xs
xsm
sm
md
lg

อิหร่านรวยขึ้น-แกร่งขึ้น หลังสงครามกับสหรัฐฯ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: อ.สุดาทิพย์ จารุจินดา อินทร



เป็นความเห็นของปัญญาชนชั้นนำของสหรัฐฯ เช่น ศ.เมียร์ไชเมอร์, ศ.โรเบิร์ต เปป, ศ.เจฟฟรีย์ แซคส์ สองท่านแรกจากม.ชิคาโกอันลือลั่น ส่วนท่านที่ 3 จากม.โคลอมเบีย

นั่นคือ บันทึกช่วยจำ 14 ข้อที่ทางการอิหร่านโดยปธน.อดีตคุณหมอผ่าตัดหัวใจ ลงนามผ่านทางออนไลน์กับปธน.ทรัมป์ ในวันพุธที่ 17 มิถุนายน โดยมีสักขีพยานคือ เหล่าผู้นำ G7 ในโต๊ะอาหารค่ำสุดหรูที่พระราชวังแวร์ซาย กรุงปารีส นั้นปรากฏว่า ทั้ง 14 ข้อนั้นก็คือ ข้อเรียกร้องดั้งเดิม 14 ข้อที่ฝ่ายนำของอิหร่านได้จัดทำขึ้น ในการยื่นต่อสหรัฐฯ ในยกแรกที่ผู้นำปากีสถานเป็นฝ่ายจัดการประชุมขึ้นเมื่อสองอาทิตย์ก่อน ที่กรุงอิสลามาบัดนั่นเอง

ถ้ายังจำกันได้ ในการเจรจายุติการรบในยกแรก ที่มีรองปธน.เจดี แวนซ์ เป็นผู้นำเจรจาจากฝ่ายสหรัฐฯ โดยคำสั่งของปธน.ทรัมป์-ไม่ยอมรับข้อเรียกร้องของอิหร่านทั้งหมด และสั่งให้รองปธน.เจดี แวนซ์ เดินทางกลับสหรัฐฯ ทันที...ซึ่งความหวังจะมีการเจรจารอบสองก็มีอันพับไป

แต่ในครั้งนี้ ข้อตกลงใน MOU ทั้ง 14 ข้อ ยังเป็นการยืนกรานของอิหร่านอย่างแน่วแน่ เพียงมีการเปลี่ยนจากการจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามจากสหรัฐฯ (ที่เป็นฝ่ายเริ่มบุกโจมตีอิหร่านก่อน ทั้งๆ ที่กำลังเจรจาด้วยดีไปสู่การทำข้อตกลงสงบศึกในอีก 48 ชม.ด้วยซ้ำ) มาเป็นสหรัฐฯ จัดทำกองทุนฟื้นฟูเพื่อการลงทุนในอิหร่าน ด้วยมูลค่าสูงถึง 3 แสนล้านเหรียญ

เงินก้อนนี้ ถ้าเทียบกับที่ปธน.โอบามาจ่ายคืนอิหร่าน (ซึ่งเป็นเงินของอิหร่านเอง-ที่ได้สั่งซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ ตั้งแต่รัฐบาลในช่วงปลายสมัยพระเจ้าชาห์ ปาห์ลาวี-และทางสหรัฐฯ ได้สั่งระงับการส่งอาวุธที่อิหร่านสั่งซื้อนี้-ไม่ยอมส่งให้อิหร่าน-เพราะอิหร่านเปลี่ยนการปกครองมาเป็นอิหม่าม โคมัยนี) ดูต่างกันมากคือ เงินที่อิหร่านสั่งซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ เมื่อกว่า 47 ปีนั้น มูลค่า 400 ล้านเหรียญ และบวกกับดอกเบี้ยก็ขึ้นมาเป็น 1,700 ล้านเหรียญ ที่โอบามาคืนให้แก่อิหร่านในต้นปี 2016 เพื่อเป็นท่าทีที่เป็นมิตรตอบแทนอิหร่าน หลังจากการลงนามในข้อตกลง JC-POA ในช่วงกลางปี 2015

ซึ่งทรัมป์ได้โกหกในช่วงหาเสียงว่า เป็นเงินที่โอบามาจ่ายให้อิหร่านเพื่อซื้อการทำข้อตกลง JC-POA ที่ทรัมป์ดูถูกดูแคลนข้อตกลงนี้ว่า เป็นข้อตกลงที่เสียเปรียบเสียรู้มากที่สุดที่สหรัฐฯ เคยทำสัญญากับประเทศใดๆ เพราะไม่ได้มีเนื้อหาเรื่องห้ามอิหร่านพัฒนาขีปนาวุธร้ายแรงด้วย (นอกเหนือจากการห้ามอิหร่านพัฒนาอาวุธปรมาณู)

