xs
xsm
sm
md
lg

การสืบค้นร่องรอยดิจิทัลของสามราชสกุลที่เคยถูกสันนิษฐานว่าไม่มีผู้สืบทอด (แต่น่าจะยังมีผู้สืบทอด)

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: รศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์

รศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์
สาขาวิชาปัญญาและการวิเคราะห์ธุรกิจ
สาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง
สาขาวิชาสถิติศาสตร์
คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์


การศึกษาสายสัมพันธ์พระบรมราชจักรีวงศ์และบวรราชสกุลวงศ์ (Lineage) มักพบข้อจำกัดเรื่องการเก็บข้อมูล ทำให้เกิดข้อสันนิษฐานว่าบางราชสกุลยุติการสืบสายทายาทไปแล้ว เพราะขาดการติดต่อหรือมิได้เข้ามาร่วมกับราชสกุลอื่น ๆ ในพิธีวางพวงมาลาและพานพุ่มสักการะในวันจักรี ณ พระปฐมบรมราชานุสรณ์ ผู้ประสานงานราชสกุลมหาสาขา ได้พยายามอย่างยิ่งยวดเต็มที่ ที่จะรวบรวมผู้สืบทอดมาเข้าร่วมพิธีให้มากที่สุด ผู้เขียนเองได้เคยค้นคว้าด้วยการค้นหาทางอินเตอร์เน็ต โดยได้เขียนบทความชื่อ "ราชสกุลหรือราชินิกุลที่เกี่ยวกับราชวงศ์จักรีที่สันนิษฐานได้ว่าไม่มีผู้สืบทอดแล้ว" เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2567 https://mgronline.com/daily/detail/9670000030687 แต่ก็ทราบข้อจำกัดดีว่าอาจจะไม่ได้ข้อมูลครบถ้วนและผิดพลาดไปบ้าง เมื่อเดือนเมษายน 2567 ผู้เขียนได้ค้นคว้าจนสุดกำลังความสามารถแล้วจึงสันนิษฐานว่า มีราชสกุลจำนวน 17 ราชสกุลที่น่าจะไม่มีผู้สืบทอดแล้ว คือ

1. สังขทัต 2. อาภรณ์กุล 3. นิยมิศร 4. มหากุล 5. มรกฎ 6. สีสังข์ 7. ปิยากร 8. ลำยอง 9. รัชนิกร 10.อนุชะศักดิ์ 11. นันทิศักดิ์ 12. คัคณางค์ 13. ยุคนธรานนท์ 14. โตษณีย์ 15. วิบูลยพรรณ 16. วัฒนวงศ์ และ 17.สุธารส

ด้วยปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ (Generative AI) และ ตัวแบบภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Model : LLM) ทำให้การค้นคว้าเชิงลึก (Deep Search) ทำได้ง่ายขึ้นมาก ไม่จำเป็นต้องใช้แค่การค้นคำสำคัญ (Keyword search) อีกต่อไป คำตอบทางประวัติศาสตร์เช่น ราชสกุลหรือราชินิกุลที่เกี่ยวกับราชวงศ์จักรีที่สันนิษฐานได้ว่าไม่มีผู้สืบทอดแล้ว? จึงสามารถค้นคว้าเชิงลึกหาคำตอบได้ด้วยร่องรอยดิจิทัล (Digital traces) ได้ง่ายขึ้น แม้ว่า GenAI และ LLM จะมีอาการหลอน (Hallucination) และพลาด (Slip) ค่อนข้างสูง แต่ทุ่นแรงไปได้มาก แม้จำเป็นต้องตรวจสอบความถูกต้อง (Verify results) อยู่เสมอ ก็ช่วยได้มาก ด้วยปัญญาประดิษฐ์และการค้นคว้าเชิงลึก ทำให้ทราบว่า ราชสกุลที่ผู้เขียนเคยสันนิษฐานว่าไม่มีผู้สืบทอดแล้วนั้นจำนวนสามราชสกุล ยังคงมีผู้สืบทอดอยู่ จากร่องรอยดิจิทัล (Digital trace) คือ 1. สังขทัต 2. นิยมิศร และ 3. โตษณีย์

