ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด ได้รับอนุญาตให้เดินเครื่องผลิตเหล็กอีกครั้ง จาก “กรมโรงงานอุตสาหกรรม(กรอ.)” หลังถูกสั่งระงับมา 1 ปี 5 เดือน ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ดังกระหึ่มไปทั้งประเทศ ด้วยยังคงมีภาพจำความเกี่ยวข้องของ “เหล็ก SKY” ของซินเคอหยวน กับเหตุ “ตึก สตง.”ถล่ม
พร้อมๆ กับคำถามใหญ่เรื่อง "เตา IF" หรือ Induction Furnace ซึ่งเป็นระบบหลอมเหล็กด้วยไฟฟ้าเหนี่ยวนำแม่เหล็ก เนื่องจากที่ผ่านมาเคยมีข้อถกเถียงเกี่ยวกับมาตรฐานการผลิต คุณภาพเหล็ก และความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ที่ได้จากกระบวนการดังกล่าว
ทั้งนี้ “10 สมาคมเหล็ก” ซึ่งประกอบด้วย สมาคมเหล็กแผ่นรีดร้อนไทย, สมาคมเหล็กแผ่นรีดเย็นไทย, สมาคมการค้าผู้ผลิตเหล็กแผ่นเคลือบสังกะสี สมาคมโลหะไทย, สมาคมผู้ผลิตท่อโลหะ และแปรรูปเหล็กแผ่น, สมาคมพัฒนาสเตนเลสไทย, สมาคมเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน, สมาคมชุบสังกะสีไทย, สมาคมผู้ผลิตเหล็กทรงยาวด้วยเตาอาร์คไฟฟ้า และสมาคมหลังคาเหล็กไทย ออกมาคัดค้านการอนุญาตดังกล่าว
พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐเปิดเผยข้อมูลในประเด็นสำคัญ ดังนี้
1.การปฏิบัติตามเงื่อนไข และมาตรการที่กำหนดไว้ในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ครบถ้วน โดยเฉพาะเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับการขยายกำลังการผลิต การติดตั้งเครื่องจักร ระบบควบคุมมลพิษ และมาตรการป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
2.การปฏิบัติตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) และข้อกำหนดทางเทคนิคที่เกี่ยวข้อง โดยเรียกร้องให้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการอนุญาต การกำกับดูแล การตรวจประเมิน และการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของโรงงานดังกล่าวอย่างละเอียด
“นายนาวา จันทนสุรคน” แกนนำกลุ่ม 10 สมาคมเหล็ก และประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ชี้ชัดไปในประเด็นเทคโนโลยีการผลิตเหล็กว่า มีความพยายามอ้างอิงว่าหลายประเทศ โดยเฉพาะจีนยังใช้เตาหลอมชนิดเหนี่ยวนำ หรือ Induction Furnace (IF) เป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง เพราะเตา IF มีข้อจำกัดการกำจัดสิ่งเจือปนออกจากน้ำเหล็ก การควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์ที่ไม่สม่ำเสมอ ประสิทธิภาพพลังงานและผลกระทบสิ่งแวดล้อม ทำให้รัฐบาลจีนสั่งยกเลิกมาตั้งแต่ปี 2560
ด้าน “มูลนิธิบูรณะนิเวศ” ซึ่งติดตามเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง โพสต์แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ “ซิน เคอ หยวน” เอาไว้ในหลากหลายแง่มุม เริ่มจากข้อมูลของทางบริษัทที่ในเว็บไซต์ของบริษัทได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับตนเองไว้ว่า “เป็นผู้ผลิตเหล็กข้ออ้อยที่จดทะเบียนด้วยทุนจดทะเบียน 1,530,000 ล้านบาท” แต่ตัวเลขทุนจดทะเบียนตามที่ปรากฏในฐานข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุไว้จำนวน 1,530 ล้านบาทเท่านั้น
