ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - การทุบโต๊ะเร่งสางข้อพิพาทที่ดินทำกินทับซ้อนในเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน ที่ยืดเยื้อมานานกว่าครึ่งศตวรรษ ด้วยการประกาศตัดเนื้อป่ากว่า 1.5 แสนไร่ส่งมอบให้ ส.ป.ก.ไปจัดการ ในยุคที่นายสุชาติ ชมกลิ่น นั่งเป็น รมว.ทส. ถูกตั้งคำถามจากสังคมว่านี่คือการคืนสิทธิให้เกษตรกรผู้ยากไร้ตัวจริง หรือแท้จริงแล้วเป็นเพียง "แท็กติกทางการเมือง" เพื่อเอื้อประโยชน์และล้างผิดให้กลุ่มทุนที่กว้านซื้อที่ดินเปลี่ยนมือกันแน่?
ที่สำคัญต้องไม่ลืมว่า ที่ดิน ส.ป.ก. ในยุคนี้กำลังถูกยกระดับให้กลายเป็น "โฉนดเพื่อเกษตรกรรม" ซึ่งเปิดช่องให้เปลี่ยนมือและเข้าสู่ระบบกลไกตลาดทุนได้ง่ายขึ้น
รากเหง้าความฟอนเฟะ รัฐกลัดกระดุมผิดเม็ดแรก
หากจะมองให้ทะลุถึงเนื้อในของมหากาพย์ทับลานนี้ ต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งว่า "รัฐไทยคือผู้บุกรุกรายแรก" และคือผู้สร้างปัญหาตัวจริง เมื่อย้อนกลับไปช่วงปี 2506–2523 รัฐบาลมีนโยบายจัดสรรที่ดินทำกินให้ราษฎร มีการตั้ง หมู่บ้านตัวอย่างไทยสามัคคี เพื่อความมั่นคงในยุคสงครามคอมมิวนิสต์ และส่งมอบป่าเสื่อมโทรมให้ ส.ป.ก. จัดสรรที่ดินโดยกู้เงินมาจากธนาคารโลก ทว่าในปี 2524 กรมป่าไม้ กลับใช้วิธีลากเส้นเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน 1.39 ล้านไร่ ผ่านแผนที่กระดาษมาตราส่วน 1:50,000 โดยไม่ได้ลงสำรวจภูมิประเทศจริง เส้นเขตป่าจึงขีดทับชุมชนดั้งเดิมและโครงการรัฐที่อยู่มาก่อนอย่างหน้าตาเฉย
ความผิดพลาดนี้กลับกลายเป็นข้ออ้างให้มีการปลุกชีพ "เส้นแนวเขตปี 2543" ผ่านกลไก One Map ในเวลาต่อมา ทั้งที่เส้นแนวเขตปี 2543 เป็นเส้นที่บกพร่อง ข้อมูลไม่สมบูรณ์ และเคยถูกคณะกรรมการอุทยานฯ สั่งยกเลิกไปแล้วตั้งแต่ปี 2556 การหยิบแผนที่เก่าเมื่อ 23 ปีที่แล้วมาสวมรอย จึงเป็นกระดุมเม็ดต่อไปที่รัฐกำลังกลัดผิดซ้ำสอง
ก่อนจะไปวิเคราะห์เจาะลึกความผิดพลาดซ้ำสองที่กำลังเกิดขึ้น มาย้ำหมุดการติดกระดุมเม็ดแรกผิด ด้วยการย้อนไทม์ไลน์รากเหง้าของปัญหาจากข้อมูลของมูลนิธิสืบ นาคะเสถียร ที่ชี้ให้เห็นชนวนเหตุของความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานานกว่า 60 ปี จากการประกาศกฎหมายของรัฐที่ขัดแย้งกันเองและขาดการบูรณาการข้อมูลในอดีต
พ.ศ. 2506 - 2516 มติ ครม. และกฎกระทรวงกำหนดให้ ป่าวังน้ำเขียว และป่าครบุรี เป็นป่าไม้ถาวรและป่าสงวนแห่งชาติ
