ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - การควบคุมการใช้งานสามาร์ทโฟนและโซเซียลมีเดียของเด็กรุ่นใหม่ที่เติบโตในยุคดิจิทัลเป็นโจทย์ท้าทายของรัฐบาลไทย โดยกระทรวงศึกษาฯ อยู่ระหว่างศึกษาแนวทางบังคับใช้ หลังจากนานาประเทศ อาทิ เนเธอร์แลนด์, โปแลนด์, อิตาลี, เกาหลีใต้ ฯลฯ ออกมาตรการคุมการใช้งานสามาร์ทโฟนในโรงเรียน เพราะส่งผลให้เด็กสมาธิสั้น รวมถึงมีพฤติกรรมก้าวร้าว
นอกจากนี้ ยังมีการบังคับใช้กฎหมายคุมเข้มการเปิดบัญชีโซเซียลมีเดียของเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี ในอีกหลายประเทศ อาทิ ออสเตรเลีย, บราซิล, มาเลเซีย ฯลฯ เพื่อเป็นมาตรการคุ้มครองเยาวชนในโลกออนไลน์
สำหรับความเคลื่อนไหวที่น่าจับตาในประเทศเพื่อนบ้าน รัฐบาลมาเลเซีย เริ่มบังคับใช้กฎห้ามเยาวชนอายุต่ำกว่า 16 ปีเปิดบัญชีโซเชียลมีเดีย เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2569 โดยมีเป้าหมายเพื่อปกป้องเยาวชนจากเนื้อหาอันตราย การรังแกทางไซเบอร์ และฟีเจอร์ต่างๆ บนแพลตฟอร์มที่ออกแบบมาเพื่อกระตุ้นให้มีการใช้งานมากเกินไป
สาระสำคัญของกฎหมายควบคุมอายุของผู้ใช้งานบัญชีโซเซียล ไม่ใช้การขัดขวางเด็กเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัล แต่มุ่งเน้นไปที่แพลตฟอร์มต้องปรับปรุงความปลอดภัยของผู้ใช้ ไม่สนับสนุนการใช้งานมากเกินไป และดำเนินการกับบัญชีผู้ใช้ที่อายุต่ำกว่าเกณฑ์และเนื้อหาที่เป็นอันตราย
ในปัจจุบันหลายประเทศ อาทิ ออสเตรเลีย บราซิล และอินโดนีเซีย ได้ประกาศจำกัดการใช้งานแพลตฟอร์มโซเชียลโดยอิงกับอายุผู้ใช้ หรือจำกัดการเข้าถึงของเยาวชน ขณะที่อีกหลายประเทศที่รวมถึงอังกฤษ ฝรั่งเศส สเปน เดนมาร์ก เกาหลีใต้ รวมถึง ไทย อยู่ระหว่างศึกษาแนวทางดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลทั่วโลกกำลังเผชิญการกดดันให้จัดการข้อกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากโซเชียลมีเดียต่อสุขภาพจิตและความปลอดภัยทางออนไลน์ของเด็ก ท่ามกลางข้อกังวลหากมีการดำเนินการทางกฎหมายเข้มงวดเกินไปอาจส่งผลให้เด็กวัยรุ่นต่อต้านและหาทางหลบเลี่ยง
นอกจากข้อกำหนดเรื่องอายุผู้ใช้งานโซลเซียลฯ รัฐบาลทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญกับการคุมการสมาร์ทโฟนของเด็กในเวลาเรียน โดยมีหลายประเทศ อาทิ เนเธอร์แลนด์ เกาหลีใต้ และอิตาลี ได้สั่งห้ามใช้สมาร์ทโฟนในโรงเรียนเนื่องจากกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อสมาธิและพฤติกรรม
หรือล่าสุด โปแลนด์ เตรียมออกมาตรการห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี ใช้โทรศัพท์มือถือในโรงเรียนตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2569 เป็นต้นไป โดนห้ามเด็กอายุระหว่าง 7-15 ปี ใช้โทรศัพท์มือถือภายในบริเวณโรงเรียน รวมถึงในช่วงพักระหว่างคาบเรียน และจะให้อำนาจทางกฎหมายแก่โรงเรียนในการจัดจุดรับฝากโทรศัพท์มือถือ รวมทั้ง เตรียมออกมาตรการตรวจสอบอายุที่เข้มงวดมากขึ้น สำหรับการเข้าถึงเนื้อหาลามกอนาจารทางออนไลน์ของประชากรวัยเยาว์
สำหรับสถานการณ์การใช้สื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดียของเด็กและเยาวชนไทย หลังสังคมเกิดการถกเถียงอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับผลกระทบของ Social Media, Screen Time และคลิปวิดีโอสั้นต่อสมาธิ (Attention Span) การเรียนรู้ และพัฒนาการของเด็กนั้น
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ยอมรับว่าสิ่งที่น่ากังวล คือ พฤติกรรมเด็กที่ใช้เวลาอยู่หน้าจอและรับชมวิดีโอสั้นเป็นเวลานาน ซึ่งอาจส่งผลต่อสมาธิและพฤติกรรมการเรียนรู้ของเด็กได้