หนึ่ง ราชสกุลสังขทัต

องค์ต้นราชสกุลสังขทัต

องค์ต้นราชสกุลคือ พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ กรมขุนนรานุชิต มีพระนามเดิมว่า พระองค์เจ้าสังกะทัต ประสูติ 29 เมษายน พ.ศ. 2332 – สิ้นพระชนม์ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2409 ทรงเป็นพระราชโอรสลำดับที่ 21 ในสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ซึ่งทรงเป็นวังหน้าในรัชกาลที่ 1 พระนามเดิม บุญมา พระราชอนุชาในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาฉิม หลังการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ประมาณ 7 ปี เนื่องจากทรงเป็นเจ้านายสายวังหน้า จึงมีพระราชอิสริยศักดิ์ เป็น พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ

ในสมัยรัชกาลที่ 3 ทรงสถาปนาขึ้นเป็น กรมหมื่นนรานุชิต และในสมัยรัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯ เลื่อนขึ้นเป็น กรมขุนนรานุชิต ทรงกำกับดูแลราชการและพระราชพิธีสำคัญของฝ่ายพระราชวังบวรสถานมงคลตลอดพระชันษา 77 ปี

ทรงเป็นเจ้านายฝ่ายบวรราชวังที่พระชันษายืนยาวที่สุดในรุ่นชั้นพระองค์เจ้าของสายวังหน้า รัชกาลที่ 1 พระชนมายุยาวนานถึง 77 ชันษา ซึ่งถือว่าอายุยืนมากสำหรับคนสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น และเจ้านายที่พระชันษายืนยาวมากเช่นนี้ในสมัยโบราณก็มีน้อยมาก ในสมัยรัชกาลที่ 4 จึงทรงได้เป็นพระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายหน้าที่ทรงอาวุโส (น่าจะสูงสุด) ทำหน้าที่อ่านถวายพระพรชัยมงคล

ผู้สืบเชื้อสายที่มีชื่อเสียงในอดีตของราชสกุลสังขทัต

ได้แก่ นายพันโท หลวงวิจารณ์ราชารักษ์ (หม่อมหลวงแปลก สังขทัต) เจ้ากรมสรรพยุทธ์ทัพบก ผู้สืบสกุลโดยตรงลงมาจาก พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ ชั้น ๑ กรมขุนนรานุชิต (พระองค์เจ้าสังขทัต) ทรงเป็นนายทหารที่มีบทบาทสำคัญและเป็นผู้รับพระราชทานนามสกุล "สังขทัต ณ กรุงเทพ" (Sankhadat na Krungdeb) เป็นคนแรกในสมัยรัชกาลที่ 6 เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2458 (ลำดับพระราชทานที่ 2420) นามสกุลเลขที่ 6068 http://www.phyathaipalace.org/นามสกุลพระราชทาน/nametiger.html ได้รับพระราชทานเหรียญรัตนาภรณ์ วปร. ชั้น 4 (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 29 หน้า 2107 ลงวันที่ 15 ธันวาคม ร.ศ. 131)

และมีการลงประวัติของผู้เสียชีวิตในราชกิจจานุเบกษา ลงวันที่ 22 มกราคม 2570 เล่มที่ 44 หน้าที่ 3399-3401 ดังนี้






ทายาทผู้สืบทอดราชสกุลสังขทัตและร่องรอยดิจิทัล (Digital Trace) ในปัจจุบัน

ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์สุรศักดิ์ สังขทัต ณ อยุธยา:

อาจารย์แพทย์และนักวิจัยชั้นแนวหน้าของประเทศไทย ศาสตราจารย์ด้านกุมารศัลยศาสตร์ และเป็นรองผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา ด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ สำเร็จการศึกษาจากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เชี่ยวชาญมะเร็งวิทยาในเด็ก มีความชำนาญในการผ่าตัดมะเร็งในเด็ก

"อาจารย์ตัวอย่างดีเด่น ด้านการวิจัยและนวัตกรรม" ด้านการวิจัยและนวัตกรรม สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรเมื่อ พ.ศ. 2567

-ฐานข้อมูลแพทย์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์
https://www.bumrungrad.com/th/doctors/surasak-sangkhathatnaayudya
-วิดีทัศน์เชิดชูเกียรติ

https://www.youtube.com/watch?v=O_3QPJGnXMY
-บุคลากรวิจัยของ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) https://nstis.mhesi.go.th/scientist/4576

