ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - ในขณะที่สังคมกำลังเปิดฉากวิพากษ์วิจารณ์และขุดคุ้ย “คดีความและโครงการฉาวๆ” ของ “ระบอบสีน้ำเงิน” อย่างถึงพริกถึงขิง
ไม่ว่าจะเป็นกรณี “นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ” ที่สังคมค้างคาใจกับเรื่อง “ซุกหุ้น” ห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น กรณีฮั้ว ส.ว. ที่มีกระแสข่าวว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) อาจยุติการดำเนินการในบางส่วน ประเด็นที่ดินเขากระโดงซึ่งทำท่าว่าจะจบลงแบบแฮปปี้เอนดิ้งในยุคที่ระบอบสีน้ำเงินเรืองอำนาจ จน “พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธิ์ เตมียาเวส” ต้องลุกขึ้นมานำทัพให้รัฐบาลปฏิบัติตามกฎหมาย คดีไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน
และโดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อสงสัยเกี่ยวกับความโปร่งใสของโครงการ TH-AI Passport ของ “นายไชยชนก ชิดชอบ” ซึ่งถือเป็นกล่องดวงใจที่นายเนวินหมายมั่นปั้นมือให้เป็นผู้สืบทอดอำนาจ
ที่สำคัญคือ เรื่องทั้งหลายทั้งปวงที่ว่ามาข้างต้นสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาลสีน้ำเงินอย่างหนักจนมีการฟันธงว่า เปอร์เซ็นต์ที่จะอยู่ไม่ครบวาระมีสูงมาก เผลอๆ จะอยู่ไม่ถึง 2 ปีเสียด้วยซ้ำไป
แต่แล้วอยู่ๆ ก็เกิดเรื่อง “อันไม่ปกติ” เมื่อ “โจ-มณฑานี ตันติสุข” อดีตดีเจ ซึ่งปัจจุบันผันตัวไปเป็นอินฟลูเอนเซอร์การเมืองก็โพสต์ข้อความขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยว่า “รู้จากวงในมานานแล้วแต่อุบไว้ กลุ่มคนดีย์ที่รุมขุดคุณพิพัฒน์และ PT เพื่อรีดเงินเดือนละ 5 ล้าน แต่แกมีศักดิ์ศรี-แกไม่ให้”
หลังจากนั้น “โกเกี้ยะ-นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เข้าไปคอมเมนต์ว่า “ขอบคุณสำหรับอีกมุมมองหนึ่ง”
เช่นเดียวกับ “เสี่ยหนู-นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้ามาคอมเมนต์ว่า “อิอิ ทายกี่ทีก็ถูกว่าใคร”
จนมีการตีความและวิเคราะห์กันว่า นี่น่าจะเป็นปฏิบัติการเพื่อเบี่ยงเบนสารพัดข่าวฉาวที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบจากสังคม หรือไม่ อย่างไร ด้วยหาเหตุผลอื่นๆ ไม่เจอจริงๆ
เหตุที่น่าจะเป็นเช่นนั้นก็เพราะเป็นที่รับรู้กันว่า “โจ-มณฑานี” คือ ผู้สนับสนุนหลักหรือ “นางแบก” ของพรรคภูมิใจไทย ด้วยคอยโพสต์ข้อความปกป้องนายอนุทิน ชาญวีรกูล และระบอบสีน้ำเงินในทุกกรณี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวิกฤตพลังงาน หรือประเด็นทางการเมืองต่างๆ คอยฟาดพันกับคนที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลให้เห็นเป็นระยะๆ
ที่สำคัญคือ เมื่อ “โจ มณฑานี” เปิดประเด็นโจมตีใคร นายอนุทินมักจะเข้ามาแสดงความคิดเห็นในโพสต์นั้นๆ ด้วยตนเองเสมอ
