คนแคระบนบ่ายักษ์
ไชยันต์ ไชยพร
ชัยชนะของฝ่าย the Hat และการเผชิญหน้ากันในสภาฐานันดร
เมื่อถึงการเลือกตั้งสภาฐานันดรชุดใหม่ในปี ค.ศ. 1755 ทั้งพรรค the Hats และคณะเจ้าต่างก็เตรียมตัวอย่างเต็มที่ที่จะได้เสียงข้างมากในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น โดย สมเด็จพระราชินี Louisa Ulrika ได้เป็นพลังสำคัญในการให้ขวัญกำลังใจและสนับสนุนการเงินให้แก่คณะเจ้าในการต่อสู้กับ the Hats
ขณะเดียวกัน แม้ว่าฝ่ายรัสเซียยังจะสนับสนุนฝ่าย the Caps อยู่ แต่ก็ไม่ต้องการจะให้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญหรือระบอบการปกครองเกิดขึ้นในสวีเดน และรัสเซียยังคงระแวงสงสัยในเจตนาของพระราชินี Louisa Ulrika และพระเจ้า Adolf Frederick ส่วนฝ่าย the Hats ก็ยังรับเงินสนับสนุนจากฝรั่งเศส
การที่จะดูว่าฝ่ายใดจะได้ชัยชนะในการเลือกตั้งในที่ประชุมสภาฐานันดรนั้นดูที่ผลการเลือกตั้งผู้ดำรงตำแหน่งประธานสภาฐานันดร (lantmarskalk/ marshal of the realm) เป็นเบื้องต้น เพราะก่อนที่จะมีการประชุมสภาฐานันดร จะเริ่มต้นด้วยการให้ตัวแทนจากฐานันดรทั้งสี่ลงคะแนนเลือกประธานสภาฐานันดร และคนของฝ่ายใดได้รับเลือกเป็นประธานสภาก็จะบ่งบอกถึงศักยภาพทางการเมืองของแต่ละฝ่ายในแต่ละฐานันดรและคณะกรรมธิการลับ และรวมถึงทิศทางของการอภิปรายที่จะเกิดขึ้นต่อมาด้วย
the Hats ได้เสนอชื่อ Fredrik Axel von Fersen ให้รับเลือกเป็นประธานสภาฐานันดร Fersen เป็นนายทหารผู้สามารถเคยรบในกองทัพฝรั่งเศสในช่วงระหว่าง ค.ศ. 1743 และ 1748 และจากที่ผู้วิจัยได้กล่าวไปข้างต้น Fersen ได้เป็นสาเหตุของความขัดแย้งระหว่างสภาบริหารฝ่าย the Hats กับ Adolf Frederick มาก่อนในครั้งที่สภาบริหารต้องการแต่งตั้งให้เขาดำรงตำแหน่งนายพลในกองทัพ
และแน่นอนว่า การที่ the Hats เสนอชื่อ Fersen ให้รับเลือกเป็นประธานสภาฐานันดรย่อมสร้างความไม่พอใจอย่างยิ่งให้กับฝ่ายคณะเจ้า
ส่วนทางฝ่ายคณะเจ้าได้เสนอชื่อ Erik Brahe ที่ผู้วิจัยได้กล่าวถึงประวัติของเขาข้างต้นว่า เขาเป็นนายทหารอภิชนหนุ่มจากตระกูลอภิชนเก่าแก่และมีชื่อเสียงมากที่สุดตระกูลหนึ่งของสวีเดน เขาเป็นนักการเมืองที่ทำงานการเมืองอย่างแข็งขัน และจากการที่เขาได้เข้าร่วมกับคณะเจ้าตั้งแต่เริ่มก่อตั้งในปี ค.ศ. 1751 จัดได้ว่าเป็นสมาชิกฝ่ายคณะเจ้าที่มีประสบการณ์มากที่สุด
เขาเคยทำหน้าที่รักษาการประธานสภาฐานันดรในช่วงที่ Henning Adolf Gyllenborg ป่วย เขาเป็นที่ไว้วางพระทัยของ Adolf Frederick และสมเด็จพระราชินีอย่างยิ่ง โดยทั้งสองพระองค์ทรงรับฟังคำแนะนำที่มีวิสัยทัศน์ของเขา
