xs
xsm
sm
md
lg

โครงกระดูกของรัฐ: อ่านงบประมาณ ๒๕๗๐ ในฐานะคำสารภาพของรัฐที่แก่ตัวลง / Phichai Ratnatilaka Na Bhuket

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



"ปัญญาพลวัตร"
"ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต"

เมื่อกว่าศตวรรษก่อน โจเซฟ ชุมปีเตอร์ (Joseph Schumpeter) นักเศรษฐศาสตร์ผู้บุกเบิกสำนักที่ภายหลังเรียกกันว่า “สังคมวิทยาการคลัง” (fiscal sociology) ได้เสนอความคิดที่เรียบง่ายแต่แหลมคมไว้ในบทความ "The Crisis of the Tax State" ว่า หากปรารถนาจะเข้าใจธาตุแท้ของรัฐใด อย่าเริ่มจากคำประกาศอุดมการณ์หรือถ้อยแถลงนโยบาย หากจงเริ่มจากบัญชีการคลังของมัน เพราะงบประมาณคือโครงกระดูกของรัฐที่ถูกปลดเปลื้องอาภรณ์แห่งอุดมการณ์ออกจนหมดสิ้น วาทะทางการเมืองอาจประดับประดาด้วยวิสัยทัศน์และคำมั่น แต่ตัวเลขในเล่มงบประมาณไม่รู้จักศิลปะแห่งการเสแสร้ง มันบอกอย่างซื่อตรงว่ารัฐรักใคร เกรงกลัวสิ่งใด ให้ความสำคัญกับอะไร และกำลังเดินไปทางไหนหรือกำลังหยุดเดิน

การอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๗๐ จึงมิใช่เพียงพิธีกรรมประจำปีของรัฐสภา หากคือวาระที่สังคมไทยได้เปิดฟิล์มเอกซเรย์โครงกระดูกของรัฐตนเองออกดูอย่างละเอียดที่สุดครั้งหนึ่ง และภาพที่ปรากฏก็ชวนให้ตั้งคำถามที่ลึกกว่าเรื่องตัวเลขขาดดุล

ผู้อภิปรายจากฝ่ายค้านจำนวนมากใช้ถ้อยคำคล้ายกันราวกับนัดหมาย “มองไม่เห็นอนาคต”


ขณะที่ข้อมูลจากหลายทิศทางชี้ไปยังข้อสรุปเดียวกันว่า รายได้ของรัฐไม่เพียงพอรองรับรายจ่ายประจำและภาระหนี้ที่ขยายตัว งบลงทุนถูกบีบอัดจนแทบไม่เหลือพื้นที่สำหรับสร้างสิ่งใหม่ และช่องว่างทั้งหมดถูกอุดไว้ด้วยการกู้


 บทความนี้เสนอว่า สิ่งที่การอภิปรายครั้งนี้เผยออกมา มิใช่เพียงความบกพร่องทางเทคนิคของเอกสารการเงินฉบับหนึ่ง หากคือ “คำสารภาพ” ของรัฐที่กำลังแก่ตัวลง แก่ด้วยภาระหนี้ แก่ด้วยรายจ่ายประจำ แก่ด้วยระบบราชการรวมศูนย์ แก่ด้วยเครือข่ายผลประโยชน์ และแก่ด้วยวิธีคิดที่ใช้ถ้อยคำใหม่ปกปิดโครงสร้างเก่า

งบประมาณปี ๒๕๗๐ มิใช่งบสร้างอนาคต หากคืองบประคองอดีต และการประคองอดีตนั้น ดังที่จะได้เห็นต่อไป มีราคาที่ต้องจ่ายสูงกว่าที่ตัวเลขใดในเล่มงบจะบันทึกไว้

