ในความเป็นไป
วรศักดิ์ มหัทธโนบล
นานานอมินีของทุนจีนในไทย (ต่อ)
เรื่องราวของล้งจากที่กล่าวมาทำให้เห็นว่า ล้งมีปฏิสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับนอมินีอย่างมาก และทำให้นอมินีมีรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น ซึ่งตรงนี้เราก็พอสรุปได้ว่า รูปแบบของนอมินีมีหรือตัวแทนนั้นมีตั้งแต่เรื่องของการถือครองหุ้นในธุรกิจ ถือครองที่ดิน ถือครองบ้าน เป็นต้น ซึ่งล้วนเป็นการถือครองที่ผิดกฎหมายทั้งสิ้น
เหตุดังนั้น หากไม่นับคนไทยที่เป็นนอมินีแล้วมากล่าวเฉพาะทุนจีนแล้ว เราก็จะเห็นได้ว่า การที่ทุนจีนทำในสิ่งที่ผิดกฎหมายอยู่นั้น ทุนจีนเองก็รู้ตัวดีว่าสิ่งที่ตนทำอยู่นั้นผิดหรือถูก การที่ทำไปทั้งที่รู้ว่าผิดจึงคิดเป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจากทุนจีนเหล่านี้มีความโลภโมโทสันเป็นเจ้าเรือน
เพียงแค่เห็นช่องทางที่จะทำรายได้เท่านั้น ผิดถูกอย่างไรทุนจีนไม่สนใจ
พฤติกรรมดังกล่าวสามารถเห็นได้แทบทุกถิ่นที่ทุนจีนไปถึง ชั่วอยู่แต่ว่ากฎหมายของประเทศที่ทุนจีนไปถึงนั้นมีว่าอย่างไร ถ้าเปิดช่องให้ทำอะไรได้ทุนจีนเป็นทำ และทั้งหมดนี้ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากนโยบายของจีนที่ส่งเสริมให้คนจีนออกไปลงทุนนอกประเทศ เพื่อที่จะได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่มีประโยชน์ ใช่แต่จับเจ่าอยู่แต่ในประเทศ
จะว่าไปแล้วนโยบายดังกล่าวเป็นนโยบายที่ดี แต่ทุนจีนบางกลุ่มบางคนเท่านั้นที่ปฏิบัติไม่ดี ที่ดีก็มีอยู่ไม่น้อย แต่กระนั้นก็ตาม ที่ว่าดีนั้นก็ใช่ว่าจะไม่มีปัญหาเช่นกัน เมื่อถูกมองว่ากำลังเข้าไปครอบงำหรือมีอิทธิพลเหนือเศรษฐกิจในบางประเทศ ปัญหานี้จะเป็นอย่างไรในอนาคตคงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามดูกันต่อไป
ปัญหาการถือครองอสังหาริมทรัพย์ผ่านนอมินี
จากที่กล่าวมาข้างต้นอันเกี่ยวกับนอมินีนั้นทำให้เห็นแล้วว่า ปัญหาที่ทุนจีนให้นอมินีถือครองหุ้นต่าง ๆ แทนตนที่ไม่น่าวิตกที่สุดคือ การถือครองอสังหาริมทรัพย์หรือการถือครองบ้านและที่ดิน ซึ่งความเข้าใจเบื้องต้นอาจคิดว่าคงเป็นเพราะบ้านและที่ดินในจีนมีราคาแพง คนจีนจึงมุ่งออกนอกประเทศไปซื้อบ้านและที่ดินยังต่างประเทศ
ความเข้าใจดังกล่าวถูกเพียงครึ่งเดียว อีกครึ่งที่เหลือคือข้อจำกัดการถือครองบ้านและที่ดินในจีนที่ไม่เหมือนประเทศอื่น ๆ