ทั้งนี้ ทางมูลนิธิแจกแจงรายละเอียดเอาไว้ด้วยว่า ข้อมูลในเว็บไซต์ของบริษัทยังอวดอ้างด้วยว่า “ทางบริษัทก่อสร้างโรงงานพร้อมนำเครื่องจักรที่ทันสมัยต่อการผลิตซึ่งประกอบด้วย เครื่องอบเหล็กที่มีกำลังการผลิต 4,100 ตันต่อวัน โดยมีการส่งเหล็กแท่งที่ผ่านการอบแล้วไปยังเครื่องรีดเหล็กที่มีประสิทธิภาพที่มีความสามารถ แบ่งการผลิตเหล็กข้ออ้อย ออกเป็น 2 สายการผลิต ซึ่งทำให้ผลิตเหล็ก 2 ขนาดในเวลาเดียวกันได้
นอกจากนั้นเครื่องรีดยังสามารถเปลี่ยนลูกรีดตามขนาดที่ลูกค้าต้องการภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงก็สามารถกลับมาผลิตใหม่ได้อย่างรวดเร็ว ส่วนเตียงพักเหล็กเส้นของบริษัทมีความยาว 78 เมตร ทำให้เหล็กข้ออ้อยเหลือปลายเศษเหล็กน้อยลงและทำให้ผลผลิตเหล็กเส้นเต็มมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม มูลนิธิฯ ได้นำภาพเตาหลอม พื้นที่และสภาพบางส่วนของกระบวนการผลิต รวมทั้งมีภาพของผลิตภัณฑ์ ตลอดจนเศษเหล็กที่จัดว่าเป็นของเสียหรือขยะ ซึ่งทั้งหมดค่อนข้างจะยืนยันได้เป็นอย่างดีถึงความสมเหตุสมผลของการสั่งปิดโรงงานแห่งนี้
“ภาพเหล่านี้ถ่ายไว้เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2568 และ 11 เมษายน 2568 อันเป็นช่วงเวลาที่โรงงานถูกสั่งปิดเนื่องมาจากผลการตรวจโรงงานที่พบข้อบกพร่องเรื่องเตาหลอมและกระบวนการผลิตที่จะส่งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมหลายประการ ตลอดจนพบปัญหาเรื่องมาตรฐานของผลิตภัณฑ์เหล็กที่จะส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของผู้บริโภคและสังคมอย่างกว้างขวางด้วย”
“ตรงกันข้ามกับการอนุญาตให้โรงงานกลับมาเปิดประกอบกิจการอีกครั้งเมื่อ 5 มิถุนายนที่ผ่านมานี้ ซึ่งกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ไม่ได้แสดงประจักษ์หลักฐานใดๆ ให้เห็นเลยว่า กระบวนการผลิตและสภาพของโรงงานดีขึ้นแล้วจริงหรือไม่ ทุกอย่างยังคงไม่กระจ่างและเต็มไปด้วยความอึมครึม แม้กระทั่งได้มีการแถลงข่าวแล้วก็ตาม”มูลนิธิระบุ
เมื่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในทางลบทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะคำถามเรื่อง “ความโปร่งใส” ในการอนุญาตให้ซินเคอหยวนเปิดกิจการ ผู้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ก็ดาหน้าออกมาอธิบายกันเป็นการใหญ่
“น.ส.อารยา ไสลเพชร” รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ยืนยันว่า การดำเนินการของ กรอ.เป็นไปตามกฎหมายทุกประการ เพราะหลังจาก กรอ.สั่งให้ซินเคอหยวนหยุดประกอบกิจการโรงงานทั้งหมดจากเหตุเพลิงไหม้เมื่อเดือนธันวาคม 2567 จากนั้นวันที่ 17 ธันวาคม 2568 ซิน เคอ หยวน สตีล ได้ขออนุญาตทดลองเดินเครื่องจักร และ กรอ.ได้เข้าตรวจวัดค่าฝุ่นละอองในปล่องระบายแต่พบว่ายังเกินกว่ามาตรฐานที่กำหนด สั่งแก้ใหม่ โดยตั้งแต่ธันวาคม 2568 ถึงมิถุนายน 2569 ซินเคอหยวนแจ้งขอเปิดกิจการถึง 5 ครั้ง แต่ 4 ครั้งไม่ผ่านกฎหมาย กระทั่งผ่านครั้งที่ 5 จึงเป็นที่มาในการเปิดให้เมื่อวันที่ 5 มิถุนายนที่ผ่านมา
พร้อมให้ข้อมูลถึงข้อวิตกกังวลเรื่อง “เตาหลอมแบบ Induction Furnace (IF)” ว่า การติดตั้งเป็นไปตามรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) รวมทั้งจากการหารือกับสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) แล้วพบว่ากระบวนการทคนิคการปรับปรุงคุณภาพน้ำเหล็กด้วยการ เติมสารเคมีลงไปในเตาหลอมโดยตรง ไม่ขัดข้อกำหนด มอก.