 รัฐลูกหนี้: จากคำสัญญาแห่งการพัฒนา สู่การกู้เพื่อโปะ

กายวิภาคเบื้องต้นของงบประมาณฉบับนี้เผยให้เห็นรัฐที่น้ำหนักของอดีตถ่วงรั้งไว้ทุกย่างก้าว รายจ่ายบุคลากร บำเหน็จบำนาญ ค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ และดอกเบี้ยหนี้สาธารณะ กลายเป็นก้อนภาระที่ขยายตัวเองโดยอัตโนมัติปีต่อปี ขณะที่งบพัฒนาประเทศ ส่วนที่ควรเป็นหัวใจของการวางรากฐานอนาคต กลับหดตัวลงอย่างต่อเนื่อง ภาพที่ปรากฏจึงมิใช่รัฐที่กำลังเดินหน้า หากคือรัฐที่กำลังใช้ทรัพยากรของคนทั้งประเทศเพื่อประคับประคองพันธะที่ก่อไว้ในอดีต ราวกับเรือใหญ่ที่เครื่องยนต์เกือบทั้งหมดถูกใช้ไปกับการสูบน้ำออกจากท้องเรือ จนไม่เหลือกำลังสำหรับแล่นไปข้างหน้า

ปรากฏการณ์นี้มิใช่เรื่องเฉพาะของไทย เจมส์ โอคอนเนอร์ (James O'Connor) เคยวิเคราะห์ไว้ตั้งแต่ทศวรรษ 1970 ในงานคลาสสิก The Fiscal Crisis of the State ว่ารัฐทุนนิยมสมัยใหม่ต้องแบกหน้าที่สองประการที่ขัดแย้งกันเองในเชิงโครงสร้าง นั่นคือ การหนุนเสริมการสะสมทุนของภาคเอกชน และการธำรงความชอบธรรมทางสังคมผ่านสวัสดิการและบริการสาธารณะ

หน้าที่ทั้งสองล้วนเรียกร้องรายจ่ายที่โตเร็วกว่ารายได้ วิกฤตการคลังจึงมิใช่อุบัติเหตุ หากเป็นแนวโน้มที่ฝังอยู่ในตรรกะของรัฐเอง ทว่าในบริบทไทย แรงตึงนี้ถูกซ้ำเติมด้วยเงื่อนไขเฉพาะ เศรษฐกิจที่โตต่ำกว่าศักยภาพต่อเนื่องนานนับทศวรรษ ฐานภาษีที่แคบและขยายไม่ออก และรายจ่ายที่ถูกผูกมัดไว้ด้วยกฎหมายและพันธะทางการเมืองจนแทบตัดทอนไม่ได้ ผลลัพธ์คือรัฐที่ถอยก็ไม่ได้ เดินหน้าก็ไม่ไหว


 โวล์ฟกัง ชตรีค (Wolfgang Streeck)  นักสังคมวิทยาและนักเศรษฐศาสตร์การเมืองชาวเยอรมัน เรียกวิถีของรัฐเช่นนี้ว่าการเปลี่ยนผ่านจาก “รัฐภาษี” (tax state) สู่  “รัฐลูกหนี้” (debt state) ซึ่งเป็นรัฐที่มิได้ดำรงอยู่ด้วยรายได้จากพลเมืองอีกต่อไป หากดำรงอยู่ด้วยเครดิตจากเจ้าหนี้ และการกู้ในความหมายนี้มิใช่เครื่องมือทางการเงินธรรมดา หากคือวิธี “ซื้อเวลา” เพื่อเลื่อนความขัดแย้งเชิงโครงสร้างออกไปสู่อนาคต

การอภิปรายครั้งนี้ทำให้กลไกดังกล่าวปรากฏต่อสายตาสาธารณะอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ผ่านภาพเปรียบเปรยที่ทรงพลังว่าระบบการคลังไทยกำลังอยู่ในสภาพ “ฝีแตก”