กล่าวคือ ภายใต้ระบอบคอมมิวนิสต์นั้น ที่ดินทั้งประเทศถือเป็นของรัฐ ไม่ว่าใครก็ไม่มีสิทธิ์เป็นเจ้าของดังชาติอื่น ๆ ชาวจีนทุกคนล้วนอาศัยอยู่บนที่ดินที่มีเวลาจำกัด ดังนั้น บ้านที่ตนพักหรือไร่นาที่ตนทำไม่ว่าจะตั้งอยู่บนที่ดินผืนใดก็ตาม จึงต้องถูกจำกัดเวลาตามไปด้วย
เพราะฉะนั้นแล้ว ชาวจีนทุกคนไม่ว่าจะยากดีมีจนแค่ไหน และจะอยู่บ้านหลังเล็กหรือหลังใหญ่ก็ตาม ล้วนอยู่ด้วยเวลาที่จำกัดทั้งสิ้น เวลาที่สั้นก็ 70 ปี เวลาที่ยาวสุดก็ 90-99 ปี พอหมดเวลาที่ถือครองแล้ว บ้านและที่ดินนั้นก็จะกลับไปเป็นของรัฐตามเดิม แต่ถ้ารัฐมิได้นำบ้านหรือที่ดินไปทำอะไรอื่น รัฐอาจทำสัญญากับผู้ครองเดิมต่อไปก็ได้
การที่มีข้อจำกัดเช่นนั้น การถือครองลักษณะดังกล่าวจึงสร้างปัญหาให้แก่ชาวจีนในเรื่องหนึ่งไปด้วยคือ การขาดความมั่นคงทางด้านจิตใจในเรื่องอสังหาริมทรัพย์
ปัญหาดังกล่าวจะทำให้ชาวจีนตระหนักรู้อยู่ตลอดว่า บ้านที่ตนอยู่นั้นอยู่กันแค่ชั่วคราว ถ้าหากตนตายไปในขณะที่เวลาถือครองยังเหลืออยู่ บ้านหลังนั้นก็อาจถือครองโดยลูกของตนสืบไป เช่นนี้แล้วก็ยังพอวางใจได้ว่าลูกจะไม่เดือดร้อน แต่ถ้าเวลาการอยู่อาศัยสิ้นสุดลงไปถึงรุ่นหลาน ก็ให้เป็นหน้าที่ของคนรุ่นหลานคนนั้นที่จะแก้ปัญหาต่อไป ผู้ถือครองมาแต่ต้นทางจะนอนตายตาหลับเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
การตระหนักรู้ดังกล่าวย่อมรบกวนจิตใจของชาวจีนผู้อยู่อาศัยอยู่ตลอดเวลา ยามจะนอนก็ได้แต่ท่องว่า เก้าสิบปี ๆ ๆ ๆ ไปจนกว่าจะหลับ ผิดกับคนประเทศอื่นเช่นคนไทย ที่เมื่อเป็นเจ้าของบ้านหรือที่ดินแล้วก็เป็นไปตลอด ตราบใดที่รัฐไม่มาเวนคืนที่ดิน ซึ่งถือเป็นกรณีที่เกิดขึ้นได้น้อยและยากมาก
ส่วนใหญ่แล้วจะเกิดกับที่ดินที่เป็นเรือกสวนไร่นาซึ่งราคาไม่แพงเท่าบ้าน และรัฐเองก็ต้องเสียค่าเวนคืนให้แก่ผู้ถือครองเดิมตามราคาตลาดเวลานั้นด้วย ดังนั้น คนไทยคนใดที่เป็นเจ้าของบ้านหรือที่ดินก็ไม่ต้องเตือนตัวเองก่อนนอนแบบคนจีน คนไทยจึงมีความมั่นคงทางจิตใจในด้านที่อยู่อาศัย สุขภาพจิตของคนไทยกับคนจีนในเรื่องนี้จึงแตกต่างกัน
ที่ตลกร้ายก็คือว่า การที่ชาวจีนมีข้อจำกัดดังกล่าวทำให้ชาวจีนเข้าใจไปด้วยว่า ทุกประเทศต่างก็มีข้อจำกัดนี้เหมือนกับตน เรื่องนี้มีตัวอย่างที่จะเล่าให้ฟัง เป็นเรื่องที่เกิดกับลูกศิษย์คนหนึ่ง ซึ่งหลังจากที่เรียนจบแล้วเธอก็ได้งานทำที่เซี่ยงไฮ้ เมื่อทำงานไปได้สักพักเธอก็มีเพื่อนชาวจีนในที่ทำงานหลายคน
