ในความเป็นไป
วรศักดิ์ มหัทธโนบล
ปัญหาการถือครองอสังหาริมทรัพย์ผ่านนอมินี (ต่อ)
การที่ประเทศใดมีระบบภายในสังคมของตนเป็นอย่างไร แล้วประชาชนของประเทศนั้นไปคิดว่าประเทศอื่นคงมีระบบเป็นเหมือนตนจึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ แต่พอรู้ว่าไม่เหมือนแล้วยังมีประโยชน์แก่ตนอีกด้วยแล้ว ก็ย่อมเป็นธรรมดาที่ประชาชนของประเทศนั้นจะดีใจ ดังกรณีกฎหมายการถือครองห้องชุดที่ได้เล่าไป
จากเรื่องดังกล่าวจึงกลายเป็นที่มาของข่าวชาวจีนมากว้านซื้อห้องชุดในไทย และสร้างความวิตกกังวลหรือความเดือดร้อนให้กับคนไทย
ความรู้สึกที่ว่าของคนไทยเราพึงแยกเป็นสองส่วนคือ ส่วนที่วิตกว่าคนจีนจะเข้ามาครอบครองห้องชุดในไทยนั้น ส่วนนี้น่าจะคลายกังวลไปได้ เพราะแม้จะเป็นเช่นนั้น คนจีน (หรือคนชาติอื่น) ที่เป็นเจ้าของห้องชุดก็มิอาจทำอะไรตามอำเภอใจได้ เพราะที่ดินอันเป็นที่ตั้งของห้องชุดทุกคนต่างเป็นเจ้าของร่วมกัน ใครจะทำอะไรหรือไม่ทำอะไรจะต้องเป็นไปตามกฎหมายเกี่ยวกับห้องชุด
พูดให้ชัดก็คือ แม้จะเป็นเจ้าของก็จริง แต่เป็นเจ้าของที่มีข้อจำกัดมากมาย ไม่เหมือนกับการเป็นเจ้าของทาวน์เฮ้าส์หรือบ้านเดี่ยวที่ข้อจำกัดน้อยกว่ามาก
ส่วนต่อมาคือ ความเดือดร้อน ในส่วนนี้เป็นปัญหาค่อนข้างมาก ด้วยเป็นปัญหาที่มีที่มาจากผู้พักอาศัยบางรายที่หากไม่เป็นคนทรามก็คงเป็นมิจฉาชีพ หรือไม่ก็เป็นทั้งสองอย่าง ถ้าเป็นอย่างแรกก็จะสร้างความเดือดร้อนด้วยการแสดงพฤติกรรมต่ำทรามที่คนปกติไม่ทำกัน เช่น ส่งเสียงดัง หรือแสดงกิริยาถ่อยเถื่อนเยี่ยงอันธพาล หรือไร้มารยาท เป็นต้น
พวกหลังนี้อาจไม่ทำตัวแบบพวกแรก เพราะอาจทำตัวเป็นคนสุภาพเรียบร้อย แต่เบื้องหลังคือมิจฉาชีพ คนพวกนี้พอเข้าไปในห้องของตัวแล้วก็จะปฏิบัติการชั่วด้วยหลอกลวงผู้คนผ่านอุปกรณ์ที่มี
ลองคิดดูว่า ถ้าใครมีคุณวิบัติสองอย่างนี้รวมกันอยู่ในตัวจะสร้างความเดือดร้อนให้มากแค่ไหน
เพราะฉะนั้นแล้ว ถ้าคนจีนเหล่านี้มาซื้อห้องชุดยกชั้นแล้วมาอาศัยอยู่แบบอารยชนปัญหาก็จะไม่มี ต่อให้ซื้อยกชั้นไปร้อยละ 49 แล้วอยู่ร่วมกับคนไทยอีกร้อยละ 51 ก็อยู่กันได้ ไม่มีใครต้องมาเดือดร้อนหรือวิตกกังวล โดยที่เราจะต้องไม่ลืมว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้คนจีนมาซื้อห้องชุดก็เพราะว่า เมืองไทยไม่มีข้อจำกัดด้านการถือครองอสังหาริมทรัพย์เหมือนเมืองจีน
