xs
xsm
sm
md
lg

ทรัมป์ทยอยแพ้กราวรูด

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: อ.สุดาทิพย์ จารุจินดา อินทร



ตั้งแต่ปธน.ทรัมป์เข้ามานั่งบริหารประเทศสหรัฐฯ ที่ทำเนียบขาว เป็นเวลา 15 เดือน เขาได้ออกคำสั่งปธน.ไปแล้วถึง 227 ฉบับ (หรือ 1 ฉบับในทุกๆ เกือบสองวัน) โดยไม่แยแสว่า จะให้สภาฯ ผ่านมาเป็นกฎหมายเสียก่อน...และถ้าเทียบกับสมัยแรกของเขาก็ออกคำสั่งแค่ 220 ฉบับใน 4 ปี

เมื่อเป็นคำสั่งฝ่ายบริหาร, จากประธานาธิบดี, ก็จะมีผลปฏิบัติเป็นกฎหมายทันที...จนกว่าจะมีผู้ได้รับผลกระทบจากคำสั่งปธน.ดังกล่าวในทางที่เป็นโทษ (เป็นลบ) ต่อชีวิตความเป็นอยู่หรือสถานการณ์ทำงานของเขา...แล้วนำเรื่องขึ้นฟ้องศาลเพื่อคัดค้านคำสั่งดังกล่าว

ความลำพองในอำนาจล้นฟ้าของทรัมป์ ที่ได้กลับมาในวาระที่สองประกอบกับการหมอบราบยอมจำนนของสภาฯ ซึ่ง สว.และสว.ส่วนข้างมากเป็นฝ่ายรีพับลิกัน ทำให้ทรัมป์ลุแก่อำนาจดั่งสตาลิน...(เอ๊ะ...ดูอาจละม้ายกับสภาไทยตอนนี้ทีเดียว...)

ซึ่งคดีความที่ประดังพรั่งพรูฟ้องกันล้นศาลในขณะนี้ มีทั้งการปลดข้าราชการและพนักงานรัฐอย่างลุแก่อำนาจ โดยปธน.ทรัมป์ตั้งหน่วยงานกึ่งรัฐมาปลดเจ้าหน้าที่รัฐอย่างไม่ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย...ปลดไปแล้วเป็นหลายแสนคน...รวมทั้งการยุบหน่วยงานรัฐต่างๆ โดยเฉพาะคือ หน่วยงานที่สร้าง Soft Power ให้แก่ภาพลักษณ์ที่เป็นมิตรของสหรัฐฯ ต่อชาวโลกในด้านการให้ความจุนเจือช่วยเหลือแก่ประเทศยากจนด้านการศึกษา, สาธารณสุข, เทคโนโลยี เป็นต้น

พอมาถึงกฎหมาย IEEPA ซึ่งทรัมป์ออกคำสั่งลงโทษประเทศต่างๆ ทั่วโลกที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ จำนวนมหาศาล จึงประกาศวันปลดแอก (Liberation Day) เมื่อ 2 เมษายน หลังจากเข้ามาทำเนียบขาวได้เพียง 2 เดือนทำเอาทั้งโลกโกลาหลอลหม่าน เกิดสงครามตอบโต้ทางการค้าต่อสหรัฐฯ แบบดุเดือด โดยเฉพาะจากจีน

หลังจากที่โลกก็เพิ่งโกลาหลมาจากโรคไวรัสโควิด-19 หยกๆ และความโกลาหลจากการถูก Disrupt ด้านพลังงานและปุ๋ยจากสงครามที่รัสเซียบุกยูเครน

ทำเอาโลกเซไปทีเดียว และเกิดอาการไม่สามารถจะคาดการณ์อะไรได้แน่นอนอย่างเดิมอีกต่อไป

ทรัมป์พูดตอกย้ำว่า เขาไม่ต้องการให้ใครมาคาดการณ์ทำนายอะไรแน่ชัดกับการตัดสินใจของเขา เพราะเขาจะเป็นคนคุมเกมคนเดียว บนความไม่แน่นอน...และดูมีความพอใจมากที่สามารถสร้างความโกลาหลในสหรัฐฯ และทั่วโลกได้ทุกๆ วันใน 15 เดือนที่ผ่านมา โดยออกคำสั่งใหม่ๆ อยู่ทุกวัน เพื่อสร้างข่าวใหม่, กฎเกณฑ์ใหม่มากลบข่าวเก่าที่สังคมยังตั้งรับไม่ทัน...ซึ่งได้สร้างผลประโยชน์ต่อการเพิ่มพูนทรัพย์สินของตัวทรัมป์เอง, ครอบครัวของเขา และพวกพ้องอย่างที่ไม่เคยปรากฏมากับปธน.คนก่อนๆ ตลอด 250 ปีที่ผ่านไปนี้

