ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - อย่าได้กะพริบตาเป็นอันขาดกับโปรเจกต์ทอล์กออฟเดอะทาวน์ “TH-AI Passport” ที่กำลังเขย่าค่ายสีน้ำเงินในเวลานี้ เพราะในความเป็นจริง TH-AI วงเงิน 1,600 ล้านบาท เป็นเพียง “หัวเจาะ” ที่ถูกส่งมาเพื่อปูทางไปสู่โครงการไอที คลาวด์ และบิ๊กดาต้า มูลค่ารวมกัน “หวานเจี๊ยบ” กว่า 13,500 ล้านบาท ที่ต่อคิวรออยู่ในกระทรวง ดีอี-อว.-ศธ.
เกมนี้มูลค่าผลประโยชน์เม็ดเงินมหาศาลรออยู่เบื้องหน้า จึงไม่แปลกใจที่สัญญาณจากฐานบัญชาการใหญ่ที่เมืองบุรีรัมย์จะสั่งการใส่เกียร์เดินหน้า ไม่มีถอยเด็ดขาด คล้าย ๆ กับคดีเขากระโดงไม่ผิดเพี้ยนแม้แต่น้อย
ผ่าขุมทรัพย์ดิจิทัลหมื่นล้าน
เมื่อชำแหละข้อมูลจากการเปิดโปงของ “ไอซ์-รักชนก ศรีนอก” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน จะเห็นกลุ่มก้อนโครงการระบบไอทีและ AI ที่เรียกว่าอยู่ใน “วงโคจรสีน้ำเงิน” มูลค่ารวมทะลุหมื่นล้านบาทอย่างชัดเจน โดยแต่ละโครงการมีการกระจายตัวไปรันใน 3 กระทรวงหลัก และมีสถานะและขั้นตอนการดำเนินงาน ดังนี้
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กระทรวงนี้คือ “ศูนย์กลางและหัวขบวนหลัก” ภายใต้การดูแลของ นายไชยชนก ชิดชอบ (รมว.ดีอี) เป็นผู้รับผิดชอบโครงการที่เป็นแกนกลางทั้งหมด ประกอบด้วย โครงการ TH-AI Passport มูลค่า 1,600 ล้านบาท ลงนามสัญญาไปแล้วเมื่อ 7 เมษายน 2569 และกำลังจะเปิดให้ประชาชนเริ่มลงทะเบียนในวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 นี้
โครงการ National Credit Bank มูลค่า 380 ล้านบาท มีการตั้งงบประมาณและอยู่ระหว่างกระบวนการจัดทำระบบฐานข้อมูลกลาง
โครงการ NDLP (National Digital Learning Platform) และ ระบบคลาวด์ NDLP มูลค่ารวม 4,550 ล้านบาท อยู่ในขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างระบบโครงสร้างพื้นฐาน และระบบคลาวด์รองรับแพลตฟอร์มการเรียนรู้แห่งชาติ
ในส่วนกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นกระทรวงปลายน้ำที่จะดึงเอางบประมาณไอทีไปขยายผลในฝั่งมหาวิทยาลัยและกลุ่มแรงงานทักษะสูง ประกอบด้วย โครงการ Skill-Credit Portfolio มูลค่าประมาณ 5,400 ล้านบาท เป็นโครงการเตรียมยื่นจัดตั้งงบประมาณผูกพัน เพื่อทำระบบแฟ้มสะสมงานและธนาคารหน่วยกิตดิจิทัลระดับอุดมศึกษา รองรับการเชื่อมต่อกับฐานข้อมูลระบบ TH-AI
สำหรับกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) รับไม้ต่อในส่วนของระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อกินรวบงบซอฟต์แวร์โรงเรียนทั่วประเทศ มีโครงการ Skill-Credit Portfolio ศธ. มูลค่า 1,600 ล้านบาท เป็นแผนตั้งงบประมูลระบบบันทึกทักษะและการเรียนรู้ดิจิทัลของนักเรียนในสังกัด ศธ. ทั้งหมด
สปอร์ตไลท์ส่องล็อกสเปก เริ่มงานก่อนเปิดประมูล?