นอกจากนี้ ผลการทดสอบตัวอย่างเหล็กเส้นข้ออ้อย (มอก. 24-2559) จากห้องปฏิบัติการมาตรฐานสถาบันยานยนต์ และสถาบันไทย-เยอรมัน 56 ชุดตัวอย่าง ยืนยันว่าคุณภาพเหล็กซิน เคอ หยวนผ่านเกณฑ์มาตรฐานทุกรายการทั้งด้านส่วนผสมทางเคมีและความแข็งแรง
ทว่า การรับประกันอย่างแข็งขันของ กรอ.ก็มิอาจคลายความกังวลของสังคมได้ กระทั่ง “วราวุธ ศิลปอาชา” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ทุกอย่างดำเนินการอย่างถูกต้อง พร้อมแอ่นอกรับประกันว่า หากตรวจพบปัญหาและไม่สามารถแก้ไขได้ จะสามารถสั่งปิดโรงงานอีกครั้งได้
10 มิถุนายน 2569 บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 2 ภายหลังได้รับอนุญาตจากกระทรวงอุตสาหกรรมให้กลับมาเปิดดำเนินการผลิตได้ตามปกติ ระบุว่า ตลอดระยะเวลากว่า 1 ปีที่ผ่านมา ได้ให้ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐอย่างเต็มที่ พร้อมดำเนินการปรับปรุงกระบวนการผลิต มาตรฐานคุณภาพ และการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง จนผ่านการตรวจสอบตามเกณฑ์ที่กำหนด และได้รับอนุญาตให้กลับมาเปิดดำเนินการอีกครั้ง
ที่น่าสนใจคือแถลงการณ์ระบุว่า ผลการศึกษาของคณะวิศวกรรมศาสตร์จาก 4 สถาบันหลัก ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี พบว่าความบกพร่องที่เป็นสาเหตุสำคัญของเหตุการณ์อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่ม เกี่ยวข้องกับการออกแบบและวิธีการก่อสร้าง โดยเฉพาะโครงสร้างผนังรับแรงเฉือน (Shear Wall) บริเวณช่องลิฟต์และบันได มิได้ระบุว่าเหล็กที่ใช้ในการก่อสร้างเป็นสาเหตุของเหตุการณ์ดังกล่าว
ขณะเดียวกัน ในส่วนของการตรวจสอบโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กรณีการครอบครองวัตถุอันตรายหรือ “ฝุ่นแดง” บริษัทได้รับแจ้งว่า อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษมีคำสั่งยุติการสืบสวน เนื่องจากไม่พบพยานหลักฐานที่ชี้ถึงการกระทำความผิด
ส่วนผลการตรวจสอบโดยสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ร่วมกับหน่วยงานผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง ได้ยืนยันว่าเหล็กเส้นที่ผลิตจากการทดลองเดินเครื่องของบริษัทผ่านเกณฑ์มาตรฐานอุตสาหกรรมตามที่กฎหมายกำหนด
อย่างไรก็ตาม บริษัทระบุว่ายังคงพบข้อสงสัยและความเข้าใจคลาดเคลื่อนในสังคมบางประการเกี่ยวกับการดำเนินงานของบริษัท โดยเฉพาะประเด็นเทคโนโลยีการผลิตเหล็ก การใช้เตาปรุง LF (Ladle Furnace) และการเชื่อมโยงกับเหตุการณ์อาคาร สตง. ถล่ม