หลายปีที่ผ่านมารัฐบาลตั้งงบรายจ่ายบางรายการต่ำกว่าความจริง แล้วอาศัยเงินคงคลัง เงินสำรอง และการกู้เพิ่มมาอุดช่องว่างเป็นรายทาง ปี ๒๕๗๐ จึงมิใช่ปีที่ปัญหาเพิ่งเกิด หากเป็นปีแรกที่ปัญหาไม่อาจซ่อนต่อไปได้อีก การขาดดุลกลายเป็น “ความปกติใหม่” และการกู้เปลี่ยนหน้าที่จากการสร้างอนาคต เป็นการโปะรายจ่ายของปัจจุบัน

รัฐที่กู้เพื่อสร้างอนาคตกำลังลงทุน แต่รัฐที่กู้เพื่อโปะอดีตกำลังผ่อนส่งความชราของตนเอง และดอกเบี้ยของมันคือโอกาสของคนรุ่นถัดไป

 ศรีธนญชัยในเล่มงบประมาณ

หากการกู้เพื่อโปะคืออาการภายนอกที่มองเห็นได้ อาการที่แนบเนียนกว่าซ่อนอยู่ในระดับของภาษา การอภิปรายหลายช่วงเปิดประเด็นตรงกันว่า รัฐบาลใช้คำว่า “รายจ่ายลงทุน” อย่างกำกวมโดยจงใจ เพื่อให้สัดส่วนงบลงทุนผ่านเกณฑ์ที่กฎหมายวินัยการเงินการคลังกำหนด งบกลางที่ยังไม่รู้ว่าจะใช้ทำสิ่งใด งบฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ไร้รายละเอียด และเงินชดเชยการขาดทุนของหน่วยงาน ถูกจัดหมวดรวมเข้าเป็นรายจ่ายลงทุน จนตัวเลขผ่านเกณฑ์ในเชิงคณิตศาสตร์ แต่ล้มเหลวในเชิงสาระ ฝ่ายค้านเรียกเทคนิคนี้อย่างเจ็บแสบว่าเป็นวิชา “ศรีธนญชัย” ของการงบประมาณ ชนะด้วยถ้อยคำ ในเกมที่ควรตัดสินด้วยเนื้อหา

อำนาจที่ลึกที่สุดมิใช่อำนาจในการบังคับ หากคือ “อำนาจเชิงสัญลักษณ์” ซึ่งเป็นอำนาจในการตั้งชื่อ จัดหมวด และนิยามความจริงให้โลกยอมรับ ผู้ใดกุมอำนาจนิยามศัพท์ในเอกสารทางการ ผู้นั้นย่อมกุมอำนาจกำหนดว่าสิ่งใด “ผ่าน” และสิ่งใด “ไม่ผ่าน” โดยไม่ต้องแตะต้องความเป็นจริงแม้แต่น้อย

เมื่อคำว่า “ลงทุน” ถูกยืดขยายจนครอบคลุมการชดเชยขาดทุนและเงินกองกลางที่ไร้แผน กฎหมายวินัยการคลังก็ถูกลดรูปจากรั้วป้องกัน เหลือเพียงเพดานที่หลบเลี่ยงได้ด้วยพจนานุกรม และสภาผู้แทนราษฎรก็ถูกเชื้อเชิญให้อนุมัติตัวเลขที่ความหมายของมันได้ถูกกลวงเปล่าไปก่อนแล้ว

ปรากฏการณ์เดียวกันแสดงตัวชัดที่สุดในงบด้านปัญญาประดิษฐ์และดิจิทัล คำว่า AI ปรากฏถี่ขึ้น มีเม็ดเงินมากขึ้น แต่เนื้อในจำนวนมากคือการจัดซื้อครุภัณฑ์ การก่อสร้างอาคาร การเช่าคลาวด์ และโครงการที่ซ้ำซ้อนกระจัดกระจายไร้ยุทธศาสตร์รวม นี่คือสิ่งที่อาจเรียกว่า “การติดป้ายอนาคตบนโครงสร้างเก่า”

