นคงไซเบอร์ที่ประชาชนเผชิญอยู่จริง

ในอดีตเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงดีอี อาจเคยถูกมองว่าเป็นกระทรวงเกรดรอง แต่ในยุคนี้ ดีอีกลายเป็น “ขุมทรัพย์ดิจิทัล”  ที่ทุกพรรคการเมืองต้องการควบคุม เพราะเป็นประตูไปสู่บิ๊กดาต้า ประชาชน และงบประมาณด้านนวัตกรรม การที่งบประมาณดีอีปี 2570 เติบโตขึ้นทะลุหมื่นล้านบาท ยิ่งสะท้อนชัดว่า พรรคแกนนำรัฐบาลและพรรคภูมิใจไทย กำลังใช้กลไกของกระทรวงนี้ในการสร้างฐานอำนาจใหม่ผ่าน “นโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล” ซึ่งเป็นจุดที่ฝ่ายค้านหยิบยกมาอภิปรายถล่มอย่างหนักในฐานะ “งบประมาณเพื่อการสืบทอดอำนาจทางเทคโนโลยี” มากกว่าเพื่อประโยชน์ของประชาชน

 และนี่คือภาพสะท้อนของการจัดสรรงบประมาณเพื่อหล่อเลี้ยงเสถียรภาพของค่ายสีน้ำเงิน โดยเฉพาะกระทรวงดีอี ที่ “ลูกนก” อยู่ไหน งบตามไปที่นั่น ในขณะที่ปัญหาเชิงโครงสร้างอื่น ๆ ของประเทศกลับต้องเฉือนงบแบ่งกันไปตามยถากรรม.