จนวันหนึ่งเธอสนทนากับเพื่อนชาวจีนในที่ทำงานเรื่องที่อยู่อาศัย คุยไปคุยมาจึงรู้ว่าที่เมืองจีนนี้ไม่เหมือนที่เมืองไทย แล้วเธอก็บอกว่าที่เมืองไทยเป็นอย่างไร ปรากฏว่าเพื่อนชาวจีนไม่เชื่อ ด้วยคิดว่าทุกประเทศในโลกคงเหมือนกับจีน ในขณะที่กำลังถกเถียงหันอยู่นั้น ก็มีเพื่อนชาวจีนอีกคนเข้ามาเพิ่มในวงสนทนาด้วย พอปะติดปะต่อเรื่องราวได้เพื่อนคนนี้จึงบอกกับเพื่อนชาวจีนของตนว่า ที่เพื่อนคนไทยว่ามานั้นเป็นเรื่องจริง
เท่านั้นแหละวงสนทนาก็แทบแตก ด้วยเพื่อนชาวจีนกลุ่มใหญ่ถือเป็นข้อมูลใหม่สำหรับตน
หลังจากนั้นต่อมาก็มีเพื่อนชาวจีนในกลุ่มบางคนเดินทางมาเมืองไทยเพื่อซื้อห้องชุด พอซื้อได้แล้วก็กลับไปเซี่ยงไฮ้พร้อมกับยืนยันกับเพื่อนชาวจีนด้วยกันว่า ที่เพื่อนคนไทยพูดนั้นเป็นเรื่องจริง ครั้นได้รับการยืนยันเช่นนั้น เพื่อนร่วมงานของเธอก็ทยอยมาเมืองไทยเพื่อซื้อห้องชุดหรือคอนโดมีเนียมบ้าง
ซื้อด้วยความรู้สึกที่มีความมั่นคงทางจิตใจในเรื่องที่อยู่อาศัย ไม่ต้องเสียสุขภาพจิตด้วยการเตือนตัวเองว่า เก้าสิบปี ๆ ๆ ๆ เหมือนชาวจีนคนอื่น ๆ อีกต่อไป
เกี่ยวกับเรื่องที่ว่า ประเทศตนเป็นอย่างไร ประเทศอื่นก็ต้องเป็นเหมือนตนนั้น เป็นเรื่องปกติที่มีขึ้นได้เป็นธรรมดา ในที่นี้ขอออก “นอกเรื่อง” เป็นตัวอย่างสักเรื่องหนึ่งที่เป็นประสบการณ์ของตัวเองเมื่อสามสิบปีก่อน
ตอนนั้นได้ไปเขียนงานวิจัยที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในจีน และด้วยภารกิจนั้นจึงได้รู้จักอาจารย์ชาวจีนหลายคน มีอยู่วันหนึ่งได้นั่งสนทนาเรื่องสัพเพเหระกับอาจารย์หญิงจีนท่านหนึ่ง คุยไปคุยมาก็เล่าให้ฟังว่า ตนเองเป็นเลขานุการประจำคณะที่สังกัดอยู่ด้วย ซึ่งใคร ๆ ก็รู้ว่าเป็นตำแหน่งแม่บ้านที่ไม่มีใครอยากเป็น แต่ยังไม่ทันเล่าต่อ ท่านก็ตบโต๊ะแล้วพูดด้วยความตกใจว่า
“หา...อาจารย์เป็นสมาชิกพรรคด้วยหรือ?”
พอฟังแล้วก็ตกใจไปเสี้ยววินาทีก็เข้าใจทันทีแล้วตอบไปว่า ไม่ใช่ จากนั้นก็เล่าให้ท่านฟังว่า ที่เมืองไทยตำแหน่งนี้เป็นอย่างไร และระบบการเมืองการปกครองของไทยต่างกับจีนอย่างไร ถึงตรงนี้ก็มีประเด็นให้ชวนสงสัยว่าอะไรคือสิ่งที่เรียกว่า สมาชิกพรรค
เรื่องของเรื่องก็คือว่า ระบบการปกครองของจีนที่มีพรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นใหญ่นั้น พรรคนี้จะมีเกณฑ์ว่า คนที่เป็นสมาชิกพรรคจะมีสิทธิ์ก้าวขึ้นมามีตำแหน่งบริหารได้ ใครที่ไม่ได้เป็นต่อให้มีความรู้ความสามารถเพียงใด โอกาสที่จะไต่เต้าขึ้นไปมีตำแหน่งบริหารในองค์กรที่ตนสังกัดจะยากมาก อย่างดีก็เป็นได้แค่ระดับ “รอง” เช่น รองผู้อำนวยการ รองคณบดี รองอธิการบดี เป็นต้น
องค์กรอื่น ๆ ทั่วประเทศจีนล้วนมีเกณฑ์เช่นนี้ ใช่แต่มหาวิทยาลัย