รัฐพูดภาษาแห่งอนาคต แต่ยังคิดด้วยตรรกะแห่งการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งทำให้เข้าใจยากขึ้น ตัวเลขยังอยู่ครบ แต่ความหมายของมันถูกพรางไว้ใต้ชั้นของนิยามที่ลื่นไหล ความทึบแสงกลายเป็นยุทธศาสตร์ และความกำกวมกลายเป็นเกราะ

เมื่อคำว่า “ลงทุน” ถูกยืดจนครอบคลุมทุกสิ่ง มันก็ไม่เหลือความหมายใดอยู่เลย และงบประมาณก็แปรสภาพจากเครื่องมือของวินัย เป็นเวทีของวาทศิลป์


 กระเป๋ากลางของฝ่ายบริหาร: ดุลยพินิจที่ขยายตัวในความมืด

หัวใจของรัฐสมัยใหม่คือการที่อำนาจถูกล่ามไว้ด้วยกฎ ความชอบธรรมเชิงเหตุผล–กฎหมาย ดำรงอยู่ได้ก็ต่อเมื่อการใช้อำนาจทุกครั้งอ้างอิงกติกาที่รู้ล่วงหน้าและตรวจสอบย้อนหลังได้ ในความหมายนี้ งบประมาณคือสัญญาระหว่างอำนาจกับกติกา เงินทุกบาทควรมีที่มา มีวัตถุประสงค์ และมีผู้รับผิดชอบที่ระบุได้

ทว่างบกลางที่พองโตขึ้นโดยรายละเอียดไม่ชัดเจน โดยเฉพาะเงินที่ถูกกันไว้ในนามภัยพิบัติ เหตุฉุกเฉิน และโครงการนามสกุล “พลัส” ที่หลายรายการไม่ปรากฏชื่อในเล่มงบ คือรอยปริในสัญญาฉบับนั้น เป็นพื้นที่ซึ่งอำนาจการใช้เงินหลุดออกจากโซ่ตรวนของกฎ ไปอยู่ในมือของดุลยพินิจล้วน ๆ

โรเบิร์ต คลิทการ์ด (Robert Klitgaard) นักวิชาการชื่อดังผู้เชี่ยวชาญด้านการต่อต้านคอร์รัปชันสรุปสมการของการทุจริตไว้อย่างกระชับว่า “คอร์รัปชันเท่ากับการผูกขาดอำนาจ บวกดุลยพินิจ ลบความรับผิด” (corruption = monopoly + discretion − accountability) และงบกลางในโฉมหน้าปัจจุบันคือจุดบรรจบของทั้งสามเงื่อนไข นั่นคือ อำนาจตัดสินใจกระจุกอยู่ที่ฝ่ายบริหาร ขอบเขตการใช้กว้างจนแทบไร้กรอบ และกลไกตรวจสอบตามไม่ทันเพราะรายละเอียดถูกเปิดเผยหลังการใช้จ่ายเสมอ

 สิ่งนี้คือ “กระเป๋ากลางของฝ่ายบริหาร” ใช้สะดวก ตรวจสอบยาก และพร้อมถูกแปลงเป็นโครงการทางการเมืองในจังหวะที่ต้องการคะแนนนิยม

ข้อสังเกตนี้มิได้กล่าวหาว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นแล้ว หากชี้สิ่งที่อันตรายไม่แพ้กัน โครงสร้างที่ออกแบบให้การทุจริตเป็นไปได้โดยง่าย คือโครงสร้างที่บ่อนเซาะความไว้วางใจ แม้ในวันที่ยังไม่มีใครทุจริตเลย