อย่างไรก็ดี ความหวานเจี๊ยบของเค้กหมื่นล้านอาจมีอันต้องสะดุด เมื่อเจอสปอตไลท์ดวงใหญ่ของ “ไอซ์-รักชนก ศรีนอก” สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาการจัดทำและติดตามงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ลุยขุดคุ้ยเงื่อนปมการดำเนินโครงการที่ไม่ชอบมาพากล ประสานกับนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญในแวดวงไอทีที่ออกมาสับโครงการนี้เละเทะถึงความไม่คุ้มค่า ไม่ได้วางรากฐานดิจิทัลให้ประเทศตามวัตถุประสงค์ของกองทุนดีอี
ล่าสุด ไอซ์ - รักชนก เปิดหลักฐานเชิงลึกมัดแน่น โดยระบุว่า เอกชนรายใหญ่แอบเข้าเริ่มดำเนินโครงการล่วงหน้าตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ทั้ง ๆ ที่เงื่อนไขการประมูล (TOR) เพิ่งจะเสร็จ และเพิ่งเคาะประมูลกันในเดือนมกราคม 2569 ก่อนจะเซ็นสัญญากันในเดือนเมษายน 2569
“ถ้าไชยชนกบอกว่าโครงการนี้คือนโยบายของตัวเอง แปลว่า ผู้ร้ายตัวจริงในเรื่องนี้คือ ?” ไอซ์ – รักชนก โพสต์ในทำนองตั้งคำถามต่อไชยชนก และระบุว่ามีหลักฐานใหม่เพื่อยืนยันว่าโครงการนี้ต้องยกเลิกสัญญาเท่านั้น
“มันจะไม่เรียกว่าส่อทุจริตได้ยังไง ในเมื่อบริษัท เริ่ม Kick off ทำโครงการตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มประมูลเลย ความบังเอิญไม่มีในโลก นี่คือหลักฐานว่า มันคือการกระทำอย่างเป็นระบบจริงๆ”
ในวันแถลงข่าวของทีม ครม.เงา พรรคประชาชน เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569 ไอซ์-รักชนก มีข้อเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีสั่งยุติโครงการ TH-AI Passport อย่านิ่งเฉยเพียงเพราะต้องเกรงใจ “ลูกชาย” ของคนที่มีอำนาจเหนือกว่าปฏิรูปกองทุนดีอี (DE) และเรียกร้องให้ปรับปรุงการใช้เงินนอกงบประมาณและกองทุนดีอี ให้สาธารณชนและรัฐสภาตรวจสอบความโปร่งใสและรายละเอียดย้อนหลังได้ รวมทั้งปรับเปลี่ยนนโยบาย AI แห่งชาติ โดยเปลี่ยนทิศทางจากการซื้อบริการ AI สำเร็จรูปจากต่างชาติ มาทุ่มงบพัฒนาทักษะคนไทยและสร้างแพลตฟอร์ม AI ของภาครัฐเอง
“... รัฐบาลจะลอยตัวอยู่เหนือปัญหา ไม่รู้ ไม่เห็น เพราะต้องเกรงใจลูกชายของคนที่นายกฯ ยังต้องเกรงใจอยู่แบบนี้ไม่ได้!” ไอซ์ – รักชนก ยิงหมัดตรงเข้าปลายคางของนายกรัฐมนตรีกันเลยทีเดียว
นอกจากนี้ ไอซ์-รักชนก ยังเตรียมรวบรวมหลักฐานทั้งหมดเตรียมยื่นร้องต่อ ป.ป.ช. เพื่อเอาผิดผู้เกี่ยวข้อง หากรัฐบาลยังคงดันทุรังเดินหน้าโครงการ
หลังจากนั้น เธอยังโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก หลังปรากฏภาพพูดคุยกับนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในห้องประชุมร่วมรัฐสภา เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน ที่ผ่านมา ว่าได้เจอกันในห้องประชุมจึงถามนายไชยชนกว่า วันที่ 18 มิถุนายนนี้ที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาการจัดทำและติดตามงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร เชิญเข้าร่วมประชุมจะมาหรือไม่ ซึ่งนายไชยชนกตอบว่า ไม่มา ให้ปลัดมา