แต่คราวนี้ สหรัฐฯ จะต้องจัดตั้งกองทุนสูงถึง 3 แสนล้านเหรียญ เพื่อลงทุนในอิหร่าน...ซึ่งก็เป็นข้อเรียกร้องที่เกิดจากการเจรจา โดยทางอิหร่านยอมเปลี่ยนจากคำว่า “ปฏิกรรมสงคราม” มาเป็นกองทุนฟื้นฟูอิหร่านแทน

เงินก้อนนี้จะแยกออกจากทรัพย์สินของอิหร่านมูลค่า 24,000 ล้านเหรียญที่ถูกอายัดไว้เมื่อ 47 ปี และถ้ารวมกับดอกเบี้ยก็จะเป็นหลายแสนล้านเหรียญด้วยเช่นกัน

ด้วยความเจ้าเล่ห์และแยบยลของทรัมป์ เขาจะระดมทุนมาจากเหล่าประเทศต่างๆ (น่าจะเป็นประเทศอาหรับรอบๆ อ่าวเปอร์เซียนั่นแหละ) รวมทั้งบริษัทมหาชนในสหรัฐฯ เพื่อมาทำแผนฟื้นฟูก่อสร้างถนน, สะพาน, สาธารณูปโภคพื้นฐาน (ที่ค้างการพัฒนามานานถึง 47 ปีจากการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ และหลายส่วนถูกกองทัพสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตี ทั้งในสงคราม 12 วันเมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว และการโจมตีทั้งในวันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ และตลอดเรื่อยมาถึงเกือบ 120 วันต่อมา)

เป็นการเลี่ยงบาลี ไม่ใช้คำว่าปฏิกรรมสงคราม เพราะทรัมป์จะได้เดินหน้าโกหกฐานเสียงหน้าโง่ในสหรัฐฯ ว่า สหรัฐฯ ไม่ได้แพ้แต่เป็นฝ่ายชนะสงครามกับอิหร่าน...เพราะการลงทุนในอิหร่านนี้ จะต้องมีการซื้อน้ำมันและแร่ธาตุทรัพยากรมีค่าจากอิหร่านอีกมากมาย ซึ่งทรัมป์จะไปโพนทะนาได้ว่า เขาได้สัญญาสัมปทานขุดทรัพยากรพลังงานและแร่ธาตุต่างๆ จากอิหร่าน เฉกเช่นเดียวกับที่เขาได้จากเวเนซุเอลา

เขาเคยพูดในการให้สัมภาษณ์ทางรายการทีวีเมื่อถูกถามว่า เขาชอบพูดโกหก โดยเขาตอบว่า เขาไม่โกหกเลย แต่จะพูดตอกย้ำซ้ำๆ ใน Alternative Truths เป็นร้อยๆ ครั้ง ซึ่งก็คือ น้ำหยดลงหินบ่อยๆ หินก็ย่อมกร่อนลงได้...อย่างที่เขาเคยพูดว่า แม้เขาจะยิงปืนไปโดนคนตายในนิวยอร์ก แต่ถ้าเขาปฏิเสธไม่ได้เป็นคนยิง...ชาวบ้านจะเชื่อสนิทใจว่า เขาไม่ได้เป็นคนยิงปืนนั้น!! เรียกว่า เป็นศาลาโกหกที่ไม่มีใครลอกเลียนแบบได้ และสาวกเขาปิดหูปิดตาเชื่อเขาแบบไม่ลืมหูลืมตาจริงๆ