การพ่ายแพ้ครั้งใหญ่และทำให้ทรัมป์เสียหน้ามากเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ปีนี้ เมื่อศาลสูงตัดสินว่า ทรัมป์ลุแก่อำนาจที่ประกาศกฎหมายขึ้นภาษีการค้าเพื่อตอบโต้ต่อการขาดดุลการค้าต่อประเทศต่างๆ คือกฎหมาย IEEPA

ซึ่งมีนักวิเคราะห์การเมืองหลายคนฟันธง (เช่น Michael Wolf-ผู้เขียนอัตชีวประวัติเขา) และกลุ่มสื่อแบบ Daily Beast, Axios) ว่า การตัดสินใจบุกถล่มทำสงครามกับอิหร่านอย่างไม่ดูตาม้าตาเรือ หรือไม่ฟังคำทัดทานจากประธานเสนาธิการร่วม (พลเอกแดน เคน) หรือผอ.ฝ่ายข่าวกรอง (Tulsi Gabbard) ก็เพราะเขาต้องการเอาบุกถล่มอิหร่านมากลบความอับอายที่ทรัมป์ถูกศาลสูงสั่งว่า ทรัมป์แพ้ในคดี IEEPA

เขาถึงกับแทรกแซงการตัดสินของศาลสูง โดยประณามผู้พิพากษาว่าทรยศต่อชาติ, ไม่เห็นผลประโยชน์ต่อชาติที่ตัดสินให้เขาแพ้

โดยเฉพาะผู้พิพากษาศาลสูง (Justices) ถึงสองท่านที่เขาตั้งมากับมือ (จากทั้งหมด 3 คน) ได้ออกคำตัดสินว่า เขาละเมิดอำนาจสภาฯ ที่ออกคำสั่งขึ้นภาษีนำเข้าแบบบ้าเลือด

ในวันแถลงสถานะในประเทศ (State of the Union) Address) ครั้งแรกของทรัมป์ที่เกิดขึ้น (ภายหลังคำตัดสินศาลสูงให้คำสั่ง IEEPA ของทรัมป์เป็นโมฆะ)…ทรัมป์ไม่ยอมแม้แต่มองหน้าผู้พิพากษาศาลสูง Amy Coney Barrettที่โหวตให้เขาแพ้ และไม่ยอมจับมือกับเธอ ที่เข้ามาร่วมงานแถลงในวันนั้น…ส่วนท่านผู้พิพากษาอีกท่านที่ทรัมป์ตั้งมากับมือคือ Neil Gorsuch และได้ลงคะแนนอยู่ฝ่ายข้างมาก (6:3)…ไม่ได้มาร่วมงาน น่าจะเพราะไม่อยากเผชิญหน้ากับทรัมป์...เพราะเหล่าผู้พิพากษาศาลสูงจะนั่งอยู่แถวหน้าสุดตรงข้ามทรัมป์พอดี

ทรัมป์ยังได้กล่าวหลังคำตัดสินคดี IEEPA ออกมาด้วยว่า เขาเสียใจมากกับผู้พิพากษาที่เขาตั้งมากับมือ มาออกคำตัดสินให้เขาแพ้!!

เพราะคุณพ่อ Fred Trump สั่งสอนเขามาว่า เขาจะแพ้ไม่ได้ ถ้าใครทำให้เขาแพ้ เขาจะต้องเอาคืน และหาเรื่องอื่นมากลบให้เห็นว่า เขาชนะกับเรื่องอื่นได้

จากความปราชัยคดี IEEPA นำมาสู่การปราชัยโดยสิ้นเชิงต่อประเทศอิหร่านที่เป็นแค่ Middle Power มีแสนยานุภาพน้อยกว่าสหรัฐฯ หลายเท่า ซึ่งสามารถฮึดสู้จนกำลังเป็นต่อในการเจรจาสงบศึกครั้งนี้