ผลการเลือกตั้งในสภาฐานันดรในกลางเดือนตุลาคม ค.ศ. 1755 ฝ่าย the Hats ยังคงได้ชัยชนะในการเลือกตั้งได้ครองเสียงข้างมากในสภาฐานันดรลงมติแต่งตั้ง Count Axel von Fersen อภิชนหนุ่มวัย 33 ปีให้เป็นประธานสภาฐานันดรอภิชนแทน Henning Gyllenborg และตำแหน่งดังกล่าวจะทำหน้าที่เป็นประธานที่ประชุมสภาฐานันดรทั้งสี่ด้วย
และจากการที่เขาเป็นนักการเมืองหนุ่มที่มีความสามารถอย่างยิ่ง เป็นผู้มีอัจฉริยภาพและมีวิสัยทัศน์ทางการเมือง เขาจึงสามารถได้รับการสนับสนุนจาก Olaf Hakanson ประธานสภาฐานันดรชาวนาอีกด้วย
แม้ว่า จะมีประธานสภาบริหารคนใหม่ จาก Tessin มาเป็น Hopken และประธานสภาฐานันดร จาก Gyllenborg มาเป็น von Fersen แต่ความขัดแย้งระหว่าง Adolf Frederick และคณะกรรมการในสภาบริหารก็ยังคงดำเนินต่อไป
และเมื่อเปิดประชุมสภาฐานันดร ค.ศ. 1755 สมาชิกสภาฝ่าย the Hats และฝ่ายคณะเจ้าต่างอภิปรายและออกหนังสือโจมตีกัน จนในที่สุด ทางออกของความขัดแย้งคือ การต้องเลือกระหว่างการกลับไปสู่อัตตาธิปไตยของพระมหากษัตริย์ (royal autocracy/ envalde) หรือการสถาปนาการปกครองโดยสภาบริหารของพวกอภิชน (aristocratic senatorial rule/ radsaristokrati)
Adolf Frederick ทรงมีพระราชดำรัสที่เป็นข้ออ้างในการไม่เข้าประชุมสภาบริหารของพระองค์และการปฏิเสธที่จะลงพระปรมาภิไธยโดยพระองค์ทรงอ้างพระราชสิทธิ์ที่จะพิจารณาข้อเสนอต่างๆ จากสภาบริหารก่อนที่จะพระองค์จะทรงมีพระบรมราชานุญาต แต่สภาฐานันดรและสภาบริหารเห็นว่าการกระทำของพระองค์เช่นนั้นจะนำไปสู่ “อัตตาธิปไตย” (autocracy) เพราะการกระทำเช่นนั้นจะทำให้การลงคะแนนเสียงของสภาบริหารไม่มีความหมาย ซึ่งขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญที่บัญญัติไว้ว่า การตัดสินพระทัยของพระมหากษัตริย์จะต้องเป็นไปตามการลงคะแนนเสียงข้างมาก (efter pluraliteten)
กรรมการสภาบริหารได้ยืนยันว่า หากพระมหากษัตริย์ทรงอ้างพระองค์ทรงมีพระราชอำนาจเหนือคะแนนเสียงของสภาบริหารโดยการสงวนพระราชสิทธิ์ในการตัดสินพระทัย ก็จะมีความสุ่มเสี่ยงที่สภาบริหารจะถูกลดทอนลงเป็นหนึ่งใน “ขุนนางขององค์พระมหากษัตริย์” (sovereign lord/ suveran here) และเท่ากับพระมหากษัตริย์ได้ทรงสถาปนาอัตตาธิปไตยขึ้นแล้วในทางปฏิบัติ (de facto) ถือเป็นการตีความกฎหมายพื้นฐานผิดของพระมหากษัตริย์ที่จะนำไปสู่ความเสื่อมของรัฐธรรมนูญและประเทศ