ที่สำคัญ กฎระเบียบของไทยได้ลบล้างความรู้สึกไม่มั่นคงทางด้านจิตใจในที่พักอาศัยของคนจีนไปสิ้น คนจีนที่เป็นเจ้าของห้องชุดในไทยไม่ต้องเตือนตัวเองว่าอยู่ได้แค่เก้าสิบเก้าปี ๆ ๆ ๆ อีกต่อไป
อย่างไรก็ตาม ปัญหาห้องชุดยังไม่หนักเท่าปัญหาทาวน์เฮ้าส์และบ้านเดี่ยว ที่คนจีนที่มีฐานะต่างก็ต้องการมากกว่าห้องชุด และหนทางเดียวที่จะได้มาก็คือ การให้คนไทยเป็นนอมินีช่วยถือครองแทนตนแล้วก็มีคนไทยเป็นนอมินีให้จริง ๆ
หากยังไม่ลืมกันก็คงจะรู้กันแล้วว่า ตอนที่เจ้าหน้าที่กวาดจับและทลายแก๊งตู้ห่าวนั้นพบว่า ทั้งตู้ห่าวและคนจีนนับสิบราย (หรือร้อยราย?) ต่างก็อาศัยอยู่ในหมู่บ้านจัดสรรหรือบ้านเดี่ยวที่มีขนาดนับร้อยตารางวา แถมยังเป็นผู้อาศัยส่วนใหญ่ที่สร้างความเดือดร้อนให้แก่คนไทยส่วนน้อย โดยมีพฤติกรรมในการดำเนินชีวิตที่ไม่เหมาะสมหลายอย่าง โดยเฉพาะการส่งเสียงดัง
พฤติกรรมดังกล่าวทำให้เห็นว่า คนจีนที่อาศัยในบ้านเดี่ยวเหล่านี้เป็นกลุ่มคนทรามที่ไม่เคยผ่านการขัดเกลากิริยามารยาท ซึ่งบางทีอาจเป็นเครือข่ายเดียวกับตู้ห่าวก็ได้ เพราะจนถึงขณะนี้ (2569) ยังไม่มีความคืบหน้าใด ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าใครเป็นนอมินีให้คนจีนเหล่านี้ ทั้งที่เวลาก็ผ่านมาหลายปีแล้ว
ซ้ำร้ายมีแต่ข่าวว่าศาลยกฟ้องคดีฟอกเงินของตู้ห่าว
สรุปแล้ว การที่คนจีนถือครองอสังหาริมทรัพย์ในไทย ไม่ว่าจะเป็นบ้านพักอาศัยหรือที่ดินล้วนมีนอมินีทำให้เกิดขึ้นได้ นอมินีจึงเป็นปัญหาที่สำคัญในฐานะ “ต้นเหตุ” ของปัญหาทั้งปวง และปัญหานี้ได้ลามไปถึงสวนผลไม้ของไทยดังที่ทราบกันแล้ว
ความลงท้าย
บทความขนาดยาวนี้มีแรงบันดาลใจมาจากปัญหาทุนจีนกับนอมินีในไทย แต่ครั้นศึกษาเรื่องราวแล้วก็พบว่า ก่อนที่ปรากฏการณ์นี้จะเกิดขึ้นนั้น ในอดีตเมื่อกว่าหนึ่งร้อยปีก่อนได้เคยเกิดปรากฏการณ์ที่มีลักษณะคล้ายกับนอมินีขึ้นในจีน นั่นคือ ปรากฏการณ์คอมปราดอร์
คอมปราดอร์เป็นคนจีนโดยแน่แท้ แต่ตั้งตนเป็นเสมือนคนกลางระหว่างทางการจีนหรือชาวจีนกับชาวต่างชาติในการทำธุรกิจ ในฐานะคนกลางนี้คอมปราดอร์ได้ทำหน้าที่นายหน้าให้กับชาวต่างชาติได้เข้าถึงผลประโยชน์ในจีน ซึ่งมีหลากหลายรูปแบบด้วยกัน และการที่คอมปราดอร์ทำเช่นนี้ได้ก็เพราะสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้ดี
แต่คอมปราดอร์ไม่เพียงเป็นนายหน้าให้ชาวต่างชาติเท่านั้น ด้วยคอมปราดอร์ยังพัฒนาตนเองให้เป็นเจ้าของธุรกิจอีกด้วย ธุรกิจของคอมปราดอร์จะทำกับชาวต่างชาติ และใช้ความได้เปรียบที่เข้าถึงสินค้าจีนได้ดีกว่าแล้วนำสินค้านั้นมาขายให้แก่ชาวต่างชาติ ในขณะเดียวกันก็นำสินค้าต่างชาติมาขายให้คนจีน