มิติที่เจ็บปวดที่สุดของงบกลางคือสิ่งที่อาจเรียกว่า “การเมืองของการเยียวยา” แทนที่จะกระจายงบประมาณให้ท้องถิ่นป้องกันน้ำท่วม ไฟป่า หรือภัยแล้งล่วงหน้า รัฐกลับเลือกเก็บเงินก้อนใหญ่ไว้ที่ส่วนกลาง แล้วรอจนความเสียหายเกิดขึ้นจริงจึงหลั่งไหลลงไป “เยียวยา”

เหตุผลเบื้องหลังทางเลือกนี้เย็นชาอย่างยิ่งเมื่อพินิจในเชิงการเมือง การป้องกันที่สำเร็จไม่มีภาพถ่าย ไม่มีพิธีมอบ ไม่มีผู้อุปถัมภ์ให้จดจำ ขณะที่การเยียวยามีครบทุกองค์ประกอบ มีผู้ให้ มีผู้รับ มีกล้อง และมีบุญคุณ ในสมการเช่นนี้ ความทุกข์ของประชาชนมิใช่ความล้มเหลวของระบบ หากกลายเป็นวัตถุดิบของการผลิตความนิยมทางการเมือง และนั่นคือการกลับหัวกลับหางของเหตุผลแห่งรัฐอย่างถึงราก

 แผนที่ของอำนาจ: ถนน สัญญา และเครือญาติของงบประมาณ

 แอรอน วิลดาฟสกี (Aaron Wildavsky)  นักรัฐศาสตร์และนักวิชาการด้านนโยบายสาธารณะชาวอเมริกัน ผู้บุกเบิกการศึกษาการเมืองของกระบวนการงบประมาณ ยืนยันมาตลอดชีวิตวิชาการว่า งบประมาณไม่เคยเป็นเอกสารทางเทคนิค หากคือสนามการเมืองที่เข้มข้นที่สุดของรัฐ เพราะผลลัพธ์ของมันประกาศอย่างเงียบ ๆ ว่าใครชนะ ใครแพ้ และใครไม่ได้แม้แต่เข้าแข่ง

เมื่ออ่านงบประมาณ ๒๕๗๐ ด้วยสายตาเช่นนี้ ภาพที่ปรากฏชัดที่สุดอยู่ในงบก่อสร้างถนน ซึ่งถูกอภิปรายว่าเป็น “ขุมทรัพย์ของทุนการเมือง” ผู้รับเหมาชั้นพิเศษกลุ่มเดิมได้งานต่อเนื่องปีแล้วปีเล่า ราคาประมูลเบียดชิดราคากลางอย่างสม่ำเสมอจนน่าฉงน และภาระผูกพันงบประมาณถูกผลักออกไปในอนาคต ผูกมัดรัฐบาลชุดถัดไปให้ต้องจ่ายในสิ่งที่ตนไม่ได้เลือก ขณะเดียวกัน เมกะโปรเจกต์ด้านการศึกษาและแพลตฟอร์มการเรียนรู้ก็ถูกตั้งคำถามว่าออกแบบมาเพื่อผู้เรียน หรือเพื่อเครือข่ายผู้รับงานที่ล้อมวงกันอยู่ก่อนแล้ว

 ปรากฏการณ์เหล่านี้คือกลไกหล่อเลี้ยง “กลุ่มปีศาจทางการเมือง” ซึ่งเป็นพันธมิตรระหว่างข้าราชการ นายทุนรับเหมา และนักการเมืองทั้งระดับชาติและท้องถิ่น ที่ถูกเชื่อมประสานเข้าด้วยกันมิใช่ด้วยอุดมการณ์ หากด้วยสายธารของสัญญาและงบประมาณที่ไหลเวียนสม่ำเสมอ