ยังมีคำสั่งศาลอีกหลายเรื่องที่ตัดสินให้ทรัมป์แพ้เช่น คดีที่กระทรวงยุติธรรมที่ทรัมป์สั่งการตรง ให้ฟ้องกรรมการ Fed ที่เป็นผิวดำคนแรกคือ นางLisa Cook ด้วยข้อกล่าวหาว่า เธอรายงานเท็จในการขอกู้เงินด้วยดอกเบี้ยต่ำเพื่อผ่อนชำระบ้านหลังแรกของเธอ และศาลยกฟ้อง-กับให้เธอยังดำรงตำแหน่งกรรมการ Fed อยู่ต่อไป

คดีที่ทรัมป์ (โดยกระทรวงยุติธรรม) ต้องถอย ต่อการฟ้องประธาน Fed คือ นายJerome Powell ที่ทรัมป์ตั้งมากับมือ แต่ไม่ยอมลดดอกเบี้ยตามใจจักรพรรดิทรัมป์…ด้วยข้อกล่าวหาว่า ประธาน Fed ใช้งบประมาณก่อสร้างปรับปรุงอาคาร Fed อย่างมีเงื่อนงำ (ไม่โปร่งใส)

คดีล่าสุดคือ H-1B Visa ซึ่งทรัมป์ออกคำสั่งเมื่อ 21 กันยายนปีที่แล้ว; มีผลทันทีให้เพิ่มค่าธรรมเนียมการได้รับอนุมัติวีซ่าเข้ามาทำงานในอาชีพที่หาคนอเมริกันมาทำงานได้ยากเช่น งานคอมพิวเตอร์, ไอที, ที่ปรึกษาการเงิน, วิศวกร ซึ่งเดิมบริษัทในซิลิคอน แวลลีย์ จะเป็นนายจ้างแก่เหล่านักวิชาชีพเหล่านี้เข้ามาทำงานจำนวนมาก เรียกว่า เป็นกองทัพวิศวกรคอมพิวเตอร์หรือไอที รวมทั้งในกิจการแพทย์, นักวิจัยด้านชีววิทยา, ฟิสิกส์ ด้วย เป็นต้น รวมทั้งนักบิน

เดิมมีกฎหมายออกมาเมื่อ 1990 ให้ออกวีซ่า H-IB สำหรับบุคคลอาชีพที่สหรัฐฯ ต้องการอย่างยิ่ง (และหาลำบากในสหรัฐฯ เอง) จำนวน 65,000 คนต่อปี โดยคิดค่าธรรมเนียม 2,000-5,000 ดอลลาร์ สามารถทำงาน (โดยนายจ้างเป็นคนจ่ายค่าธรรมเนียมวีซ่านี้) ได้ 3 ปี และต่ออายุได้ทีละ 3 ปีรวม 6 ปี

สำหรับอีก 2 หมื่นคน จะมอบวีซ่าให้แก่บุคคลในอาชีพต่างๆ ที่ขาดแคลนในสหรัฐฯ โดยจะให้กับผู้ที่จบปริญญาโทในสหรัฐฯ ในสาขาต่างๆ ที่สหรัฐฯ ต้องการ

พอกฎใหม่นี้ออกมา ตอนนี้มีแค่ 85 คนเท่านั้นที่บริษัทในสหรัฐฯ พร้อมจ่ายด้วยอัตราใหม่ที่ 1 แสนดอลลาร์จากเดิมที่มีผู้ขอวีซ่านี้ปีละหลายแสนคน จนต้องจับสลาก

ทรัมป์อ้างว่า ต้องคิดค่าธรรมเนียมสูงลิ่วเพื่อสกัดคนต่างชาติมาแย่งงานคนอเมริกัน (ซึ่งแม้แต่เมลาเนีย ทรัมป์ ก็เคยเข้าเมืองได้ด้วยวีซ่าชนิดนี้)

ศาลตัดสินว่า เป็นคำสั่งไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และทรัมป์ก็ต้องแพ้ในคดีอีกครั้ง พอๆ กับเรื่องที่ศาลสั่งระงับการสร้างบอลรูมที่ทำเนียบขาว และให้ปลดชื่อทรัมป์ออกจากเคนเนดี เซ็นเตอร์ ก็เช่นกัน