บริษัทชี้แจงว่า การพิจารณามาตรฐานเหล็กตามกฎหมายไทยต้องอาศัยผลการทดสอบตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ไม่ใช่พิจารณาจากชนิดของเตาหลอมหรืออุปกรณ์การผลิตเพียงอย่างเดียว โดยการตรวจสอบจะครอบคลุมทั้งองค์ประกอบทางเคมี คุณสมบัติทางกล กำลังรับแรงดึง จุดคราก การยืดตัว และเกณฑ์มาตรฐานอื่น ๆ ที่กำหนดตามกฎหมาย
นอกจากนี้ บริษัทระบุว่า ปัจจุบันกฎหมายและมาตรฐานที่ใช้บังคับไม่ได้กำหนดให้โรงงานที่ใช้เทคโนโลยีเตาเหนี่ยวนำไฟฟ้า (Induction Furnace : IF) ทุกแห่งต้องมีเตาปรุง LF (Ladle Furnace) เป็นเงื่อนไขในการดำเนินกิจการ พร้อมเห็นว่าควรแยกให้ชัดเจนระหว่าง “ข้อเสนอเชิงนโยบาย” กับ “ข้อบังคับตามกฎหมายที่มีผลใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน”
บริษัทระบุเพิ่มเติมว่า เทคโนโลยี IF เป็นเทคโนโลยีการผลิตเหล็กที่ได้รับการใช้งานอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมเหล็กทั่วโลกมาเป็นเวลานาน ไม่เพียงใช้ในการผลิตเหล็กก่อสร้าง แต่ยังถูกนำไปใช้ในการผลิตเหล็กกล้าไร้สนิม เหล็กอัลลอย เหล็กเครื่องมือ เหล็กลูกปืน และเหล็กพิเศษอีกหลายประเภท รวมถึงสามารถผลิตเหล็กสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และผลิตภัณฑ์เหล็กมูลค่าสูงได้ เมื่อมีการควบคุมคุณภาพและกระบวนการผลิตที่เหมาะสม
แถลงการณ์ระบุว่า จุดเด่นของเทคโนโลยี IF คือประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ความยืดหยุ่นในการผลิต การลงทุนด้านเครื่องจักรที่เหมาะสม และการส่งเสริมการนำเศษเหล็กกลับมาใช้ประโยชน์ในระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน จึงได้รับการยอมรับและใช้งานอย่างกว้างขวางในอุตสาหกรรมเหล็กระดับสากล
อย่างไรก็ดี แม้ ซิน เคอ หยวนจะออกแถลงการณ์มาอย่างไรก็ตามที แต่สิ่งที่ซิน เคอ หยวน จะต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ “ความเชื่อมั่น” ที่ “ผู้ประกอบการ” จะ “กล้าพอ” ที่จะเลือก “เหล็ก SKY” ของซิน เคอ หยวน ในโครงการก่อสร้างของตนเองหรือไม่
นี่ต่างหากเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งแม้จะมีคำรับประกันว่าแข็งแรง ทนทาน ปลอดภัยและได้มาตรฐานเพียงใด แต่ผลกระทบทางจิตวิทยาถือเป็นเรื่องสำคัญ
นั่นเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา และถือเป็น “การบ้าน” หรือ “โจทย์ข้อใหญ่” ที่ซิน เคอ หยวน จะต้องฝ่าไปให้ได้ และบอกได้คำเดียวว่า “โคตรยาก”