คอมปราดอร์จึงมีฐานะร่ำรวย และเมื่อชาวต่างชาติทยอยกันเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ในจีนมากขึ้น คอมปราดอร์ก็ทยอยเกิดมากขึ้น จนกลายเป็นอาชีพของคนจีนกลุ่มหนึ่งไปในที่สุด
แต่ด้วยเหตุที่คอมปราดอร์แสวงหาผลประโยชน์จากความอ่อนแอของชาติ และเป็นสะพานเชื่อมผลประโยชน์นั้นให้แก่ชาวต่างชาติ คอมปราดอร์จึงถูกตราหน้าว่าเป็นคนขายชาติ และเป็นเป้าหมายหนึ่งที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนหมายจะกำจัดหากปฏิวัติสำเร็จ ดังนั้น เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์จีนสามารถยึดครองแผ่นดินจีนได้ในปี 1949 แล้ว พรรคนี้ก็กำจัดคอมปราดอร์จริง ๆ จนคอมปราดอร์หายสาบสูญไปจากจีนในที่สุด
แต่จะด้วยเหตุใดยากจะคาดเดา เมื่อเศรษฐกิจจีนเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องนับแต่ทศวรรษ 2000 เรื่อยมา กลุ่มทุนจีนขนาดกลางและขนาดเล็กต่างพยายามหาช่องทางเข้าถึงผลประโยชน์ที่ต่างแดนมากขึ้น ไม่ต่างกับนักล่าอาณานิคมตะวันตกในอดีต และสิ่งที่กลุ่มทุนจีนค้นพบก็คือ การว่าจ้างนอมินีที่เป็นประชากรของประเทศนั้น ๆ มาสร้างผลประโยชน์ให้แก่ตน โดยรู้ทั้งรู้ว่าเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย
เมื่อรู้ว่าผิดกฎหมายแต่ยังทำจึงคิดเป็นอื่นไม่ได้ นอกจากกลุ่มทุนจีนเหล่านี้มีความโลภเป็นเจ้าเรือน ส่วนคนไทยซึ่งมีทุนไม่หนาเท่าทุนจีนหรือไม่มีเลยนั้น ก็ยอมใช้ประโยชน์ความเป็นคนไทยของตนมาเป็นนอมินีให้กับกลุ่มทุนจีน ซึ่งดูโดยผิวเผินแล้วอาจสมประโยชน์ (win-win) ด้วยกันทั้งสองฝ่าย แต่ที่จริงแล้วทุนจีนเป็นฝ่ายได้ประโยชน์มากกว่ามาก
ผลประโยชน์ที่กลุ่มทุนจีนได้รับอย่างมีนัยสำคัญคือ การได้ครอบครองธุรกิจและอสังหาริมทรัพย์ในทางพฤตินัย โดยมีคนไทยเป็นผู้ถือครองในทางนิตินัย ปัญหานอมินีจึงมีว่า เมื่อการถือครองของกลุ่มทุนจีนสิ้นสุดลงจะด้วยเหตุใดก็ตามในวันหนึ่งข้างหน้า การถือครองของนอมินีไทยจะตกอยู่ในสภาพเช่นไร ระหว่างการยึดเอาการถือครองนั้นมาเป็นของตน กับการคืนการถือครองนั้นให้กับทายาทของคนจีนคนนั้นในฐานะเจ้าของทุนเดิม
ปัญหาดังกล่าวยังดำรงอยู่ แต่เฉพาะหน้านี้คือ นอมินีคนไทยได้ถูกตั้งคำถามแล้วว่า ที่ตนกำลังทำอยู่นี้เป็นพฤติกรรมที่ “ขายชาติ” เฉกเช่นคอมปราดอร์ของจีนในอดีตหรือไม่ ซึ่งเป็นคนละส่วนกับกาใช้มาตรการทางกฎหมายเข้าจัดการ