จากนั้นก็มีการผสมโรงจาก “เครือข่ายไอโอสีน้ำเงิน” ซึ่งชัดเจนว่า นิยมชมชอบ “ระบอบสีน้ำเงิน” เช่น “โบว์-ณัฏฐา มหัทธนา” ที่รีบออกมาโพสต์รับลูกทันทีว่า “สื่อตบทรัพย์มีเยอะมั้ยไม่รู้ แต่จะมีเจ้านึงที่เขารู้กันทั้งวงการ เพราะทำมาจนเป็นตำนาน ใครไม่อยากโดนเต้าข่าวด่าทุกวันก็จ่ายมา” พร้อมทิ้งท้ายว่า “ยังไม่ทันไรก็ร้อนตัว”
เป็น “โบว์-ณัฏฐา” ที่แม้ที่ผ่านมาเคยเป็นพิธีกรช่องโทรทัศน์ของกลุ่มคนเสื้อแดงและตระกูลชินวัตร และเคยเคลื่อนไหวร่วมกับกลุ่ม 3 นิ้ว แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนมาเป็น “นางแบก” ให้กับ “ระบอบสีน้ำเงิน” คอยทำหน้าที่แก้ต่างและปกป้องนายอนุทิน ละนายเนวิน ในทุกประเด็นวิจารณ์ เช่น กรณีเขากระโดง หรือคดีต่างๆ
และที่หลายคนอาจยังไม่รู้คือ เธอเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายอินฟลูเอนเซอร์ที่อยู่ภายใต้การดูแลของ “นายทองเจือ ชาติกิจเจริญ” ขุนพลคนสำคัญของครูใหญ่เนมาอย่างต่อเนื่องยาวนานตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา
เป็น “ทองเจือ” ที่ครูใหญ่เนส่งให้มาประกบอยู่ข้างกายนายอนุทิน โดยตลอดตั้งแต่ดำรงตำแหน่ง รมว.สาธารณสุข, รมว.มหาดไทย จนถึงล่าสุดดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
เป็น “ทองเจือ” ที่อยู่เบื้องหลังการมาปิดล้อมสื่อเครือผู้จัดการ-ASTV ของม็อบแท็กซี่ , การออกหนังสือชื่อกู้ชาติมาโจมตีนายสนธิ ลิ้มทองกุล นอกจากนั้น นายทองเจือยังเป็นมือผลิตสื่ออื่น เช่น ใบปลิว ซีดี เพื่อโจมตีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
เป็น “ทองเจือ” ผู้อยู่เบื้องหลังขบวนการไอโอทั้งบนดิน, ใต้ดิน, Online, Offline รวมไปถึงจัดม็อบ-จัดอีเวนต์ ของ “ระบอบสีน้ำเงิน” ในทุกรูปแบบ
ณ วันนี้ “ทองเจือ” ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น 1 ใน 7 ที่ปรึกษานายอนุทิน ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 312/2568 เป็นที่เรียบร้อย
นอกจากนี้ยังมี “กบ มโน” หรือนาย ถิรวัฒน์ อุดินอักษร ซึ่งออกมาโพสต์ข้อความเหน็บแนมมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน ทั้งๆ ที่ตนเองก็มักโพสต์ขอรับเงินบริจาคเข้าบัญชีส่วนตัว โดยเป็นการรับลูกหลังจาก โจ มณฑานี โพสต์เรื่องการรีดเงินจากนายพิพัฒน์
ทั้งนี้ “กบ มโน” เคยจัดรายการให้กับช่อง Top News ซึ่งเป็นสื่อที่มีกลุ่มทุนอย่าง “นายคีรี กาญจนพาสน์” สนับสนุน และมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล และพรรคภูมิใจไทย เนื่องจากเคยทำงานร่วมกันในโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น โครงการสัมปทานมอเตอร์เวย์ (สายบางปะอิน-โคราช และบางใหญ่-กาญจนบุรี) ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่างกลุ่ม BTS กับ ซิโน-ไทย และ ราช กรุ๊ป จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้มีการนำเสนอเนื้อหาในทิศทางปกป้องพรรคดังกล่าว
เรียกว่า เป็นปรากฏการณ์สลิ้งแตกหรือการเผยโฉมหน้าของเครือข่ายไอโอสีน้ำเงินอย่างเป็นทางการ ก็คงจะไม่ผิดไปจากความเป็นจริงเท่าใดนัก