พ.ศ. 2518 - 2521 รัฐประกาศพระราชกฤษฎีกาเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.) ในท้องที่โคราชและปราจีนบุรี ซึ่งเป็นการประกาศทับซ้อนลงบนพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติเดิม ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกา เคยวินิจฉัยว่า การประกาศเขต ส.ป.ก. ไม่ได้ล้างสภาพป่าสงวนทันที จะล้างได้ก็ต่อเมื่อ ส.ป.ก. มีแผนงานและงบประมาณพร้อมจัดสรรที่ดินแปลงนั้นจริง ๆ เท่านั้น
พ.ศ. 2522 - 2523 รัฐจัดตั้งโครงการพัฒนาเพื่อความมั่นคง ย้ายราษฎรหนีภัยคอมมิวนิสต์มาตั้ง "หมู่บ้านตัวอย่างไทยสามัคคี" ในเขตป่าเสื่อมโทรม
พ.ศ. 2524 กรมป่าไม้ ประกาศจัดตั้ง อุทยานแห่งชาติทับลาน โดยลากเส้นจากแผนที่กระดาษ ไม่ได้ลงสำรวจพื้นที่จริง ส่งผลให้อุทยานฯ ไปประกาศทับชุมชนไทยสามัคคี, โครงการความมั่นคงของทหาร และพื้นที่ ส.ป.ก. ที่จัดสรรไว้ก่อนหน้า กลายเป็นปัญหาคาราคาซัง
พ.ศ. 2535 - 2541 กรมป่าไม้และ ส.ป.ก. พยายามทำข้อตกลงจำแนกป่า (Zone C, E, A) และกำหนดหลักเกณฑ์กันพื้นที่ป่าสมบูรณ์คืนกรมป่าไม้ จนมี มติ ครม. 30 มิ.ย. 2541 ย้ำให้ใช้วิธี "พิสูจน์สิทธิรายแปลง" โดยยึดวันประกาศป่าครั้งแรกเป็นหลัก ห้ามยกป่าอนุรักษ์ให้ ส.ป.ก.
พ.ศ. 2543 มีการลงพื้นที่รังวัดแนวเขตใหม่ร่วมกับจังหวัด ระยะทาง 456 กิโลเมตร (ฝังหมุดสลัก 1,348 หลัก) แต่กระบวนการไม่เสร็จสมบูรณ์ เนื่องจากราษฎรในขณะนั้นไม่ยอมนำชี้แนวเขตและไม่แสดงตนเพราะคาดหวังนโยบายที่เอื้อประโยชน์มากกว่า คณะกรรมการอุทยานฯ ในปี 2556 จึงมีมติให้ยกเลิกเส้นนี้ไป
ปัจจุบัน รัฐบาลพยายามนำแนวเส้นปี 2543 กลับมาใช้อ้างอิงผ่านโครงการ One Map เพื่อเฉือนที่ดินออกจากอุทยานฯ ทับลาน จนนำมาสู่การคัดค้านและกลายเป็นมติจำแนกกลุ่มที่ดินล่าสุดที่ยังต้องตรวจสอบกันรายแปลงอย่างเข้มงวดในขณะนี้
ตามแนวทาง One Map ที่นายสุชาติหยิบมาใช้นั้น แท้จริงแล้วคือการขุดเอาเศษซากแผนที่ปี 2543 ที่เคยตายไปแล้วกลับมาเป็นเครื่องมือฝ่าวงล้อมทางการเมือง
“สุชาติ” เล่นแท็กติก "แบ่งรับแบ่งสู้"
นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ได้ลงมือสะสางปัญหาอุทยานทับลานฯ ตามนโยบายรัฐบาลโดยให้เหตุผลเพื่อให้ความเป็นธรรมต่อประชาชนที่ยากจนและอยู่มาก่อนมีการประกาศอุทยานฯทับลาน ซึ่งนำไปสู่มติของคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา
“ผมอยู่ตรงกลาง แต่ถ้าไม่ทำก็เห็นใจชาวบ้าน ส่วนเรื่องกฎหมายคงไม่มีใครกล้าหยิบมาทำเพราะไม่ว่าฝั่งใดฝั่งหนึ่งก็ต้องฟ้อง .... ผมไม่ได้ทำเพื่อตัวเองหรือครอบครัว ผมไม่มีซักหนึ่งตารางวา แต่ผมทำเพื่อประชาชนที่ยากไร้ ซึ่งเป็นเป็นไปตามนโยบายของนายกฯ” นายสุชาติ กล่าว
นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้พิจารณาการปรับปรุงแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2566 ตามข้อเสนอของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (One Map) ซึ่งจำแนกพื้นที่ออกเป็น 2 ส่วน ดังนี้
ส่วนที่ 1 พื้นที่ที่เสนอให้เพิกถอนออกจากแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน ประกอบด้วย 5 กลุ่ม ได้แก่
กลุ่มที่ 1 พื้นที่ทับซ้อนเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เนื้อที่ประมาณ 53,416 ไร่ เห็นควรเพิกถอนเพื่อส่งมอบให้ ส.ป.ก. ดำเนินการ เนื่องจากประชาชนได้รับสิทธิตามกฎหมายแล้ว
กลุ่มที่ 2 พื้นที่โครงการหมู่บ้านตัวอย่างไทยสามัคคี ตามมติคณะรัฐมนตรี ปี 2520 เนื้อที่ประมาณ 8,328 ไร่ เห็นควรเพิกถอนเพื่อส่งมอบให้ ส.ป.ก. บริหารจัดการ
กลุ่มที่ 3 พื้นที่โครงการเพื่อความมั่นคง (พมพ. และ คจก.) ตามมติคณะรัฐมนตรี ปี 2535 เนื้อที่ประมาณ 87,500 ไร่ เห็นควรเพิกถอนเพื่อส่งมอบให้ ส.ป.ก. ดำเนินการ โดยพื้นที่ที่ยังไม่ได้ออกเอกสาร ส.ป.ก. 4-01 ให้พิจารณาเป็น ส.ป.ก. แปลงรวมตามแนวทาง คทช.
กลุ่มที่ 4 พื้นที่ราษฎรนอกเขต ส.ป.ก. และนอกโครงการเพื่อความมั่นคง เนื้อที่ประมาณ 109,420 ไร่ คณะกรรมการฯ เห็นควรให้คงสถานะเป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน โดยใช้มาตรา 64 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 เพื่อพิสูจน์สิทธิของประชาชนที่ครอบครองมาก่อนการประกาศอุทยานฯ ซึ่งมีการสำรวจไว้แล้วประมาณ 5,200 ราย และจะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน ยืนยันว่าจะไม่รอนสิทธิของประชาชนรายอื่นที่ประสงค์ขอพิสูจน์สิทธิ
กลุ่มที่ 5 พื้นที่ราชพัสดุสนามฝึกซ้อมรบ เนื้อที่ประมาณ 6,621 ไร่ เห็นควรเพิกถอนอุทยานแห่งชาติให้สอดคล้องกับการใช้ประโยชน์ในราชการทหาร
ส่วนที่ 2 พื้นที่เตรียมการขยายเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน เนื้อที่ประมาณ 86,966 ไร่ โดยให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ร่วมกับกรมป่าไม้ สำรวจและพิจารณาความเหมาะสมในการประกาศเป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติเพิ่มเติมต่อไป
มติล่าสุดที่แบ่งเค้กที่ดินออกเป็น 5 กลุ่ม สะท้อนสไตล์การทำงานแบบนักการเมืองสายปฏิบัติการของนายสุชาติ ชมกลิ่น ได้เป็นอย่างดี นี่คือการพบกันครึ่งทางเพื่อลดแรงเสียดทาน โดยฝั่งหนึ่ง คือ ยอมตัดป่ากลุ่มที่ 1, 2, 3 รวมกว่า 1.5 แสนไร่ คืนให้ ส.ป.ก. เพื่อเอาใจฐานเสียงและราษฎรในพื้นที่ที่เฝ้ารอมานาน
