xs
xsm
sm
md
lg

ระบบนิเวศอำนาจของบ้านใหญ่ / Phichai Ratnatilaka Na Bhuket

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



"ปัญญาพลวัตร"
"ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต"

เมื่อใดที่เราพยายามอธิบายปรากฏการณ์อันซับซ้อน เรามักหยิบยืมภาพจากโลกที่คุ้นเคยมาเป็นกระจกส่อง การเปรียบเทียบเชิงอุปมาจึงเป็นเครื่องมือทางความคิดที่ทรงพลัง เพราะมันพาเราข้ามจากสิ่งที่มองไม่เห็นไปสู่สิ่งที่จับต้องได้ และในการทำความเข้าใจการเมืองแบบ “บ้านใหญ่” ของไทย คำถามแรกที่ควรถามจึงมิใช่ว่ามันคืออะไร หากคือว่าเราจะมองมันผ่านภาพใด

 ตลอดหลายทศวรรษ คำอธิบายกระแสหลักมักวาดภาพบ้านใหญ่ราวกับ “เครื่องจักร” ที่มีคันโยกและฟันเฟือง หรือไม่ก็ราว “องค์กร” ที่มีสายบังคับบัญชาจากบนลงล่าง ทว่า ภาพเหล่านี้ล้วนพลาดสาระสำคัญบางอย่างไป เพราะเครื่องจักรไม่เติบโต ไม่ปรับตัว และไม่ตาย ขณะที่บ้านใหญ่ทำทั้งสามอย่างนั้นได้อย่างน่าพิศวง บางทีภาพที่ซื่อตรงต่อความจริงมากที่สุดอาจมิได้มาจากโลกของกลไก หากมาจากโลกของสิ่งมีชีวิต นั่นคือ “ระบบนิเวศ”

 บ้านใหญ่ในความหมายเช่นนี้จึงมิใช่เพียงตระกูลการเมืองตระกูลหนึ่ง หรือผู้มากบารมีคนหนึ่ง หากเป็นระบบนิเวศของอำนาจ (ecosystem of power) อันประกอบด้วยทุน เครือข่ายราชการ ผู้นำท้องถิ่น ผู้มีอิทธิพล กลไกการเลือกตั้ง พรรคการเมือง และประชาชนบางส่วน ทั้งหมดร้อยรัดกันด้วยเส้นใยของความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์และผลประโยชน์ร่วม

อำนาจในระบบนี้มิได้สถิตอยู่ที่ตัวบุคคล หากไหลเวียนอยู่ในความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน เช่นเดียวกับที่ชีวิตในป่ามิได้ดำรงอยู่ในต้นไม้ต้นใด หากดำรงอยู่ในการพึ่งพาอาศัยกันของสรรพชีวิต

ในวิชานิเวศวิทยา มีสิ่งมีชีวิตประเภทหนึ่งที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า “สิ่งมีชีวิตหลัก” (keystone species) ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตซึ่งมีอิทธิพลต่อโครงสร้างของระบบทั้งหมดเกินกว่าสัดส่วนจำนวนที่มันมีอยู่จริง ดังเช่นปลาดาวเพียงไม่กี่ตัวอาจกำหนดชะตากรรมของแนวปะการังทั้งผืน บ้านใหญ่ก็เป็นเช่นนั้น แม้จะเป็นเพียงเครือข่ายไม่กี่กลุ่มในจังหวัดหนึ่ง แต่กลับสามารถกำหนดทิศทางการเลือกตั้ง การจัดสรรงบประมาณ การแต่งตั้งบุคลากร และการเข้าถึงทรัพยากรของรัฐได้อย่างเงียบเชียบ จนกลายเป็นศูนย์ถ่วงที่ทุกสิ่งในพื้นที่ต้องโคจรรอบ

แต่สิ่งมีชีวิตหลักจะยืนต้นอยู่ไม่ได้เลยหากปราศจากระบบรากที่หยั่งลึก ต้นไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสง่างามนั้น แท้จริงมีชีวิตอยู่ได้ด้วยรากฝอยนับล้านที่เรามองไม่เห็นใต้ผืนดิน บ้านใหญ่ก็มีรากเช่นนี้ เป็นสิ่งที่นักรัฐศาสตร์เรียกว่าเครือข่ายอุปถัมภ์ (patron–client network) อันสานขึ้นจากนักการเมืองท้องถิ่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน กลุ่มธุรกิจในพื้นที่ เครือญาติ และกลุ่มผลประโยชน์น้อยใหญ่ รากเหล่านี้ทำหน้าที่ลำเลียงทั้งทรัพยากร ข้อมูล และคะแนนเสียง ขึ้นไปหล่อเลี้ยงลำต้น ดุจรากไม้ที่ดูดซับน้ำและแร่ธาตุส่งต่อสู่ยอด

ความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์มิได้ตั้งอยู่บนการบีบบังคับเพียงอย่างเดียว หากตั้งอยู่บนการแลกเปลี่ยนที่ทั้งสองฝ่ายรู้สึกว่า “เป็นธรรม” ในระดับหนึ่ง ผู้อุปถัมภ์มอบความคุ้มครองและความช่วยเหลือยามคับขัน ผู้ใต้อุปถัมภ์ตอบแทนด้วยความภักดีและการสนับสนุน นี่คือเหตุผลที่รากของบ้านใหญ่หยั่งลึกยิ่งกว่าที่กฎหมายหรือการตรวจสอบใดจะถอนขึ้นได้โดยง่าย เพราะมันมิได้เกาะอยู่กับผลประโยชน์เท่านั้น หากเกาะอยู่กับสำนึกเรื่องบุญคุณและความผูกพันส่วนบุคคล

กล่าวได้ว่า รากของบ้านใหญ่มิได้หยั่งลงในงบประมาณเพียงอย่างเดียว หากหยั่งลงในสำนึกเรื่องบุญคุณ และบุญคุณนั้นถอนยากยิ่งกว่ากฎหมายใด ๆ
ไม่มีระบบนิเวศใดเกิดขึ้นได้บนผืนดินที่แห้งแล้ง ป่าดิบชื้นเติบโตได้เพราะมีดินที่อุดมและภูมิอากาศที่เอื้อ ในทำนองเดียวกัน บ้านใหญ่มิได้ผุดขึ้นจากความว่างเปล่า หากเติบโตบนดินทางสังคมและวัฒนธรรมที่บ่มเพาะมันมายาวนาน ดินซึ่งประกอบด้วยความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่ฝังราก การพึ่งพิงทรัพยากรจากรัฐ ความอ่อนแอเรื้อรังของสถาบันทางการเมืองที่เป็นทางการ และวัฒนธรรมที่ยกย่องความใกล้ชิดส่วนบุคคลเหนือกติกาที่ไร้หน้าตา

ในสังคมที่ความชอบธรรมเชิงเหตุผล–กฎหมาย ยังหยั่งรากไม่มั่นคง อำนาจแบบจารีตและอำนาจแบบบารมีจะเข้ามาเติมเต็มช่องว่างนั้น การเมืองแบบบ้านใหญ่คือบุตรแห่งช่องว่างดังกล่าว มันเฟื่องฟูได้ก็เพราะสถาบันที่ควรทำงานด้วยกฎเกณฑ์อันเป็นกลางกลับทำงานไม่เต็มที่ ประชาชนจำนวนหนึ่งจึงมิได้เลือกผู้แทนจากนโยบายที่เป็นนามธรรม หากเลือกจากใบหน้าที่เคยยื่นมือช่วยเหลือในวันที่ระบบราชการหันหลังให้

เมื่อดินพร้อม พลังงานก็เริ่มไหลเวียน ในระบบนิเวศตามธรรมชาติ พลังงานไหลจากแสงอาทิตย์สู่พืช จากพืชสู่สัตว์ ผ่านห่วงโซ่อาหารอันสลับซับซ้อน ในระบบนิเวศของบ้านใหญ่ พลังงานนั้นมีชื่อเรียกที่เป็นรูปธรรมกว่า ประกอบด้วย งบประมาณภาครัฐ โครงการพัฒนา สัมปทาน การจัดซื้อจัดจ้าง ตำแหน่งทางการเมือง และสิทธิ์ในการเข้าถึงบริการของรัฐ ทรัพยากรเหล่านี้มิได้กระจายตามหลักความจำเป็นหรือความเป็นธรรมเสมอไป หากไหลไปตามเส้นทางของเครือข่าย หล่อเลี้ยงความภักดีในแต่ละข้อต่อ และค้ำจุนเสถียรภาพของระบบทั้งมวล