ที่ขาดไม่ได้ก็คือ “เจ๊ปอง-อัญชะลี ไพรีรัก” ซึ่งปัจจุบันนั่งกุมบังเหียนข่าวอยู่ที่ “สำนักแนวหน้า” แบบเต็มไม้เต็มมือ ได้สั่งการให้นำประเด็นที่ โจ มณฑานี โพสต์ไปขายความใหญ่โตทันที ทว่า ก็ไม่ใช่เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจอันใด เพราะเป็นที่รับรู้กันว่า เจ๊ปองและเครือข่ายเปิดหน้าสนับสนุนนาย อนุทิน ชาญวีรกูล และพรรคภูมิใจไทยอย่างเต็มที่
ใครที่ติดตามการเมืองก็เห็นได้ชัดว่า “เจ๊ปองและเครือข่าย” สำแดงตนชัดเจนว่าสนับสนุนนายอนุทินและระบอบสีน้ำเงินมาตั้งแต่ช่วงการเลือกตั้ง สส. โดยอาศัยแทกติกสำคัญคือ “การเลือกเชิงยุทธศาสตร์” และ “ไม่เลือกเราเขามาแน่” เป็นตัวชูโรงเพื่อดึงคะแนนเสียงฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่กระจัดกระจายให้มาเทกองรวมที่พรรคภูมิใจไทย
แน่นอน จากพฤติกรรมดังกล่าว จึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจว่า ที่จะมีการตั้งคำถามว่า “เจ๊ปองและเครือข่าย” ได้รับการสนับสนุนการระบอบสีน้ำเงินในรูปแบบใด และมากน้อยแค่ไหน
ขณะที่หลังเลือกตั้งและมีการจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จ “เจ๊ปองและเครือข่าย” ก็ยังคงสนับสนุนระบอบสีน้ำเงินอย่างเต็มที่
ต้องไม่ลืมว่า “เจ๊ปอง” นั้น ไม่ใช่อดีตผู้สื่อข่าวและนักเคลื่อนไหวทางการเมืองธรรมดาๆ หากแต่มีสายสัมพันธ์ทางการเมืองที่ลึกซึ้งกับ “บ้านใหญ่ปากน้ำ” ที่ “โกเกี๊ยะ-พิพัฒน์” ให้ความเคารพนับถือในฐานะนายเก่าวงการค้าน้ำมัน
ขณะที่ในปัจจุบัน “เจ๊ปอง” ก็ถือเป็นศูนย์กลางการประชาสัมพันธ์ระดับ “เจ๊จัดให้ ทีม IO” โดยมีนักการเมืองแวะเวียนไปมาหาสู่เป็นระยะๆ เรียกว่า จรัสแสงเสียยิ่งกว่าผู้เป็น “เจ้าของสื่อ” เสียอีก
นอกเหนือจากเรื่อง “เจ๊จัดให้ ทีม IO” แล้วประเด็นถัดมาที่ชวนให้ขบคิดมีอยู่ว่า ถ้าสิ่งที่ “โจ-มณฑาณี” และเครือข่าย เป็นเรื่องจริง ไม่ใช่แค่ปฏิบัติการไอโอชนิดกล่าวหาลอยๆ เพื่อกลบข่าวฉาวของ “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่ถูกกระหน่ำมาจากทุกทิศทุกทาง แล้วทำไมคนที่ถูกรีดอย่างนายพิพัฒน์ ซึ่งเป็นถึงรองนายกและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ถึงไม่จัดการ และบอกมาชัดๆ ว่า ผู้ที่ตบทรัพย์แลกกับเลิกขุด “ไอ้โม่งน้ำมัน” เป็นใคร
ถ้าสังเกตถ้อยคำที่นายพิพัฒน์คอมเมนต์ว่า “ขอบคุณสำหรับอีกหนึ่งมุมมอง” ก็คงรู้สึกได้ถึงความผิดปกติ เพราะเหมือนกับว่า เจ้าตัวตอบแบบงงๆ ทั้งๆ ที่เป็น “ต้นเรื่อง”
ยิ่งนายอนุทิน ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศนี้ก็ยิ่งต้องถูกตั้งคำถามตัวโตๆ เพราะสิ่งที่ไปคอมเมนท์นั้น บ่งบอกชัดเจนว่านายอนุทินรู้ว่าเป็นใคร ทว่า เมื่อถูกไล่บี้ถามถึงเรื่องดังกล่าว นายอนุทินกลับตีมึนตอบว่า “ไปดูแอคเคาท์มาเหรอ พูดถึงอะไรผมไม่เข้าใจ”
และเมื่อถามย้ำว่า เรื่องรีดเงิน 5 ล้าน นายกฯ ไปตอบเองหรือไม่ นายอนุทินหยุดฟัง แต่ไม่ได้ตอบคำถามดังกล่าวก่อนเดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้าทันที
