คนแคระบนบ่ายักษ์
ไชยันต์ ไชยพร
ในการอภิปรายถกเถียงโจมตีกันและกัน ต่างฝ่ายต่างอ้างว่า สิ่งที่ฝ่ายตนยืนหยัดนั้นเป็นไปเพื่อผลประโยชน์และสวัสดิภาพของชาติบ้านเมือง อันนำไปสู่ประเด็นความขัดแย้งที่สำคัญอย่างยิ่งอีกประการหนึ่งที่เป็นปัญหาอันเกิดจากการตีความรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1720 ที่แตกต่างกัน อันนำไปสู่สาเหตุความขัดแย้งที่สำคัญประการที่สอง นั่นคือ การกล่าวอ้างการรักษาผลประโยชน์และสวัสดิภาพของชาติบ้านเมืองของแต่ละฝ่าย (the welfare of the country)
ในการอ้างพระราชสิทธิ์ขององค์พระมหากษัตริย์ต่อความเห็นของสภาบริหาร Adolf Frederick ทรงอ้างกฎบัตรในการขึ้นครองราชย์ของพระองค์และพระองค์ทรงอ้างถึงสวัสดิภาพและความมั่นคงของประเทศ โดยในปี ค.ศ. 1755 พระองค์ทรงอ้างว่าเป็นหน้าที่และพระราชภารกิจของพระองค์ที่จะต้องยึดตามมาตรา 6 ในกฎบัตรการขึ้นครองราชย์ ที่กำหนดให้พระองค์ต้องทรงใช้พระราชอำนาจ “เพื่อให้เกิดสวัสดิภาพของประเทศโดยรวมและโดยเฉพาะสำหรับทุกๆ คน”
หรืออีกนัยหนึ่งคือ Adolf Frederick ทรงอ้างที่จะมีพระราชอำนาจมากขึ้นเพื่อจะได้ทรงทำหน้าที่และพระราชภารกิจต่อราษฎรของพระองค์ได้ตามกฎบัตรดังกล่าว โดยพระองค์อาจจะไม่ได้ทรงตระหนักว่า จากการกระทำดังกล่าวนี้ ไม่เพียงแต่ที่พระองค์จะทรงท้าทายและคุกคามอำนาจหน้าที่ของสภาบริหารแล้ว แต่ยังรวมถึงอำนาจของสภาฐานันดรด้วย
ทำให้สภาบริหารต้องยืนยันว่า ทุกครั้งที่พระองค์ทรงคัดค้านความเห็นของสภาบริหารส่งผลให้เกิดปัญหาที่เป็นประเด็นพื้นฐานสำคัญ เพราะหากพระมหากษัตริย์ทรงใช้พระราชอำนาจเช่นนั้น พระองค์อาจจะทำลายหลักการพื้นฐานแห่งความรับผิดชอบที่สภาบริหารจะต้องมีต่อสภาฐานันดร และถือว่า “เป็นการทำลายดุลยภาพ aequilibrium regiminis ตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ” ด้วย
ในการทำความเข้าใจประเด็นข้อถกเถียงดังกล่าวนี้ ผู้เขียนเห็นว่า สมควรต้องย้อนกลับไปพิจารณาเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1720 นั่นคือ ผู้ร่างรัฐธรรมนูญเห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องมีมาตรการป้องกันไม่ให้การเมืองการปกครองสวีเดนกลับไปเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์และอัตตาธิปไตย (absolutism and autocracy)
โดยในมาตรา 14 ในรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1720 ได้กำหนดไว้ว่า สภาบริหารจะต้องป้องกันความพยายามใดๆที่จะมากดขี่ครอบงำสภาฐานันดร และป้องกันมิให้มีการการละเมิดเสรีภาพหรือการรื้อฟื้น “ระบอบอำนาจไม่จำกัดที่อยู่ที่คนๆ เดียว” (the unlimited autocratic regime/det oinskrankte envaldsregementet) กลับคืนมา และผู้ใดก็ตามที่คบคิดที่จะฟื้นฟูการปกครองแบบอัตตาธิปไตย (autocratic rule/ envaldsvaldet) จะต้องมีโทษถึงแก่ชีวิต และจะต้องสูญเสียเกียรติยศและทรัพย์สินทั้งหมด ขณะเดียวกัน รัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1720 ไม่ได้เจาะจงลงไปว่าอัตตาธิปไตยที่ว่านี้หมายถึงการปกครองอัตตาธิปไตยของพระมหากษัตริย์ (royal autocracy) เท่านั้น