งบประมาณในความหมายนี้คือกาวของระเบียบอำนาจเดิม ซึ่งสถาบันทางเศรษฐกิจการเมืองถูกออกแบบให้ดูดซับทรัพยากรเข้าสู่วงในแคบ ๆ ผลที่ตามมาคือสังคมย่อมสูญเสียทั้งนวัตกรรมและพลวัต เพราะรางวัลมิได้ตกแก่ผู้สร้างสิ่งใหม่ หากตกแก่ผู้เข้าถึงวงสัญญา งบประมาณจึงมิใช่เพียงเอกสารการเงิน หากคือแผนที่ของอำนาจ ที่บ่งชี้ว่าใครได้งบ ใครได้งาน และใครถูกกันออกจากวงตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่ม

 รวมศูนย์อำนาจ กระจายความเสี่ยง

ตัวเลขชุดหนึ่งในการอภิปรายเล่าเรื่องทั้งหมดได้ในตัวเอง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเสนอขอเงินสำหรับจัดการไฟป่ากว่าหนึ่งพันห้าร้อยล้านบาท แต่ได้รับจัดสรรเพียงสามร้อยสี่สิบเอ็ดล้านบาท งบจังหวัดลดลง งบท้องถิ่นเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย และสัดส่วนรายได้ท้องถิ่นต่อรายได้รัฐบาลแทบไม่ขยับจากเดิม

ภาพรวมที่ได้คือรัฐซึ่งยังบริหารประเทศแบบรวมศูนย์อย่างเหนียวแน่น ทั้งที่ภัยคุกคามร่วมสมัย อันได้แก่ ฝุ่นพิษ ไฟป่า น้ำท่วม สารเคมีปนเปื้อนในแหล่งน้ำ ล้วนมีธรรมชาติเป็นเรื่องเฉพาะพื้นที่ ที่ผู้อยู่หน้างานย่อมรู้จักดีกว่าผู้ถือปากกาในเมืองหลวง ความรู้ที่งอกจากประสบการณ์ตรงกับภูมิประเทศและฤดูกาล ไม่มีที่ทางในสายตาของส่วนกลางซึ่งมองเห็นแต่ตารางและหมวดงบ

 อูลริช เบค  (Ulrich Beck) นักสังคมวิทยาชาวเยอรมัน เคยชี้ว่าความเสี่ยงในยุคสมัยใหม่ตอนปลายมิใช่ภัยธรรมชาติบริสุทธิ์ หากถูก “ผลิต” ขึ้นโดยการตัดสินใจเชิงสถาบัน และคำถามสำคัญที่สุดของการเมืองร่วมสมัยคือ ความเสี่ยงเหล่านั้นถูกจัดสรรให้ใครแบก

โครงสร้างงบประมาณฉบับนี้ตอบคำถามนั้นอย่างไม่ปรานี อำนาจการตัดสินใจถูกดึงขึ้นข้างบน ขณะที่ความเสี่ยงถูกผลักลงข้างล่าง ผู้กำหนดว่าจะป้องกันหรือไม่ป้องกันนั่งอยู่ไกลจากควันไฟ ส่วนผู้สูดควันไม่มีสิทธิ์กำหนดสิ่งใด รัฐรวมศูนย์การควบคุม แต่กระจายผลของความล้มเหลว นี่คือสูตรที่ผลิตความคับแค้นได้มีประสิทธิภาพที่สุดสูตรหนึ่งเท่าที่ระบบการคลังจะพึงทำได้

ในมิติด้านแรงงานและสุขภาพ งบพัฒนาฝีมือแรงงานถูกตัดทอนในยามที่ตลาดแรงงานเรียกร้องการปรับทักษะขนานใหญ่ แรงงานอิสระที่เป็นกลุ่มที่เติบโตเร็วที่สุดและเปราะบางที่สุดถูกลดงบสนับสนุน หนี้ที่รัฐค้างจ่ายกองทุนประกันสังคมยังคงค้างเติ่ง ขณะที่ระบบสุขภาพถูกอภิปรายว่าเป็น “ระเบิดเวลา” ที่เดินนาฬิกาอยู่เงียบ ๆ เพราะรัฐทุ่มงบซ่อมสุขภาพที่ปลายเหตุ แต่แทบไม่ลงทุนป้องกันโรคที่ต้นทาง