ส่วนคำถามไม่คิดทบทวนเรื่องยกเลิกโครงการ TH-AI Passport หรือ? นายไชยชนก ไม่ตอบ และเมื่อถามว่าได้เห็นหลักฐานที่ว่าโครงการเริ่มทำตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 นายไชยชนก ตอบว่า ไม่เห็น แม้ว่าตนจะไม่เชื่อว่ายังไม่เห็น แต่ก็ได้เปิดมือถือให้ดูว่ามีหลักฐานที่ยืนยันว่าโครงการนี้เริ่มทำก่อนจะมี TOR ซึ่งไม่ใช่เรื่องปกติ นี่คือพฤติกรรมส่อไปในทางคอร์รัปชัน
ไอซ์ - รักชนก โพสต์ภายหลังการประชุมฯ กมธ.เมื่อวันที่ 18 มิถุนายนว่า “ข้อสรุปของการประชุมร่วม กมธ วันนี้คือ ท่านปลัดดีอีไม่เห็นความผิดปกติอะไรเลยในโครงการ TH-AI Passport”
ขณะที่ ‘ปลัดดีอี’ แจงยิบยันกระบวนการทำงานเกือบปี ไม่ใช่ 31 วัน เคลียร์ปมใช้เงินนอกงบประมาณโปร่งใส ผ่านบอร์ดกลาง ชี้แก้ทีโออาร์ เพิ่มจอโฆษณา เพื่อกระตุ้นการมีส่วนร่วม ปัดเอื้อประโยชน์เอกชน ไร้ฮั้วประมูล ไม่ผิดพ.ร.บ.จัดซื้อฯ ถามกลับอย่างมีอารมณ์ว่า “จะให้ยกเลิกด้วยเหตุอะไร ทำถูกต้องตามขั้นตอนทุกอย่าง”
นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.จังหวัดอุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย พูดในที่ประชุมว่า ตนไม่รู้ว่าโครงการ TH-AI Passport มีประโยชน์อะไรกันแน่ แต่ทุกคนก็ได้วิจารณ์กันไป เชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ ก็ยังไม่รู้ว่าประโยชน์ของโครงการนี้คืออะไร ตอนนี้เหมือนกับว่าพรรคประชาชน กำลังด้อยค่าโครงการของรัฐบาล ถ้าโครงการนี้มีเงื่อนงำจริง และมีการทำผิดหรือทุจริตจริง ไม่ต้องเรียกมาประชุม ไม่ต้องตั้งคำถาม ให้รวบรวมไปยื่น ป.ป.ช. และก่อนยื่นขอให้แถลงต่อสังคม อยากให้พรรคประชาชนเก็บข้อมูลต่าง ๆ แล้วยื่นต่อ ป.ป.ช.ให้ดำเนินการ ไม่ต้องมาประชุมฟันตามนั้นได้เลยทำให้เต็มที่
“หนู - นก” ไม่ถอย ไม่รู้ไม่เห็น ไม่ตอบ
เมื่อแผลถูกเปิดจนเหวอะ มีหรือที่องคาพยพสายเซราะกราวจะอยู่นิ่งเฉย และไม่ใช่เรื่องน่าแปลกประหลาดใจที่สังคมไทยจะได้เห็นฉาก “นายกฯ หนู - อนุทิน ชาญวีรกูล” สลัดภาพลักษณ์ผู้นำประเทศลงมาทำหน้าที่เป็น “การ์ดหน้าผับ” กางปีกป้องอุ้มกระทรวงดีอีและ “ไชยชนก ชิดชอบ” ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของ “ครูใหญ่บุรีรัมย์” แบบหมดหน้าตัก
นายอนุทิน ออกมายืดอกรับประกันความโปร่งใส ชนทุกข้อครหาด้วยวาทะเชิงตัดรำคาญสื่อว่า "ประเทศไทยต้องเติบโตไปพร้อมกับเทคโนโลยี AI เรื่องนี้รัฐบาลทำอย่างสุจริตตามขั้นตอน ถ้าจะทำผิดกฎหมาย ระบบความเข้มงวดตรวจสอบมันจะทำให้ล้มไปเอง... รมต. และปลัดดีอีแจงไปหมดแล้ว นักข่าวอย่าถามนำเพื่อให้เกิดความขัดแย้งเลย"
การแอ่นอกมารับประกันความโปร่งใสมั่นเหมาะของ “นายกฯหนู” นั่นหมายถึงต้องแอ่นอกร่วมรับผิดชอบต่อความผิดด้วยประการทั้งปวงที่กำลังรอการพิสูจน์ทราบด้วยเช่นกัน
ขณะที่นายไชยชนกแม้จะยอมถอยครึ่งก้าวออกมายอมรับว่าจะ “ขอปรับแก้รายละเอียดแนบท้ายสัญญา” แต่นักวิเคราะห์มองทะลุปรุโปร่งว่า นี่ไม่ใช่การแสดงความบริสุทธิ์ใจ หากแต่เป็นเทคนิคกฎหมายแบบศรีธนญชัยเพื่ออุดรอยรั่วและดันทุรังลุยต่อให้สุดซอย เพราะถ้าหัวขบวน TH-AI สะดุด โครงการเกี่ยวเนื่องอีกนับหมื่นล้านในท่องบประมาณจะมีอันสะดุดหยุดลง ซึ่งไม่ว่าจะหัวเด็ดตีนขาดอย่างไรเครือข่ายสีน้ำเงินก็ไม่มีวันที่จะให้เรื่องทำนองนั้นเกิดขึ้น