สิ่งที่ เดวิด ฮาร์วี (David Harvey) เรียกว่า “การสะสมทุนโดยการเบียดขับหรือการพรากสิทธิ์” (accumulation by dispossession) ปรากฏตัวที่นี่ในรูปแบบเฉพาะ มิใช่การพรากสิทธิ์ที่ดินด้วยกำลัง หากคือการแปลงทรัพยากรสาธารณะให้กลายเป็นทุนทางการเมืองส่วนตัวอย่างแนบเนียน ถนนที่ตัดผ่าน งบประมาณที่ลงพื้นที่ และโครงการที่ประกาศในห้วงหาเสียง ล้วนเป็นพลังงานที่ถูกแปรรูปให้กลายเป็นคะแนนนิยม ความมั่งคั่งสาธารณะจึงถูกย้ายที่อย่างเงียบ ๆ จากบัญชีของส่วนรวมไปสู่งบดุลของอำนาจ

ดังนั้น ในระบบนิเวศของบ้านใหญ่ ทรัพยากรสาธารณะมิได้หายไป หากเพียงเปลี่ยนสภาพจากสมบัติของส่วนรวม ไปเป็นเชื้อเพลิงของความภักดี
ความเข้มแข็งของระบบนิเวศวัดได้จากความหลากหลายทางชีวภาพ ป่าที่มีพรรณพืชและสัตว์หลากชนิดย่อมทนทานต่อแรงกระแทกได้ดีกว่าป่าเชิงเดี่ยว บ้านใหญ่เข้าใจหลักการนี้โดยสัญชาตญาณ มันจึงมิได้ประกอบด้วยนักการเมืองเพียงลำพัง หากโอบรวมนักธุรกิจ ผู้รับเหมา สื่อท้องถิ่น สมาคมวิชาชีพ ข้าราชการประจำ ผู้นำทางศาสนา และเครือข่ายทางสังคมอีกนับไม่ถ้วน แต่ละชีวิตในระบบนี้มีบทบาทเฉพาะ และต่างพึ่งพากันอย่างแนบแน่นจนยากจะแยกว่าใครเลี้ยงใคร

ความสัมพันธ์เช่นนี้คือสิ่งที่นักชีววิทยาเรียกว่าการพึ่งพาอาศัยแบบได้ประโยชน์ร่วม (symbiosis) พรรคการเมืองระดับชาติได้คะแนนเสียงที่แน่นอนในการต่อรองจัดตั้งรัฐบาล บ้านใหญ่ได้อำนาจต่อรองและตำแหน่งแห่งที่ ภาคธุรกิจได้โอกาสและความแน่นอนในการลงทุน ส่วนประชาชนบางกลุ่มได้รับการช่วยเหลือเฉพาะหน้าที่จับต้องได้จริงในยามยาก แต่ละฝ่ายต่างยิ้มรับผลประโยชน์ของตน โดยมิได้ตั้งคำถามว่าความสัมพันธ์เช่นนี้กำลังบั่นทอนสิ่งใดในระยะยาว

ทว่า การพึ่งพาที่ดูราบรื่นนี้ซ่อนต้นทุนอันมองไม่เห็นไว้ เพราะมันแลกความมั่นคงเฉพาะหน้ามาด้วยความอ่อนแอของสถาบันในระยะยาว โรเบิร์ต พัทนัม (Robert Putnam) เคยจำแนกทุนทางสังคมออกเป็นสองชนิด ได้แก่ ทุนแบบเชื่อมร้อยภายในกลุ่ม (bonding) กับทุนแบบเชื่อมข้ามกลุ่ม (bridging) ระบบนิเวศของบ้านใหญ่อุดมไปด้วยทุนชนิดแรก คือความไว้วางใจอันแน่นหนาภายในเครือข่ายของตน แต่กลับขาดแคลนทุนชนิดหลัง คือความไว้วางใจที่ข้ามพ้นเครือข่ายไปสู่พลเมืองในฐานะที่เท่าเทียมกัน สังคมที่มีแต่ทุนแบบแรกย่อมแน่นแฟ้นในวงแคบ แต่แตกกระจายในวงกว้าง