ทรัมป์ออกมาตีปลาหน้าไซว่า เงินก้อนแรก 12,000 ล้าน ที่อายัดไว้จะส่งให้อิหร่านทันที (จากก้อน 24,000 ล้านเหรียญ) แต่มีเงื่อนไขว่า อิหร่านจะต้องซื้อสินค้าเกษตร-พวกข้าวสาลี, ข้าวโพด, ถั่วเหลือง รวมทั้งเนื้อสัตว์จากสหรัฐฯ ทั้งหมด (ที่ทรัมป์เคยกดดันจีนให้ซื้อถั่วเหลืองจำนวนมหาศาลจากสหรัฐฯ แลกกับที่ทรัมป์จะยอมลดภาษี Tariff กับจีน)- ซึ่งนับเป็นความแยบยลที่ทรัมป์จะสามารถเอาใจเกษตรกรฐานเสียงของเขาในบริเวณตอนกลางของสหรัฐฯ (Mid West) ที่ยังไม่สามารถขายพืชผลเกษตรเหล่านี้ได้เลย เนื่องจากจีนตอบโต้กำแพงภาษีที่ทรัมป์คิดด้วยอัตราบ้าเลือดในปีที่แล้ว จนสินค้าเกษตรเหล่านี้ค้างล้นโกดังเก็บจนราคาตกฮวบสร้างความไม่พอใจแก่เกษตรกรฐานเสียงของทรัมป์

เสียงตอบโต้ทันควันเกิดขึ้นจากอิหร่านว่า ไม่ยอมผูกมัดที่อิหร่านจะใช้เงินนี้กับการซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ เท่านั้น

ขณะเดียวกัน ทรัมป์ยอมศิโรราบให้อิหร่านส่งน้ำมันและก๊าซออกขายได้ทันที...เพื่อให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับราคาลง เพื่อทำให้ผู้บริโภคในสหรัฐฯ พอใจที่ราคาสินค้าในสหรัฐฯ จะไม่พุ่งทะยานต่อไป

แต่ก็มิวายที่ทรัมป์จะโกหกว่า น้ำมันอิหร่านจะต้องเอาออกมาขายด้วยสกุลดอลลาร์เท่านั้น ซึ่งทางการอิหร่านก็ออกมาตอบโต้ว่า ไม่เป็นความจริงทั้งสิ้น (เดิมอิหร่านได้ขายน้ำมันให้กับจีนในรูปเงินหยวนเป็นส่วนใหญ่ เพราะอิหร่านถูกคว่ำบาตรมา 47 ปีไม่ให้ใช้ระบบแลกเปลี่ยนเงิน Swift)-โดยขณะนี้ อิหร่านได้รีบติดต่อกับผู้ซื้อน้ำมันเจ้าใหม่ๆ ทั้งที่เกาหลีใต้, อินเดียและยุโรป เป็นต้น

อิหร่านจะได้รับเงินมหาศาลจากเงินเก่าที่ถูกอายัด รวมทั้งเงินใหม่จากการขายน้ำมัน-รวมทั้งหลัง 60 วัน อิหร่านก็วางแผนร่วมกับโอมาน และด้วยการหารือกับประเทศในอ่าวเปอร์เซีย ที่อิหร่านจะเก็บค่าบริการ (Services) ต่อเรือเดินสมุทรทุกชนิดที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

ด้านการเสริมพัฒนาสมรรถนะยูเรเนียม ซึ่งอิหร่านจะเจรจารายละเอียดกับสหรัฐฯ (โดยอิหร่านไม่ยอมที่จะเจรจาเรื่องขีปนาวุธกับสหรัฐฯ) ซึ่งก็คือ กลับไปหาเนื้อหาใน JC-POA เมื่อครั้งทำกับโอบามา เพราะอิหร่านจะตอกย้ำอธิปไตยของประเทศ และจะยืนกรานพัฒนานิวเคลียร์เพื่อสันติ ด้วยสมรรถนะแค่ 3.67% หรืออาจจะสูงกว่านั้นด้วยซ้ำ...ตราบเท่าที่จะไม่เป็นเกรดอาวุธนิวเคลียร์

ศ.โรเบิร์ต เปป (Robert Pape)
แห่งม.ชิคาโก ออกมาชี้ว่า อิหร่านจะเป็นมหาอำนาจลำดับที่ 4 ของโลกด้านแสนยานุภาพตามหลัง สหรัฐฯ, จีน, รัสเซียหลังจากเสร็จสงครามกับสหรัฐฯ และอิสราเอล โดยจะมีความแข็งแกร่งมากสุดในอ่าวเปอร์เซีย และตะวันออกกลาง ด้วยแสนยานุภาพด้านการรบและสมรรถนะด้านขีปนาวุธต่างๆ เหนือกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค (รวมถึงอิสราเอล-ที่กำลังถูกสหรัฐฯ ลดน้ำหนักการส่งอาวุธให้)

ซึ่งอิหร่านจะทั้งรวยขึ้นแกร่งขึ้นก็เพราะนายทรัมป์ทำให้อิหร่านเป็นเช่นนี้นั่นเอง