ท่าทีของนายไชยชนก ยังบ่งบอกถึงพฤติกรรม “หนีหน้า-โยนให้ข้าราชการประจำ” เมื่อเรื่องฉาวเข้าสู่เรดโซน ฝ่ายค้านตามจิกไม่เลิกและยังจะยื่น ป.ป.ช.ตรวจสอบโครงการ เขาก็หาทางเซฟตนเองให้รอดปลอดภัย
ทั้งบอกหน้าตาเฉยว่า “ รัฐมนตรีอยู่ระดับนโยบาย ไม่เกี่ยวจัดซื้อจัดจ้าง เป็นเรื่องของข้าราชการประจำ” แบบพูดเอาหล่อรัฐมนตรีไม่มีทางรู้ทุกรายละเอียดทุกขั้นตอน เป็นมุกตื้น ๆ ของนักการเมืองที่พอจวนตัวก็ตัดตอนโยนบาปให้ข้าราชการประจำ ทั้งที่โครงการ TH-AI คือกล่องดวงใจที่ตระกูลชิดชอบฟูมฟักมากับมือ
ทั้งสั่งให้ปลัดกระทรวงดีอี มาตอบข้อซักถามของ กมธ.งบประมาณฯ ในวันที่ 18 มิถุนายน 2569 ซึ่งสุดท้ายแล้ว นายไชยชนก เบี้ยวจริงตามนัดและส่งปลัดมาเผชิญหน้าแทนดังว่า
งานนี้ “ปลัดพชร”พชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี และบรรดาหัวหน้าส่วนราชการประจำต้องรับแรงกระแทกไปเต็ม ๆ
และในวันเดียวกันนี้เอง ก็มีกระแสข่าวกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) อยู่ในระหว่างการสอบปากคำผู้เสียหายจากเครือข่ายหลอกลงทุน Forex ที่ผิดกฎหมาย และเตรียมเปิดเผยข้อมูลเครือข่ายดังกล่าวอย่างเป็นทางการ ซึ่งมีการพาดพิงถึงนักการเมืองชื่อย่อ “ภ.” ทำให้ นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคประชาชน ออกมาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนโดยยืนยันว่าตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้นกับคดี Forex ดังกล่าว และขอรอดูหมายเรียกหรือความชัดเจนก่อน
ต้องไม่ลืมเป็นอันขาดว่า นายภาวุธคือหัวหมู่ทะลวงฟันที่ออกมาเปิดโปงโครงการ TH-AI อย่างเผ็ดร้อน การถูกลากโยงเข้าไปเกี่ยวพันกับคดี Forex ในจังหวะนี้จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และมองเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากเกมการเมืองแก้แค้นเอาคืน
ความดันทุรังของค่ายสีน้ำเงินไม่ได้หยุดอยู่แค่ในห้องประชุมสภา แต่ลุกลามมาถึงขั้น “ขจัดทุกอุปสรรคที่ขวางกั้น” ใครกล้าขวางทางเค้กหมื่นล้านมีราคาต้องจ่ายอย่างสาสม ล่าสุดคือคำสั่งฟ้าผ่าเซ็นเซอร์สื่อ ถอดรายการของ “ดนัย เอกมหาสวัสดิ์” หรือ “หมาแก่” ออกจากผังช่อง 9 อสมท. โทษฐานที่นำข้อมูลเชิงลึกของโครงการ TH-AI มาวิพากษ์วิจารณ์อย่างดุเดือด
นี่คือดัชนีชี้วัด “ความกลัวความจริง” ขั้นสุด ยิ่งพยายามใช้อำนาจรัฐปิดปากสื่อ ยิ่งเท่ากับเป็นการสารภาพบาปทางการเมืองว่าสิ่งที่ถูกแฉนั้นคือเรื่องจริง โดยก่อนที่ “หมาแก่” จะลาจอในวันที่ 30 มิถุนายน 2569 นี้ เขาได้ทิ้งวาทะกรีดลึกไว้ว่า “ปักหลักรายการนี้ที่ช่อง 9 ตั้งแต่ยุครัฐบาลลุงตู่ ผ่านมา 5 รัฐบาลแล้ว รู้สึกว่าอยู่นานเกินไป... แฟน ๆ อย่าไปคิดเยอะ สิ้นสุดปลายทางช่อง 9 แต่สถานีต่อไปจะเป็นอย่างไร ติดตามทางออนไลน์กันต่อ” พร้อมร่ายบทกลอนเชิงสัญลักษณ์ “ขอเพียงอุทิศความตาย เป็นเครื่องหมายสัจจะ เย่อหยิ่ง...”