โรงพยาบาลรัฐขาดทุนสะสม บุคลากรไหลออกสู่ภาคเอกชน และสามกองทุนสุขภาพยังเหลื่อมล้ำกันในสิทธิประโยชน์อย่างที่อธิบายให้เป็นธรรมไม่ได้
รัฐพูดถึงประชาชนในทุกสุนทรพจน์ แต่จัดงบไปไม่ถึงชีวิตจริงของประชาชน และช่องว่างระหว่างวาทกรรมกับงบประมาณนี้เอง คือโรงงานที่ผลิตความรู้สึกถูกทอดทิ้งอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย


 บทสรุป: วิกฤตความชอบธรรม ไร้อนาคต และหนี้ตกอยู่กับคนรุ่นที่ไม่เคยลงนามสัญญา

รัฐสมัยใหม่ซึ่งอิงความชอบธรรมกับสมรรถนะในการส่งมอบความอยู่ดีกินดี ย่อมเผชิญวิกฤตเป็นลูกโซ่เมื่อสมรรถนะนั้นเสื่อมถอย วิกฤตเศรษฐกิจแปรเป็นวิกฤตเหตุผลของระบบ วิกฤตเหตุผลแปรเป็นวิกฤตความชอบธรรม และท้ายที่สุด ลึกที่สุด คือวิกฤตแรงจูงใจ เมื่อพลเมืองเลิกคาดหวัง เลิกผูกพัน และเลิกเชื่อว่าการเมืองจะเปลี่ยนชีวิตของตนได้

งบประมาณที่ “มองไม่เห็นอนาคต” จึงมิใช่แค่ความล้มเหลวทางการคลัง หากคือเชื้อเพลิงของวิกฤตขั้นที่ลึกที่สุดนี้ เพราะมันประกาศต่อพลเมืองปีแล้วปีเล่าว่า ต่อให้ระบบทำงานเต็มกำลัง สิ่งที่ดีที่สุดที่มันมอบให้ได้ก็เพียงการประคองสิ่งเดิมไว้ไม่ให้พัง

งบประมาณที่ไร้จินตนาการคืออาการทางคลินิกของอำนาจนำที่หมดแรงชักจูง เหลือเพียงแรงเฉื่อยของระบบราชการและแรงบังคับของกฎหมายค้ำยันไว้ ระเบียบอำนาจที่ไม่อาจเสนอภาพอนาคตอันน่าปรารถนาแก่ผู้อยู่ใต้การนำ ย่อมปกครองต่อไปได้ก็จริง แต่ปกครองอย่างเปลือยเปล่าขึ้นทุกวัน และประวัติศาสตร์ของหลายสังคมยืนยันว่า ระเบียบที่เปลือยเปล่าเช่นนั้นมักดูมั่นคงที่สุดในคืนก่อนที่มันจะเริ่มสั่นคลอน

 คำถามสุดท้ายของงบประมาณ ๒๕๗๐ จึงมิใช่ว่ารัฐจะหาเงินจากที่ใด เพราะรัฐลูกหนี้ย่อมหาทางกู้ได้เสมอ หากคือว่า สังคมไทยจะยินยอมให้รัฐซื้อเวลาไปอีกกี่ปีงบประมาณ ก่อนที่เวลาจะไม่มีขายอีกต่อไป ประวัติศาสตร์การคลังของหลายชาติสอนบทเรียนเดียวกันครั้งแล้วครั้งเล่า หนี้ที่ถูกเลื่อนไม่เคยหายไป มันเพียงเปลี่ยนรูปทบต้น และเมื่อถึงวันครบกำหนด ประวัติศาสตร์จะเรียกเก็บทั้งหมดในคราวเดียว จากคนรุ่นที่ไม่เคยได้ร่วมลงนามในสัญญาฉบับใดเลย