อีกฝั่งหนึ่ง นายสุชาติ เลือกที่จะถอยฉากใน "กลุ่มที่ 4" ซึ่งเป็นพื้นที่นอกเขต ส.ป.ก. และโครงการรัฐ เนื้อที่ 109,420 ไร่ โดยสั่งให้คงสภาพเป็นอุทยานฯ ไว้ตามเดิม เพื่อสกัดกระแสสังคมและการประท้วงจากมูลนิธิสืบนาคะเสถียรและกลุ่มอนุรักษ์ที่กังวลเรื่องการเหมาเข่งเอื้อนายทุนรีสอร์ท
นโยบายแบบพบกันครึ่งทางนี้ดูเหมือนจะวิน-วินกันทุกฝ่าย แต่ในความเป็นจริงมันคือการวางระเบิดเวลาและการเปิดช่องโหว่ฟอกขาวกลุ่มทุน
ช่องโหว่ “ฟอกขาว” - ผูกปมคดีใหม่ ม.157
ปมอันตรายที่สุดในมติที่ออกมาล่าสุดนี้คือ การบีบให้เจ้าหน้าที่ทำการรังวัดตรวจสอบสิทธิราษฎรกว่า 5,200 ราย บนพื้นที่แสนกว่าไร่ในกลุ่มที่ 4 ให้เสร็จสิ้นภายใน 6 เดือน กรอบเวลาที่สั้นกระชั้นชิดนี้กลายเป็น **"กับดักเวลา"** ที่เอื้อต่อขบวนการรวบรัดตัดตอน
ต้องไม่ลืมเป็นอันขาดว่า ในความเป็นจริง ที่ดินบริเวณดังกล่าว โดยเฉพาะในโซนท่องเที่ยววังน้ำเขียว มีการซื้อขายเปลี่ยนมือเป็นทอด ๆ มาไม่รู้กี่ตลบ หากเจ้าหน้าที่รัฐที่มีกำลังจำกัดต้องทำงานวัดที่ดินแสนกว่าไร่ให้เสร็จใน 180 วัน ย่อมทำได้แบบลวก ๆ และเท่ากับเปิดโอกาสให้กลุ่มทุนส่งนอมินีเข้ามาสวมสิทธิ เป็นกระบวนการที่ "เร่งรัดเพื่อเอื้อประโยชน์" มากกว่า "เร่งสางเพื่อประชาชน" สุดท้ายก็จบลงด้วยการใช้ตรายางของรัฐ "ฟอกขาว" ให้กลุ่มนอมินีของทุนใหญ่กลายเป็นเกษตรกรผู้มีสิทธิชอบธรรม
ซ้ำร้าย บทสรุปที่กั๊กสิทธิกลุ่มที่ 4 ไว้ทำให้อารมณ์ของชาวบ้านและแกนนำกลุ่ม "ทับลาน 43" พุ่งพล่านทันที พวกเขาเล็งเห็นว่ามตินี้ขัดต่อมติ ครม. วันที่ 14 มีนาคม 2566 ของรัฐบาลชุดก่อน และกำลังเตรียมเคลื่อนไหวฟ้องร้องคณะกรรมการอุทยานฯ ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตาม ม.157 มติที่ออกมาแทนที่จะคลี่คลายปมขัดแย้งที่ลากยาวมาครึ่งศตวรรษ กลับกลายเป็นการเปิดฉากสงครามกฎหมายแนวรบใหม่
ขณะเดียวกัน แม้นโยบายของกระทรวง ทส. ยุคนายสุชาติ ชมกลิ่น จะย้ำหัวตะปูว่า “กลุ่มทุนที่มีคดีความบุกรุกป่าเดิม จะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์จากการปรับแนวเขตครั้งนี้” แต่ในแง่นิติศาสตร์และชั้นเชิงคดีความ สิ่งที่เกิดขึ้นแทบไม่ต่างจากการ “ล้มมวย” ทางอ้อม
ปัจจุบันมีคดีความรีสอร์ทและบ้านพักตากอากาศหรูรุกป่าทับลานค้างคาอยู่เกือบ 400 คดี ซึ่งศาลชั้นต้นเคยพิพากษาว่ามีความผิดไปแล้ว