ชนม์นิภา สังขทัต ณ อยุธยา (คุณแพท)

นักธุรกิจหญิง ดำรงตำแหน่งกรรมการบริหาร บริษัท ปริ๊นเซส โซไซตี้ จำกัด และเป็นเจ้าของเพจให้ความรู้ด้านการตลาด "Beauty Marketer : PATT" เป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายสเปรย์น้ำแร่ จากไต้หวันเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย

-บทสัมภาษณ์ในคอลัมน์ไลฟ์สไตล์ – สำนักข่าวโพสต์ทูเดย์

ชนม์นิภา สังขทัต ณ อยุธยา ความรัก ทำให้เกิดความทุ่มเท 22 เมษายน 2558 https://www.posttoday.com/lifestyle/360516

-บทสัมภาษณ์ในหนังสือพิมพ์แนวหน้า วันศุกร์ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2556

https://www.naewna.com/lady/74193

สอง ราชสกุลนิยมิศร

องค์ต้นราชสกุลนิยมิศร

องค์ต้นราชสกุล คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเนียม ประสูติ 12 เมษายน พ.ศ. 2343 – สิ้นพระชนม์ พ.ศ. 2367 ในรัชสมัยรัชกาลที่ 3 ทรงเป็นพระราชโอรสลำดับที่ 30 ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาเหมใหญ่ ธิดาของพระยาอุทัยธรรม

ทรงจำเริญพระชนม์และสนองพระเดชพระคุณราชการแผ่นดินในช่วงรอยต่อระหว่างรัชกาลที่ 2 และรัชกาลที่ 3 แม้พระองค์จะไม่ได้ทรงกรม (มิได้ทรงกรม) และสิ้นพระชนม์ด้วยพระชันษาค่อนข้างน้อย (ประมาณ 24 ปี) แต่ทรงสืบสายพระโอรสไว้หลายพระองค์ เช่น หม่อมเจ้าชายสวัสดิ์, หม่อมเจ้าชายนพรัตน์ และหม่อมเจ้าชายมงคล ซึ่งหม่อมเจ้าชายเหล่านี้เป็นผู้สืบสายโลหิตฝั่งผู้ชายและส่งต่อนามสกุลพระราชทานในยุคถัดมา

ทายาทผู้สืบทอดราชสกุลนิยมิศรและร่องรอยดิจิทัล (Digital Trace) ในปัจจุบัน

ชุติพนธ์ นิยมิศร (พอร์ช)

มีข่าวปรากฎว่าเป็นพระสหายในพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ ในหนังสือพิมพ์ออนไลน์ แต่ไม่มีร่องรอยดิจิทัลเกี่ยวประวัติการทำงาน/ประวัติการศึกษาที่ชัดเจน/lineage ที่ชัดเจน

-‘พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ’ ประทานดอกไม้อวยพร ‘ชุติพนธ์ นิยมิศร’ ในพิธีบำเพ็ญกุศลอายุครบ 41 ปี วันอังคาร ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2568 www.naewna.com/lady/890631

-เซเลบฯ ใจบุญบริจาคสมทบทุนโรงพยาบาลราชพิพัฒน์เพื่อจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 www.naewna.com/lady/962302

สาม ราชสกุลโตษณีย์

องค์ต้นราชสกุลโตษณีย์

องค์ต้นราชสกุล คือ พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโตสินี(ประสูติ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2394 – สิ้นพระชนม์ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2458) เป็นพระราชโอรส ในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่เจ้าจอมมารดากลีบ โดยชาววังทั่วไปขนานพระนามลำลองว่า "พระองค์โตเล็ก" เพื่อไม่ให้สับสนกับพระองค์โตใหญ่ (พระองค์เจ้าวรรัตน์) อ่านเพิ่มเติมได้จากบทความ เสด็จไปทางไหน ใครๆ ก็ยกลูกสาวให้ https://www.thaipost.net/main/detail/58652

ทั้งนี้ราชสกุลโตษณีย์สะกดแบบโบราณว่า โตษะณีย์ มีสระอะ ดังปรากฎในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ พ.ศ. 2480