จากเขากระโดงถึง TH-AI ดีเอ็นเอดันทุรัง พังค่ายสีน้ำเงิน
หากจะถามว่าพฤติกรรมลุแก่อำนาจ ดื้อแพ่ง และท้าทายกฎหมายเช่นนี้มาจากไหน? คำตอบคือ นี่แหละดีเอ็นเอเนื้อแท้ของ "ครูใหญ่เน" ผู้นำจิตวิญญาณแห่งค่ายเซราะกราว ผู้มีสไตล์การเมืองในท่วงทำนอง "ชนเพดาน-ดันทุรัง" ขั้นสุด
ดูจากพฤติกรรมการจัดการโครงการ TH-AI คงไม่เกินเลยนักหากจะบอกว่าถอดรหัสพิมพ์เขียวมาจาก “มหากาพย์ที่ดินเขากระโดง” แบบสำเนาถูกต้อง คดีเขากระโดงศาลฎีกาและศาลปกครองตัดสินจนถึงที่สุดแล้วว่าเป็นที่ดินของ รฟท. ต้องเพิกถอนสิทธิ์ แต่เนวิน ก็ยัง “ดันทุรัง” ไม่ยอมคืน ทั้งที่มีทางออกง่าย ๆ คือคืนแล้วขอเช่าต่อ แต่สำหรับครูใหญ่ค่ายสีน้ำเงินคำว่า “ยอม” แปลว่าเสียศักดิ์ศรี
ที่ผ่านมา เนวินเลือกใช้กลไกราชการและอำนาจการเมืองยื้อยุดฉุดกระชากกฎหมายในคดีเขากระโดงอย่างไร ภาพที่เห็นในวันนี้เปรียบเสมือนเขาสั่งให้ลูกชายทำแบบเดียวกันในโครงการ TH-AI อย่างนั้น แต่เนวินอาจลืมไปว่าโลกปี 2569 ไม่เหมือนอดีต การดันทุรังรอบนี้กำลังลากเอาทายาททางการเมืองสายเลือดแท้ ๆ อย่าง “ไชยชนก” เข้าสู่แดนประหารทางกฎหมาย หรือ “นิติสงคราม” ที่ฝ่ายค้านเตรียมยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. ในข้อหา พ.ร.บ.ฮั้ว และมิชอบด้วยกฎหมายจัดซื้อจัดจ้าง มีโทษถึงขั้นหลุดจากเก้าอี้และตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิต!
โครงการ TH-AI ซึ่งเป็นเดิมพันหมดหน้าตักของพรรคภูมิใจไทย ความลุแก่อำนาจสั่งปิดปากสื่อและดันทุรังเดินหน้าโครงการที่มีรอยแผลทุจริตตั้งแต่ยังไม่เริ่ม กำลังกลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่จะย้อนกลับมาทำลายค่ายสีน้ำเงินเอง
จริงอยู่ว่าพรรคภูมิใจไทยอาจไม่พังทลายในชั่วข้ามคืนเพราะยังมีฐานเสียงบ้านใหญ่และกระสุนเต็มอัตราศึก แต่ "ความชอบธรรมและศรัทธาของสาธารณชนได้พังพินาศลงแล้ว" ยิ่งหากนิติสงครามจากไอซ์-รักชนก สับสวิตช์เด็ดหัวไชยชนกสำเร็จ เค้กดิจิทัลหมื่นล้านเสี่ยงจะพังทลาย กลุ่มทุนที่เคยห้อมล้อมจะพากันตีตัวออกห่างเพราะหมดความเชื่อมั่น
ความดันทุรังของ "พ่อเน" ที่ส่งต่อมายัง "ไชยชนก" และ"นายกฯหนู" ในวันนี้ สูงเกินกว่าที่ต้นทุนทางการเมืองของค่ายสีน้ำเงินจะแบกรับไหว และอาจจบลงด้วยคำว่า... "อวสานสายพันธุ์เซราะกราว" อย่างแท้จริง! นอกจากอนาคตทางการเมืองของลูกชายจะดับลงแล้ว มันยังอาจลามไปถึงการล่มสลายของระบบทุนในมุ้งสีน้ำเงินทั้งหมดที่เคยอิงแอบกับบารมีของครูใหญ่บุรีรัมย์อีกด้วย.