คำถามคือ เมื่อเส้น One Map ลากผ่าน และรัฐบาลเพิกถอนสภาพผืนป่าโดยรอบกว่า 1.5 แสนไร่ ให้กลายเป็นที่ดิน ส.ป.ก. เพื่อเตรียมออกโฉนด น้ำหนักพยานหลักฐานของรัฐในการสู้คดีในชั้นอุทธรณ์และฎีกาจะเหลืออะไร? ทนายฝั่งจำเลยย่อมนำข้อเท็จจริงเรื่องการเพิกถอนป่าและสภาพพื้นที่ทำกินที่เปลี่ยนไปมายันในชั้นศาลเพื่อขอลดหย่อนหรือยกฟ้อง ท้ายที่สุด กลุ่มทุนบุกรุกป่าอาจหลุดพ้นบ่วงกรรมอย่างถูกกฎหมายด้วยผลพวงจากการปรับแนวเขตครั้งนี้
ขณะที่ อธิบดีกรมอุทยานฯ ยืนยันว่า ในส่วนพื้นที่ที่อยู่ระหว่างการดำเนินคดีบุกรุกป่าและอยู่ในชั้นการพิจารณาของศาลต้องดำเนินไปตามกระบวนการยุติธรรมเช่นเดิม ไม่มีการรับรองสิทธิ์หรือนิรโทษกรรมให้แก่ผู้กระทำความผิด และพื้นที่ที่เตรียมเพิกถอนในกลุ่มที่ 1-3 จะไม่รับรองสิทธิ์แก่ผู้ที่อยู่ระหว่างการถูกดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด
แม้อธิบดีกรมอุทยานฯ จะการันตีว่าจะไม่มีการนิรโทษกรรมให้รีสอร์ทที่มีคดีความ แต่ในทางปฏิบัติ "เมื่อรัฐบาลเฉือนป่ารอบข้างออกไปจนหมด คำถามคือแล้วรีสอร์ทเหล่านั้นจะตั้งตระหง่านอยู่กลางป่าอนุรักษ์ในฐานะจุดไข่แดงโดด ๆ ได้อย่างไร?" น้ำหนักพยานหลักฐานในชั้นศาลอุทธรณ์และฎีกาจะพังทลายทันที เพราะสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่เคยเป็นป่าได้ถูกมติ ครม. และ One Map สั่งทำลายสภาพไปหมดแล้ว
วิกฤตสิ่งแวดล้อม มรดกโลกที่ถูกเฉือน
นายภาณุเดช เกิดมะลิ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ชี้ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามหลังคณะกรรมการอุทยานฯ มีมติออกมา ประกอบด้วย
1.การคัดกรองผู้ได้รับสิทธิหลังส่งมอบพื้นที่ให้ส.ป.ก.ควรมีมาตรการและกลไกที่ชัดเจนในการตรวจสอบคุณสมบัติตามกฎหมาย ส.ป.ก.อย่างแท้จริง ไม่เกิดการเปลี่ยนมือไปสู่กลุ่มทุน
2.แนวทางจัดการพื้นที่ที่ยังมีข้อพิพาท พื้นที่ที่เพิกถอนออกจากเขตอุทยานฯแต่ยังเป็นพื้นที่ที่อยู่ระหว่างดำเนินคดี การขยายการครอบครองพื้นที่ ส.ป.ก. (ส.ป.ก. บวม) ควรชัดเจนหน่วยงานใดรับผิดชอบตรวจสอบข้อเท็จจริง บังคับใช้กฎหมาย และดำเนินคดีต่อไป
3.การพิสูจน์สิทธิ์ภายใต้มาตรา 64 พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติฯ 2562 ภายใน 6 เดือน ท้าทายต่อการดำเนินงานในทางปฏิบัติ จึงควรกำหนดแผนงาน ขั้นตอน และกลไกติดตามประเมินผลที่ชัดเจน
และ 4. มาตรการลดผลกระทบต่อระบบนิเวศและคุณค่าพื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติ ควรกำหนดมาตรการเพิ่มเติมในการรักษา ฟื้นฟูความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ ซึ่งมีความสำคัญต่อถิ่นอาศัยและเส้นทางเคลื่อนย้ายของสัตว์ป่าหายากหลายชนิด