มนต์เสน่ห์ที่แท้จริงของระบบนิเวศมิได้อยู่ที่ความมั่นคง หากอยู่ที่ความสามารถในการปรับตัว สิ่งมีชีวิตที่อยู่รอดมิใช่สิ่งที่แข็งแรงที่สุด หากเป็นสิ่งที่ยืดหยุ่นที่สุดต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม บ้านใหญ่เชี่ยวชาญในศิลปะแห่งการปรับตัวนี้อย่างยิ่ง เมื่อกติกาการเลือกตั้งเปลี่ยน เมื่อระบบบัตรเลือกตั้งแปรรูป หรือเมื่อกระแสสังคมหันทิศ มันก็ย้ายพรรค สร้างพันธมิตรใหม่ ส่งทายาทรุ่นใหม่ที่พูดภาษาของคนรุ่นใหม่ และปรับภาพลักษณ์จาก “ผู้กว้างขวาง” ในอดีตให้กลายเป็น “นักบริหารมืออาชีพ” ในปัจจุบัน เปลือกนอกเปลี่ยนไปตามฤดูกาล แต่แก่นของความสัมพันธ์เชิงอำนาจยังคงเดิม




ความสามารถในการปรับตัวเช่นนี้เป็นยุทธศาสตร์ของการธำรงอำนาจนำ ซึ่งมิได้รักษาอำนาจไว้ด้วยกำลังบังคับเพียงอย่างเดียว หากด้วยการยินยอมปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์อยู่เสมอ เพื่อให้ดูสอดคล้องกับยุคสมัย และเพื่อให้การครอบงำดำเนินต่อไปได้โดยที่ผู้ถูกครอบงำมิได้รู้สึกว่าถูกครอบงำ บ้านใหญ่ที่ฉลาดจึงมิเคยขัดขืนกระแสตรง ๆ หากเลือกที่จะโต้คลื่น ปรับใบเรือ และใช้แรงลมของยุคสมัยพัดพาตนเองไปข้างหน้า

กระนั้น ทุกระบบนิเวศย่อมมีผู้ล่าและแรงกดดันจากการคัดเลือกโดยธรรมชาติ ในภูมิทัศน์การเมืองปัจจุบัน ผู้ล่าเหล่านี้กำลังก่อตัวขึ้นในหลายรูปทรง พรรคการเมืองแนวใหม่ที่เสนอการเมืองเชิงนโยบาย องค์กรอิสระและกระบวนการตรวจสอบ สื่อมวลชนที่เกาะติด ภาคประชาสังคมที่ตื่นตัว เทคโนโลยีดิจิทัลที่ทำให้ความลับเก็บงำได้ยากขึ้น และเหนือสิ่งอื่นใด คือผู้มีสิทธิเลือกตั้งรุ่นใหม่ที่เติบโตมาในโลกซึ่งความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์เริ่มฟังดูล้าสมัย เมื่อแรงกดดันเหล่านี้รวมตัวกันถึงระดับหนึ่ง บ้านใหญ่ย่อมเผชิญทางสองแพร่ง นั่นคือ วิวัฒน์ หรือเสื่อมสลาย

ทุกการเปรียบเทียบคือกระจกที่ส่องให้เห็นบางด้าน ทว่า พร้อมที่จะบดบังบางด้านไปด้วย และอุปมาเรื่องระบบนิเวศก็มีที่ต้องระวังอย่างยิ่ง เพราะระบบนิเวศตามธรรมชาตินั้นไร้เจตจำนงทางศีลธรรม ปลาที่กินปลา เถาวัลย์ที่รัดต้นไม้ ล้วนกระทำไปโดยปราศจากความรับผิดชอบ เพราะธรรมชาติไม่รู้จักคำว่าควรหรือไม่ควร แต่การเมืองแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง เพราะมันเกี่ยวพันกับการใช้อำนาจ ความชอบธรรม ความรับผิดชอบ ความยุติธรรม และการตัดสินใจเชิงคุณค่าซึ่งมีมนุษย์เป็นผู้รับผลโดยตรง

 อันตรายที่สุดของการมองการเมืองเป็นระบบนิเวศ จึงมิได้อยู่ที่ความไม่แม่นยำ หากอยู่ที่การลักลอบนำเอา “ความเป็นธรรมชาติ” มาสวมให้แก่สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นและมนุษย์เปลี่ยนแปลงได้ หากเรากล่าวว่าบ้านใหญ่ “เป็นธรรมชาติ” ของการเมืองไทย เราก็กำลังเปลี่ยนทางเลือกเชิงโครงสร้างให้กลายเป็นชะตากรรมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และเมื่อสิ่งใดถูกประทับตราว่าหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงมันก็พลันดูไร้เดียงสา นี่คือกับดักทางความคิดที่อุปมาอันสวยงามอาจวางไว้ให้เราโดยไม่รู้ตัว