ทายาทผู้สืบทอดราชสกุลโตษณีย์และร่องรอยดิจิทัล (Digital Trace) ในปัจจุบัน

ปัจจุบันยืนยันว่ายังมีทายาทผู้สืบทอดสายตรงที่มีชีวิตอยู่จริง คือ หม่อมหลวงละเมียด โตษณีย์ ปัจจุบันอายุประมาณ 70 ปี ทำหน้าที่ช่วยเหลือสังคมในฐานะ อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) โดยอาศัยและตั้งถิ่นฐานทำกินเรียบง่ายอยู่ ณ ตำบลทวีวัฒนา อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี

มีข่าวปรากฎว่าเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2563 เกิดเหตุหม้อแปลงระเบิดส่งผลให้ไฟไหม้บ้านพักวอดเสียหายทั้งหลังในขณะที่หม่อมหลวงละเมียด โตษณีย์ ออกไปทำหน้าที่จิตอาสาช่วยเหลือผู้คน นอกจากนี้ในเนื้อข่าวช่วงดังกล่าวระบุว่ายังมี "พี่ชาย" ที่เป็นผู้โทรแจ้งเหตุเพลิงไหม้ จึงเป็นหลักฐานว่าราชสกุลนี้ยังมีสายโลหิตฝั่งผู้ชาย

-รายงานข่าวชีวิตพลิกผัน ม.ล.ละเมียด โตษณีย์
https://hilight.kapook.com/view/202390
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=2647510545491924&id=1431442007098790

มล. ละเมียด ได้ให้สัมภาษณ์ว่ามารดา คือ มรว. สมจิตร โตษณีย์ อพยพมาเป็นเกษตรกรในพื้นที่อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี

จากการสืบค้นร่องรอยดิจิทัล ทำให้พบว่ามีผู้ที่ใช้นามสกุลนี้ในพื้นที่อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรีอีกหลายคน เช่น เด็กหญิงกรรวี โตษณีย์ ณ อยุธยา นักเรียน โรงเรียนวัดไทรใหญ่ (นนททิวากรราษฎร์บำรุง) อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี และเป็นผู้ขอเข้าสอบธรรมสนามหลวง พ.ศ. 2568

-ฐานข้อมูลสำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวง

https://dhammastudy.org/examinee/list?ss_id=202033

สาเหตุที่ 14 ราชสกุลที่ยังคงสันนิษฐานว่าไม่มีผู้สืบทอด

การสูญสิ้นหรือการ "ไร้ผู้สืบทอดสายตรง" ของทั้ง 14 ราชสกุล (อาภรณ์กุล, มหากุล, มรกฎ, ปิยากร, สีสังข์, ลำยอง, รัชนิกร, อนุชะศักดิ์, นันทิศักดิ์, คัคณางค์, วัฒนวงศ์, ยุคนธรานนท์, วิบูลยพรรณ, สุธารส) เป็นปรากฏการณ์ทางสังคมและประวัติศาสตร์ที่สามารถอธิบายได้ด้วยเหตุผลเชิงโครงสร้าง และมีหมุดหมายของ "ทายาทคนสุดท้าย" ที่หลงเหลือหลักฐานไว้เด่นชัดที่สุด ดังนี้

สาเหตุหลักเกิดจากปัจจัยทางกฎหมาย สรีรวิทยา และ (อาจจะ) บริบททางการเมือง

1. ข้อจำกัดของพระราชบัญญัตินามสกุลและการสืบสายฝ่ายชาย (Patrilineal Succession) ตามธรรมเนียมไทยและกฎหมาย การสืบราชสกุลเพื่อส่งต่อสร้อย "ณ อยุธยา" หรือนามสกุลพระราชทาน จะต้องสืบทอดผ่าน "บิดา" (ผู้ชาย) เท่านั้น เจ้านายหลายพระองค์ในกลุ่มนี้ทรงมีพระธิดา (ผู้หญิง) มากกว่าพระโอรส เมื่อพระธิดาเสกสมรสออกไปกับราชสกุลอื่น หรือสมรสกับสามัญชน ลูกหลานในสายนั้นจะต้องเปลี่ยนไปใช้นามสกุลฝ่ายสามี ทำให้ราชสกุลเดิมยุติลงในทางกฎหมายทันที แม้จะยังมีสายเลือด (Bloodline) หลงเหลืออยู่ก็ตาม เช่น ราชสกุลคัคณางค์ แม้จะมีสายเลือดในราชสกุลสวัสดิวัฒน์สืบทอดมาอีกมากมาย แต่ไม่มีผู้ใช้ราชสกุลคัคนางค์อีกต่อไป เพราะกรมหลวงพิชิตปรีชากร ทรงมีพระราชธิดามาก