ขณะที่ อธิบดีกรมอุทยานฯ บอกว่า กรมอุทยานฯ ได้รายงานความคืบหน้าให้คณะกรรมการมรดกโลกทราบเป็นระยะ โดยรัฐบาลได้กำหนดแนวกันชนเพื่อป้องกันผลกระทบต่อระบบนิเวศโดยรอบ มั่นใจว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อสถานการณ์เป็นมรดกโลกอย่างแน่นอน
“ทับลานโมเดล” โดมิโนสะเทือนป่าอนุรักษ์
อย่างไรก็ดี จากมติคณะกรรมการอุทยานฯ และแนวทางจัดการที่เกิดขึ้น มูลนิธิสืบฯ ยังมีอีกคำถามโมเดลนี้จะถูกนำไปใช้แก้ไขปัญหาในลักษณะเดียวกันนี้กับพื้นที่อื่น ๆ อีกหรือไม่
ประเด็นที่น่ากังวล คือ "บรรทัดฐานใหม่" ที่รัฐบาลชุดนี้กำลังสร้างขึ้น ซึ่งนายศศิน เฉลิมลาภ อดีตเลขาธิการมูลนิธิสืบฯ เคยเตือนไว้ว่า ปัญหาที่ดินทับซ้อนลักษณะนี้มีกระจายอยู่กว่า 4,000 ชุมชนขอบป่าทั่วประเทศ
หาก "ทับลานโมเดล" สำเร็จโดยการใช้กระแสกดดันทางการเมืองมาเฉือนป่าอุทยานฯ ให้กลายเป็นที่ดิน ส.ป.ก. เพื่อเปลี่ยนเป็นโฉนดได้ ต่อไปกลุ่มทุนและนักการเมืองท้องถิ่นทั่วประเทศอาจจะใช้สูตรสำเร็จเดียวกัน นั่นคือว่าจ้างชาวบ้านรุกป่า กว้านซื้อที่ดินเปลี่ยนมือ สร้างรีสอร์ทให้หนาแน่น แล้วรอให้รัฐบาลใช้กลไก One Map มาล้างผิดเพิกถอนป่าให้ภายหลัง
จากการประมวลผลข้อมูลมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อป้องกันการแก้ปัญหาแล้วกลายเป็นการฟอกขาวกลุ่มทุน และป้องกันโดมิโนเอฟเฟกซ์จากทับลานโมเดล โดยรัฐบาลต้องรื้อวิธีคิดแบบ "เพิกถอนยกล็อต" แล้วหันมาใช้มาตรการทางกฎหมายและนิติวิทยาศาสตร์ที่รัดกุม อาทิ
1.ห้ามเพิกถอนป่าเป็น ส.ป.ก. แต่ให้บังคับใช้มาตรา 64 พ.ร.บ.อุทยานฯ 2562 ซึ่งจัดสรรสิทธิทำกินให้ราษฎรดั้งเดิมอยู่กับป่าได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย มีเงื่อนไขเด็ดขาดคือ "ห้ามซื้อขาย ห้ามเปลี่ยนมือให้นายทุน และล็อกแนวเขตไม่ให้ขยายเพิ่ม" วิธีนี้จะช่วยคุ้มครองชาวบ้านตัดวงจรการเก็งกำไรที่ดินของกลุ่มทุน
2.ใช้นิติวิทยาศาสตร์และภาพถ่ายดาวเทียมย้อนหลังตัดวงจรนอมินี
3.จัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบสิทธิระดับชาติที่มีสัดส่วนจาก 3 ฝ่าย คือ หน่วยงานรัฐ (ทส., มท.), ฝ่ายวิชาการภูมิสารสนเทศ (GISTDA) และองค์กรพัฒนาเอกชนด้านสิ่งแวดล้อม (เช่น มูลนิธิสืบฯ) พร้อมเปิดเผยข้อมูลพิกัดและรายชื่อผู้ขอรับสิทธิสู่ระบบสาธารณะ
และ 4. ที่ดินในกลุ่มที่ 1, 2, 3 ที่ส่งมอบให้ ส.ป.ก. ต้องกำหนดเงื่อนไขให้จัดทำเป็น "สิทธิทำกินแปลงรวมของชุมชนตามรูปแบบ คทช." ตกทอดได้เฉพาะทายาทโดยธรรมที่เป็นเกษตรกรจริงเท่านั้น
รอติดตามการกลัดกระดุมเม็ดสองผิดพลาด จากความเสี่ยงของ One Map ซึ่งอิง "เส้นแนวเขตปี 2543" ที่ไม่สมบูรณ์ จะผูกปมความขัดแย้งให้บานปลายออกไปอีกสักกี่มากน้อย.