แต่อย่างไรก็ตาม ในคำขึ้นต้นหรืออารัมภบทในรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1720 และในคำสัตย์ปฏิญาณของกษัตริย์ในปี ค.ศ. 1720 (ในการเสด็จขึ้นครองราชย์ของ Frederick I และในปี ค.ศ. 1751 ในการเสด็จขึ้นครองราชย์ของ Adolf Frederick) ที่พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชดำรัสสัตย์ปฏิญาณต่อสาธารณะว่า เป็นสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม ที่พระองค์ทรง “รังเกียจเดียดฉันท์ต่อการปกครองอัตตาธิปไตยอำนาจไม่จำกัดหรือที่เรียกว่าอำนาจสูงสุด” (unlimited royal autocracy or the so-called sovereignty) (et rattvist misshag och en billig avsky for thet oinskranckte konungslige envaldet eller den sa kallade souverainiteten)
และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในพระราชดำรัสสัตย์ปฏิญาณของ Frederick I ในปี ค.ศ. 1720 พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสว่า “หากพระองค์ทรงยินยอมให้เกิดระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (absolutism) พระองค์จะต้องถูกถอดถอน”
การสร้างแรงจูงใจต่อการประกาศให้อัตตาธิปไตย autocracy เป็นสิ่งต้องห้ามคือ การอธิบายว่า การปกครองดังกล่าวนี้ “อันตราย” (harmful) และ “ขัดต่อสวัสดิภาพความเป็นอยู่ที่ดีของปิตุภูมิ” (the fatherland) และในหลายๆด้าน ได้สร้างความเสียหาย ลดทอนและทำให้แผ่นดินอ่อนแออย่างเห็นได้ชัดเจน” และใครที่ส่งเสริมสนับสนุนจะถือว่าเป็นศัตรูต่อองค์พระมหากษัตริย์และปิตุภูมิ ถือว่าเป็นคนทรยศ
รัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1720 กำหนดให้พระมหากษัตริย์ไม่ทรงสามารถปกครองโดยลำพงพระองค์เอง แต่จะต้องบริหารราชการแผ่นดินร่วมกับสภาบริหาร ที่รับผิดชอบต่อสภาฐานันดร the Estates โดยสภาบริหารจะต้องรับผิดชอบและรายงานต่อสภาฐานันดร หากสภาฐานันดรร้องขอ ซึ่งรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1720 1จะแตกต่างจากประชาธิปไตยระบบรัฐสภาสมัยใหม่ ตรงที่ไม่ได้บังคับให้รัฐมนตรีหรืออีกนัยหนึ่งคือ สมาชิกในสภาบริหารจะต้องได้รับความไว้วางใจจากเสียงข้างมากในสภาฐานันดร แต่ถ้าสภาฐานันดรพิจารณาว่าสมาชิกสภาบริหารคนใดไม่สมควรได้รับความไว้วางใจ บุคคลผู้นั้นก็จะถูกถอดถอนโดยกระบวนการที่รู้จักกันในนามของ licentiering
ดังนั้น จะเห็นได้ว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ให้สภาฐานันดรมีอำนาจอย่างแท้จริง และอย่างที่กล่าวไปแล้วว่าว่า สภาฐานันดรจะประชุมทุกๆสามปี และรัฐธรรมนูญได้กำหนดให้พระมหากษัตริย์ทำสัตย์ปฏิญาณว่าจะไม่แทรกแซงกิจการของสภาฐานันดร พระองค์ทรงถูกผูกมัดโดยรัฐธรรมนูญและคำสัตย์ปฏิญาณว่าจะปฏิบัติตามกฎหมายพื้นฐาน (the fundamental laws) ของแผ่นดิน