สะท้อนให้ว่า ทั้งนายอนุทินและนายพิพัฒน์กำลังเล่นละครหลอกคนดูเพื่อเบี่ยงกระแสการเมืองร้อนๆ ที่กำลังไล่บี้ระบอบสีน้ำเงินแบบตายเป็นตายเจ๊งเป็นเจ๊ง หรือไม่ อย่างไร
นอกจากนี้ เมื่อย้อนกลับไปพินิจพิจารณา “ติ่งห้อยท้าย” จาก “ตัวแม่แก๊งสลิ่มโปโลคลับ” ก็ยิ่งชวนให้สงสัยกับถ้อยความที่ว่า “คุณขิงต้องสู้กลับ อย่ายอม”
ไม่ต้องตีความก็เข้าใจว่า “คุณขิง” คนที่ว่าก็คือ “นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์” ซึ่งกระโดดทิ้งพรรครวมไทยสร้างชาติมาอยู่กับพรรคตภูมิใจไทยจนได้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
เป็น “เสี่ยขิง” ลูกเลี้ยง “ลุงกำนันสุเทพ” ที่ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่จากการขมีขมันไล่ทุบ “ไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน” เหลาลงไปกลายเป็นบ้องกัญชา เพราะจนป่านนี้ยังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน
แถมการเดินหน้าปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศก็เข้าข่าย “ซื้อเวลา” มากกว่าจะ “ทำจริง” กระทั่งเครือข่ายภาคประชาชนด้านพลังงานที่เคยถูกเชิญให้เข้าร่วมประชุมคณะทำงานร่วมระหว่างภาครัฐกับภาคประชาชนต้องประกาศยุติความร่วมมือ
เหตุผลก็คือ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา การหารือร่วมกันยังไม่ก่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมในการแก้ไขปัญหาโครงสร้างราคาพลังงานที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ ขณะที่ข้อเสนอสำคัญหลายเรื่องยังไม่มีการดำเนินการอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นแนวทางลดภาระราคาน้ำมัน การทบทวนโครงสร้างค่าการกลั่น หรือการปรับกลไกราคาพลังงานให้สะท้อนต้นทุนที่เป็นธรรมมากขึ้น
เครือข่ายฯ ยังระบุด้วยว่า หากยังคงเข้าร่วมประชุมต่อไปโดยไม่มีผลลัพธ์ที่จับต้องได้ อาจกลายเป็นเพียงการยืดเวลาแก้ปัญหา ขณะที่ประชาชนยังต้องแบกรับภาระค่าพลังงานที่สูงต่อเนื่อง
แน่นอน การที่ “โจ-มณฑานี” ห้อยติ่งเรื่อง “คุณขิง” ก็เป็นความตั้งใจที่ต้องการสื่อให้สังคมเข้าใจไปในทิศทางเดียวกันว่า เขาตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับนายพิพัฒน์อย่างไม่อาจปฏิเสธได้ ทว่า ก็ไม่มีปฏิกิริยาอันใดจากเจ้าตัวออกมาให้เห็น
แต่แทนที่จะเกิดภาพดีๆ กลับทำให้สถานการณ์ของ “คุณขิง” แย่ลงไปกว่าเก่า เพราะสังคมก็สงสัยว่า “คุณขิง” นั้นใช้บริการ “เจ๊จัดให้ ทีม IO” หลังถูกตั้งคำถามเรื่องความจริงจังในการปฏิรูปพลังงานในฐานะรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงที่ไม่คืบหน้าดังที่กล่าวข้างต้น
ดังนั้น คงต้องติดตามความเคลื่อนไหวของระบอบสีน้ำเงินอย่างใกล้ชิดในห้วงสถานการณ์ “ขาลง” จนต้องใช้บริการ “เจ๊จัดให้ ทีม IO” เพราะดูเหมือนว่า อาการหนักกว่าที่นึกหลายเท่า และนับวันก็จะยิ่งเลวร้ายลงไปทุกที กระทั่งมีการฟันธงกันว่า อายุของรัฐบาลจะสั้นลงกว่าที่เคยมีการประเมินไว้ค่อนข้างมาก.