สิ่งที่จำแนกการกระทำของมนุษย์ออกจากกระบวนการทางธรรมชาติ คือเสรีภาพที่จะ “เริ่มต้นสิ่งใหม่” มนุษย์มิได้ถูกพันธนาการด้วยกฎของห่วงโซ่อาหารหรือการคัดเลือกตามธรรมชาติ เพราะมนุษย์สามารถรวมตัวกัน ปรึกษาหารือ และสถาปนากติกาขึ้นใหม่ได้ ระบบนิเวศของอำนาจจึงมิใช่ผืนป่าที่เราได้แต่เฝ้ามอง หากเป็นภูมิทัศน์ที่มนุษย์ออกแบบ และด้วยเหตุนั้น มนุษย์ย่อมออกแบบมันใหม่ได้เสมอ

เมื่อมองการเมืองแบบบ้านใหญ่ผ่านกรอบของระบบนิเวศ เราจะเห็นความจริงสำคัญประการหนึ่งที่คำอธิบายแบบเครื่องจักรมองข้ามไป นั่นคืออำนาจในระบบนี้มิได้ตั้งอยู่บนตัวบุคคลคนเดียว หากกระจายตัวอยู่ในเครือข่ายความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงทุน สถาบันราชการ องค์กรท้องถิ่น และประชาชนเข้าด้วยกัน ผ่านกลไกการแลกเปลี่ยนทรัพยากรและความภักดี ความเข้าใจเช่นนี้นำไปสู่ข้อสรุปที่ทรงพลังว่า การโค่นต้นไม้ใหญ่เพียงต้นเดียวไม่เคยเปลี่ยนป่า เพราะตราบใดที่ดินยังอุดม รากยังหยั่งลึก และพลังงานยังไหลเวียนตามเส้นทางเดิม ต้นใหม่ย่อมงอกขึ้นแทนที่เสมอ

การปฏิรูปการเมืองที่มุ่งเพียงเปลี่ยนตัวผู้นำหรือยุบพรรคการเมือง จึงเปรียบได้กับการตัดยอดวัชพืชโดยไม่แตะรากของมัน สิ่งที่ต้องเปลี่ยนคือระบบนิเวศของอำนาจทั้งระบบ ทั้งกติกาเชิงสถาบันที่ควรทำงานอย่างเป็นกลางและมีประสิทธิภาพจนประชาชนไม่จำเป็นต้องพึ่งพาความเมตตาส่วนบุคคล ทั้งโครงสร้างการกระจายทรัพยากรที่ควรโปร่งใสจนพลังงานไม่อาจถูกผูกขาดไว้ในมือเครือข่ายใด ทั้งความเข้มแข็งของภาคประชาสังคมที่ควรหนาแน่นพอจะถ่วงดุล และทั้งวัฒนธรรมการเมืองที่ควรเรียนรู้ที่จะเห็นค่าของกติกามากกว่าบุญคุณ

งานนี้ยากและช้า เพราะระบบนิเวศไม่เปลี่ยนแปลงในชั่วข้ามคืน ดินที่ก่อตัวมานับศตวรรษย่อมไม่พลิกฟื้นด้วยฤดูกาลเดียว แต่ความยากของงานมิใช่เหตุผลที่จะยอมจำนนต่อข้ออ้างว่ามัน “เป็นธรรมชาติ” ของสังคมไทย ตรงกันข้าม การมองให้เห็นว่ามันคือระบบที่มนุษย์สร้าง ก็คือก้าวแรกของการตระหนักว่ามนุษย์รื้อสร้างมันได้ ประวัติศาสตร์มิเคยเป็นป่าที่ปลูกไว้ตายตัว หากเป็นภูมิทัศน์ที่แต่ละรุ่นมีสิทธิ์และมีหน้าที่จะเพาะปลูกใหม่

 คำถามจึงมิใช่ว่าระบบนิเวศของอำนาจจะเปลี่ยนได้หรือไม่ หากเป็นว่าเราจะเริ่มพรวนดินผืนนั้นเมื่อใด และด้วยมือของใคร