2. โครงสร้างราชสกุลขนาดเล็กและภาวะทายาทน้อย (Single Male Heir) เช่น ราชสกุลอาภรณ์กุล วัฒนวงศ์ เป็นต้น ราชสกุลในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นสาย "สายนอก" หรือเจ้านายในสายวังหน้า วังหลัง หรือพระราชโอรสที่มิได้ทรงกรม ทำให้มีหม่อมเจ้าชายในชั้นแรกเพียง 1-2 พระองค์เท่านั้น เมื่อทายาทฝ่ายชายในรุ่นถัดมา (ม.ร.ว. หรือ ม.ล.) ประสบชะตากรรมไม่มีบุตรชาย หรือสิ้นชีพิตักษัยตั้งแต่ยังเยาว์ ความเสี่ยงในการ "ขาดช่วง" จึงสูงมาก ต่างจากราชสกุลใหญ่ที่มีผู้สืบทอดฝ่ายชายจำนวนมาก

3. การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและการเมืองหลัง พ.ศ. 2475 เจ้านายสายวังหน้าและวังหลังหลายสกุล ประสบปัญหาความตกต่ำทางเศรษฐกิจหลังจากองค์ต้นราชสกุลสิ้นพระชนม์ และทวีความรุนแรงขึ้นหลังการปฏิวัติ พ.ศ. 2475 ทายาทหลายคนเลือกที่จะเปลี่ยนวิถีชีวิตไปเป็นประชาชนคนธรรมดาอย่างสมบูรณ์ บางสายจงใจสละหรือตัดสร้อย "ณ อยุธยา" ออกในทางทะเบียนราษฎร์เพื่อความปลอดภัยทางการเมืองในยุคนั้น หรือย้ายถิ่นฐานไปต่างจังหวัดจนขาดการติดต่อกับสมาคมส่วนกลาง หรือจงใจเปลี่ยนไปใช้นามสกุลอื่น ที่ไม่ใช่ราชสกุล

จากการสืบค้นรายชื่อทายาทที่ปรากฏหลักฐานเชิงประจักษ์ (จากพินัยกรรม, หนังสืองานศพ, หรือบันทึกราชการ) ในฐานะ "ผู้สืบทอดคนสุดท้ายของราชสกุล" มีดังนี้

ราชสกุล วัฒนวงศ์ คนสุดท้ายคือ พันโท หม่อมเจ้าวัฒนานุวัตร วัฒนวงศ์ พระโอรสในกรมขุนมรุพงษ์ศิริพัฒน์ ทรงเป็นทายาทชายคนสุดท้ายและสิ้นชีพิตักษัยเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2547 โดยไม่ทรงมีทายาทเลย ส่วนสายฝ่ายหญิงจบที่ หม่อมเจ้าหญิงจงกลนี วัฒนวงศ์ สิ้นชีพิตักษัย พ.ศ. 2508 และมอบทรัพย์สินทั้งหมดให้สภากาชาดไทย ทรงมอบทรัพย์สินประมาณ 40 ล้านบาท เพื่อสร้างตึกจงกลนี

ราชสกุล สุธารส คนสุดท้ายคือ หม่อมเจ้าหญิงเว็น สุธารส พระธิดาเพียงพระองค์เดียวในพระองค์เจ้าสุธารส (สายวังหน้ารัชกาลที่ 4) ท่านไม่เคยเสกสมรสและไม่มีทายาท สิ้นชีพิตักษัยเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2496 จึงไม่มีผู้สืบทอดราชสกุลนี้อีกเลย