หากพระองค์ทรงฝ่าฝืน สภาฐานันดรแห่งอาณาจักรจะไม่ผูกมัดต่อคำสัตย์ปฏิญาณว่าจะจงรักภักดีต่อพระองค์อีกต่อไป ดังนั้น โดยหลักใหญ่ใจความแล้ว บทบาททางการเมืองของพระมหากษัตริย์ในยุคแห่งเสรีภาพจึงมีสถานะเป็นเพียงตัวแทนในแบบพิธีกรรม และจากการที่พระองค์ไม่มีพระราชอำนาจ ลำพังพระองค์จึงไม่ต้องทรงต้องรับผิดชอบต่อผู้ใด ไม่ว่าจะเป็นต่อพระเจ้าหรือต่อสภาฐานันดร
แต่กระนั้น ความไม่ต้องรับผิดชอบของพระมหากษัตริย์ไม่ใช่ว่าจะไม่มีปัญหา เพราะทำให้เกิดความไม่ชัดเจนว่าใครจะเป็นผู้ควบคุมการใช้อำนาจของพระองค์ในทางปฏิบัติ เพราะในทางกฎหมาย พระองค์ไม่มีพระราชอำนาจ
จากที่กล่าวไปเกี่ยวกับหลักการแห่งสัมพันธภาพแห่งอำนาจตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1720 สภาฐานันดรจึงพยายามที่จะยุติปัญหาโดยการประกาศยืนยันตามหลักการแห่งรัฐธรรมนูญว่า พระมหากษัตริย์ทรงจะต้องยอมตามมติของเสียงข้างมากในสภาบริหาร
Adolf Frederick ทรงมีพระราชดำรัสตอบสภาฐานันดรยืนยันว่า พระองค์ทรงต้องมีสิทธิ์ในการคัดค้าน (veto power) และมีสิทธิ์มีเสียงในการแต่งตั้งบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งมากขึ้น โดยพระองค์ทรงมีพระราชดำรัสว่า “หากเรามีสิทธิ์มีเสียงอยู่เพียงนั้น เราก็จะมีความสำคัญน้อยกว่าคนที่มีความสำคัญน้อยที่สุดในประเทศนี้ เพราะคนเหล่านั้นไม่มีใครมาบังคับให้ต้องทำอะไรที่สวนทางมโนสำนึกของตัวเอง”
ขณะเดียวกัน สภาบริหารได้กราบบังคมทูลตอบโต้กลับว่า ถ้ามโนสำนึกขององค์พระมหากษัตริย์เป็นตัวกำหนดกฎหมาย มโนสำนึกนั้นก็จะกลายเป็นอำนาจในแบบสมบูรณาญาสิทธิ์ (absolutism)
ถ้าว่ากันตามรัฐธรรมนูญ พระมหากษัตริย์จะต้องทรงยอมรับเสียงข้างมากของสภาบริหาร และการที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้พระองค์มีพระราชสิทธิ์ในการลงคะแนนสองครั้ง ก็เพื่อกรณีที่ผลการลงคะแนนเสียงก้ำกึ่งกันหรือไม่ชนะขาดอย่างชัดเจน จะได้มีเสียงที่ตัดสินชี้ขาด ดังนั้น หากพิจารณาตามลายลักษณ์อักษรของบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ
การที่ Adolf Frederick ทรงปฏิเสธที่จะยอมรับเสียงข้างมากในสภาบริหารและลงพระปรมาภิไธยในกฎหมายที่ผ่านมติเสียงข้างมากแล้ว และทรงปฏิเสธที่จะเข้าร่วมประชุมสภาบริหารนั้น อาจจะตีความได้ว่า พระองค์ทรงมีเจตนาที่จะไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ แม้ว่าจะยังไม่สามารถตัดสินลงไปได้อย่างชัดเจนแน่นอนว่า พระองค์ทรงกระทำผิดรัฐธรรมนูญ เพราะพระองค์ทรงให้เหตุผลในการปฏิเสธการลงพระปรมาภิไธยและไม่เข้าร่วมประชุมสภาบริหารว่า พระองค์ทรงต้องใช้เวลาในการพิจารณาข้อเสนอต่างๆที่มีการเสนอในที่ประชุมสภาบริหาร
ขณะเดียวกัน การที่พระองค์ทรงต้องการรักษาพระราชสิทธิ์ในการคัดค้าน (veto power) ร่างกฎหมายที่เสนอในสภาบริหารอาจจะถูกตีความได้ว่า พระองค์ทรงกำลังต้องการขยายพระราชอำนาจที่อาจนำไปสู่ระบอบอัตตาธิปไตยโดยพระมหากษัตริย์และอาจจะนำไปสู่การรื้อฟื้นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ต่อมาได้
(โปรดติดตามตอนต่อไป)