หลังจาก Adolf Frederick ทรงมีพระราชสาส์นตอบสภาฐานันดร สภาบริหารได้ตอบโต้อย่างรุนแรงว่า Adolf Frederick ได้ทำให้สถานการณ์ของประเทศอยู่ในอันตราย จากการทรงไม่ยอมรับคำปรึกษาจากสภาบริหารและปล่อยให้มติคั่งค้าง ทำให้ไม่สามารถออกกฎหมายบริหารราชการแผ่นดิน
ซึ่งการตอบโต้ของสภาบริหารได้ทำให้ Adolf Frederick ทรงไม่พอพระทัยและทรงมีพระราชสาส์นตอบกลับไปว่า พระองค์ไม่เคยไม่ยอมรับหลักการเสียงข้างมาก และการกล่าวว่าพระองค์ทรงทำให้บ้านเมืองตกอยู่ในภาวะอันตรายนั้น เป็นการกล่าวที่เกินเลย
สภาบริหารได้ตอบกลับว่า การปล่อยให้ไม่มีกฎหมายในการบริหารบ้านเมืองเท่ากับเป็นการลิดรอนเสรีภาพของประชาชน อีกทั้งตัวแทนจากสภาฐานันดรได้สนับสนุนความเห็นดังกล่าวนี้โดยกล่าวอ้างกฎธรรมชาติ (natural law) นั่นคือ หากคะแนนเสียงข้างมากในสภาบริหารไม่เพียงพอที่จะให้ความชอบธรรมต่อมติ เสรีภาพก็จะสูญสลายและเป็นการทำลายกฎหมาย คำตัดสินของพระมหากษัตริย์จะกลายเป็นกฎหมายของแผ่นดิน และมโนสำนึกของพระองค์จะกลายเป็นความั่นคงปลอดภัยของราษฎรของพระองค์
การตอบโต้จากสภาฐานันดรและสภาบริหารภายใต้รัฐบาล the Hats ถือเป็นการต่อต้านสมบูรณาญาสิทธิราชย์และหลักการเทวสิทธิ์อย่างเต็มที่ สภาบริหารได้มีความเห็นต่อพระราชสาส์นของ Adolf Fredrick ว่า ถ้าพระมหากษัตริย์คือผู้พิทักษ์ปกป้องเสรีภาพจริง มันก็ไม่จำเป็นที่จะต้องจำกัดพระราชอำนาจ แต่ถ้าไม่จำกัด ก็จะกลายเป็นอัตตาธิปไตย และถ้าเกิดอัตตาธิปไตย อัตตาธิปไตยก็จะมาแทนที่เสรีภาพของชาติ และมันจะไม่มีเหตุผลอันใดที่ที่ผ่านมาถึงต้องยกเลิกระบอบอัตตาธิปไตยไป
ทั้งพระราชสาส์นและความเห็นของสภาบริหารได้ทำให้เกิดการอภิปรายอย่างกว้างขวางในที่ประชุมสภาฐานันดรและโดยเฉพาะอย่างยิ่งในที่ประชุมสภาฐานันดรอภิชนที่มีผู้สนับสนุนคณะเจ้า และหนึ่งในผู้นำของคณะเจ้าคือ Baron Erik Wrangle ได้ยื่นเอกสารคัดค้านพระราชสาส์น ที่เขากลับข้อโต้แย้งของสภาบริหารโดยเอาคำว่า “สภาบริหาร” มาแทนที่คำว่า “พระมหากษัตริย์” และเอาคำว่า “อภิชนาธิปไตย” มาแทนที่ “อัตตาธิปไตย” ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้สภาฐานันดร
ในการอภิปรายถกเถียงโจมตีกันและกัน ต่างฝ่ายต่างอ้างว่า สิ่งที่ฝ่ายตนยืนหยัดนั้นเป็นไปเพื่อผลประโยชน์และสวัสดิภาพของชาติบ้านเมือง อันนำไปสู่ประเด็นความขัดแย้งที่สำคัญอย่างยิ่งอีกประการหนึ่งที่เป็นปัญหาอันเกิดจากการตีความรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1720 ที่แตกต่างกัน อันนำไปสู่สาเหตุความขัดแย้งที่สำคัญประการที่สอง
(โปรดติดตามตอนต่อไป)