ราชสกุล คัคณางค์ สายผู้ชายจบที่ หม่อมเจ้าปรีดียากร คัคณางค์ พระโอรสในกรมหลวงพิชิตปรีชากร สิ้นชีพิตักษัยในวัยหนุ่มเมื่อ พ.ศ. 2453 โดยทรงมีทายาทเพียงพระองค์เดียวและเป็นผู้หญิงคือ หม่อมราชวงศ์รสลิน คัคณางค์ (สวัสดิวัตน์) ทำให้ไม่มีผู้สืบทอดนามสกุลต่อ แต่ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภาพรรณี ทรงเสกสมรสกับ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฎ์ ต้นราชสกุล สวัสดิวัฒน์ ทำให้ราชสกุลสวัสดิวัฒน์จำนวนมากสืบทอดสายโลหิตของราชสกุลคัคณางค์ รวมถึง สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 ด้วย

ราชสกุล ปิยากร คนสุดท้ายที่เหลือหลักฐานดิจิทัลคือ ชาตรี ปิยากร ณ อยุธยา นักเรียนจ่าทหารเรือ รุ่นปี พ.ศ. 2508 ซึ่งปัจจุบันปรากฏหลักฐานในจดหมายเหตุเพื่อนร่วมรุ่นว่าได้ถึงแก่กรรมไปแล้ว และไม่พบทายาทชายสืบต่อจากการสืบค้นทางออนไลน์

ราชสกุล ลำยอง สายผู้ชายสิ้นสุดลงอย่างรวดเร็วตั้งแต่เจเนอเรชันแรกที่ หม่อมเจ้าชายประยงค์ ลำยอง พระโอรสองค์เดียวในพระองค์เจ้าลำยอง (รัชกาลที่ 3) ซึ่งสิ้นชีพิตักษัยไปตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยไม่มีทายาทชายสืบต่อเลย

ราชสกุล ยุคนธรานนท์ เพราะองค์ต้นราชสกุลคือ พระองค์เจ้าชายยุคุณธร ทรงมีพระโอรสสององค์ องค์หนึ่ง สิ้นชีพิตักษัยตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ (ไม่ปรากฏพระนาม) อีกองค์คือหม่อมเจ้าเทพไทย สิ้นชีพิตักษัยเมื่อพระชนม์เพียง 21 ปี โดยไม่มีทายาท ดังที่ได้มีการเขียนรายละเอียดนี้ไว้ในเว็บไซต์ เรือนไทย โดย มล. ชัยนิมิตร นวรัตน์ ความว่า พระองค์เจ้าชายยุคุณธร ทรงมีพระธิดา 4 องค์ และพระโอรส 2 องค์ โดยพระโอรสองค์หนึ่งสิ้นชีพิตักษัยตั้งแต่ทรงพระเยาว์ จึงน่าจะไม่มีผู้สืบทอดราชสกุลสายวังหน้า ยุคนธรานนท์ อีกแล้ว

ราชสกุล มหากุล องค์ต้นราชสกุลคือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงมหิศวรินทรามเรศร์ (พระองค์เจ้าโต) ซึ่งเป็นพระราชโอรสลำดับที่ 27 ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) ทายาทชาย (พระโอรส) ในชั้น "หม่อมเจ้า" ของราชสกุลนี้ ไม่มีองค์ใดมีบุตรเพื่อสืบทอดนามสกุลเลย ด้วยเส้นทางชีวิตที่แตกต่างกันไป ดังหลักฐานที่ปรากฏชัดเจน หม่อมเจ้าพระธรรมุณหิศธาดา (หม่อมเจ้าสีขเรศ มหากุล) เป็นพระโอรสที่ทรงเลือกสละทางโลกอย่างสิ้นเชิง ทรงผนวชเป็นสามเณรและพระภิกษุในธรรมยุติกนิกายตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 และ "ทรงครองสมณเพศตลอดพระชนม์ชีพ" โดยไม่ได้ลาสิกขาเลย เจริญในสมณศักดิ์เป็นถึงพระราชาคณะชั้นธรรมจำพรรษา ณ วัดบวรนิเวศวิหาร และสิ้นชีพิตักษัยในผ้าเหลืองเมื่อปี พ.ศ. 2450 ส่วนพระโอรสองค์อื่นๆ ล้วนสิ้นชีพิตักษัยไปโดยไม่มีบันทึกว่ามีชายาหรือบุตรธิดาเลย