“ข้อมูลวิชาการจากหลายสถาบันระดับโลกสะท้อนตรงกันว่า การเสพสื่อที่มีการกระตุ้นอย่างรวดเร็วต่อเนื่อง โดยเฉพาะคอนเทนต์รูปแบบคลิปสั้น อาจส่งผลต่อสมาธิ การจดจ่อ และการเรียนรู้เชิงลึกของเด็ก โดยเฉพาะในช่วงวัยที่สมองยังพัฒนาไม่เต็มที่”
ปัจจุบันเด็กไทยจำนวนมากเริ่มใช้โซเชียลมีเดียตั้งแต่อายุน้อย ใช้เวลาอยู่กับหน้าจอเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และเผชิญความเสี่ยงจากเนื้อหาออนไลน์ ประเด็นนี้เป็นวาระเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจากศึกษาแนวทางจากหลายประเทศ อาทิ สวีเดน ออสเตรเลีย อังกฤษ และประเทศในสหภาพยุโรป พบว่าการแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องดำเนินการควบคู่กัน 2 ด้าน คือ การปกป้องเด็กในช่วงวัยที่สมองยังพัฒนา และการพัฒนาทักษะดิจิทัลและ AI สำหรับเด็กและเยาวชนในโลกอนาคต
เบื้องต้น ศธ. ดำเนินมาตรการเร่งด่วนจำแนกเป็น ภายใน 2 สัปดาห์ จัดทำแนวปฏิบัติเรื่อง Screen Time ตามช่วงวัย โดยอ้างอิงข้อมูลทางการแพทย์และงานวิชาการ, ภายใน 0–3 เดือน ทุกโรงเรียนต้องมีแนวทางการใช้โทรศัพท์มือถือที่ชัดเจน และสื่อสารร่วมกับผู้ปกครองอย่างเป็นระบบ, ภายใน 3–6 เดือน พัฒนาระบบดูแลและเฝ้าระวังเด็กกลุ่มเสี่ยง เชื่อมโยงกับหน่วยงานด้านสุขภาพจิต พร้อมจัดทำสื่อความรู้สำหรับผู้ปกครองทั่วประเทศ และระยะยาว 6–12 เดือนขึ้นไป ผลักดัน AI Literacy และการรู้เท่าทันสื่อให้เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ในทุกช่วงวัย รวมถึงหารือร่วมกับแพลตฟอร์มออนไลน์เกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อเด็กและเยาวชนอย่างจริงจัง
นอกจากนี้ ส่วนของความปลอดภัยออนไลน์ ศธ. เตรียมเชื่อมระบบการคุ้มครองดังกล่าวเข้ากับศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพของกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมหารือกับแพลตฟอร์มต่าง ๆ เพื่อผลักดันมาตรการด้าน Age Verification และ Safe Mode สำหรับผู้ใช้อายุน้อย รวมถึงบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และ ETDA เพื่อดำเนินการกับผู้เผยแพร่สื่ออันตรายที่มุ่งเป้าไปยังเด็กและเยาวชน ซึ่งต้องยอมรับว่าเด็กไทยในปัจจุบันสามารถเข้าถึงสื่อรุนแรง สื่อลามก และภัยจากการล่อลวงทางดิจิทัลได้ง่ายขึ้น
ที่ผ่านมา มีความร่วมมือระหว่าง ศธ. และ TikTok ในหารือแนวทางกำกับดูแลเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมให้มากขึ้น ทั้งการกำหนดช่วงอายุผู้ใช้งาน และการใช้ระบบป้องกัน หรือ Safe Mode เพื่อให้เด็กและเยาวชนใช้งานแพลตฟอร์มได้อย่างเหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่ง TikTok ถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการเรียนรู้ของเด็ก แต่ก็ไม่จำเป็นต้องใช้แพลตฟอร์ม TikTok เป็นหลัก เพราะ ศธ. ยังมีแพลตฟอร์มการเรียนรู้อีกหลายช่องทาง
กล่าวสำหรับปัจจุบันพฤติกรรมการเสพสื่อของเด็กและเยาวชนเปลี่ยนแปลงไป มีการรับชมวิดีโอสั้นมากขึ้น ส่งผลให้แพลตฟอร์ม TikTok ได้รับความนิยมสูง แม้จะมีคอนเทนต์ที่หลากหลาย แต่ก็มีบางส่วนที่อาจไม่เหมาะสมกับเด็กและเยาวชน
ขณะเดียวกัน หลายประเทศทั่วโลกมีนโยบายจำกัดการใช้โทรศัพท์มือถือในห้องเรียน และหลายภาคส่วนมีความเห็นว่า เด็กสามารถนำโทรศัพท์มาโรงเรียนได้ แต่เมื่ออยู่ในห้องเรียนควรเก็บไว้และไม่ใช้งาน ประเด็นนี้ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) อยู่ระหว่างศึกษารายละเอียด เพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
นายประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการ สกศ. เปิดเผยว่า สกศ. อยู่ระหว่างศึกษาประเด็นการใช้โทรศัพท์มือถือในห้องเรียนอย่างเป็นระบบ เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมและประเมินความเป็นไปได้ โดยจะนำกรณีศึกษาจากต่างประเทศมาวิเคราะห์ ก่อนนำผลการศึกษาเสนอเป็นนโยบายต่อ ศธ. เป็นลำดับถัดไป
อย่างไรก็ดี โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) มีการดำเนินโครงการ Phone Off, Learning On โฟกัสการเรียนรู้ ฝากมือถือไว้กับครู เพื่อเสริมสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ และป้องกันผลกระทบด้านสุขภาพและพฤติกรรมจากการใช้งานหน้าจอเกินความจำเป็น
ทั้งนี้ แม้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทสำคัญในการจัดการศึกษา แต่ที่ผ่านมาเกิดปัญหาเด็กสมาธิสั้น สายตาสั้น ไม่ค่อยคุยกัน ไม่มีปฏิสัมพันธ์กับครูหรือเพื่อน นอกจากนี้ ยังมีสุขภาวะที่อ้วนขึ้น เนื่องจากไม่ได้ออกกำลังกายเพราะมัวแต่ก้มหน้าใช้โทรศัพท์มือถือ สมาร์ทโฟน อุปกรณ์ดิจิทัล และอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้ไม่มีทักษะการใช้ชีวิตประจำวันในสังคมร่วมกันกับผู้อื่น เพราะใช้ชีวิตอยู่แต่ในโลกเสมือนจริงเพียงอย่างเดียว
ข้อมูลที่น่าสนใจพบงานวิจัยใน 14 ประเทศ ตั้งแต่ระดับปฐมวัยถึงอุดมศึกษา ระบุว่าโทรศัพท์มือถือทำให้นักเรียนเสียสมาธิจากการเรียนเพียงแค่มีโทรศัพท์อยู่ใกล้ตัวและมีการแจ้งเตือน สามารถทำให้นักเรียนเสียสมาธิจากงานที่กำลังทำ และเมื่อถูกรบกวนจากโทรศัพท์ อาจใช้เวลาถึง 20 นาที กว่านักเรียนจะกลับมามีสมาธิกับการเรียนได้อีกครั้ง ทำให้ในประเทศเบลเยียม สเปน และสหราชอาณาจักร นำสมาร์ทโฟนออกจากโรงเรียนปรากฎว่าเด็กๆ มีผลการเรียนดีขึ้น
โดยภายใต้การขับเคลื่อนของอดีตผู้ว่าฯ กทม. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ซึ่งปัจจุบันเป็น ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. เบอร์ 9 ดำเนินมาตรการเชิงรุกในการควบคุมและกำกับการใช้อุปกรณ์ดิจิทัล ทั้งนี้ จึงมีกำหนดมาตรการควบคุมการใช้อุปกรณ์ดิจิทัล โดยมีการดำเนินการในโรงเรียนในสังกัด กทม. ทั้ง 437 แห่ง ภาคเรียนที่ 1/2569 ซึ่งเปิดภาคเรียนในวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ภายใต้หลักการสำคัญ 3 ประการ
1. การเรียนรู้อย่างมีจุดมุ่งหมาย โดยสนับสนุนให้ใช้อุปกรณ์ดิจิทัล เป็นเครื่องมือการเรียนรู้ ภายใต้การดูแลของครูผู้สอนในคาบเรียนที่เหมาะสม แทนการใช้งานเพื่อความบันเทิงอย่างไร้ทิศทาง
2. สุขภาวะและพัฒนาการทางสังคม โดยกำหนดเขตปลอดดิจิทัล (Digtal-Free Zone) ในบางช่วงเวลา เช่น พักเที่ยง หรือพื้นที่ส่วนรวม เพื่อกระตุ้นให้เด็กนักเรียนมีการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ออกกำลังกาย และพักสายตาจากหน้าจอ
3. ความปลอดภัยทางไซเบอร์ โดยการสร้างระบบเฝ้าระวังเพื่อป้องกันปัญหาการกลั่นแกล้งทางออนไลน์ (Cyberbullying) และการเข้าถึงเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมในสถานศึกษา
ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวจะครอบคลุมถึงแนวปฏิบัติเรื่องการจัดเก็บอุปกรณ์ในตอนเช้า การกำหนดช่วงเวลาขอใช้ เพื่อติดต่อสื่อสารเท่าที่จำเป็นหรือนำไปใช้ในกิจกรรมการเรียนรู้ มีการทดลองใช้มาตรการดังกล่าวใน 10 โรงเรียน ผลการทดลองเบื้องต้นนักเรียนตั้งใจเรียนขึ้น มีสมาธิมากขึ้น และผลการเรียนดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม มาตรการของโรงเรียนในไทยบางแห่งมีการเก็บโทรศัพท์มือถือของนักเรียนในช่วงเวลาเรียนอยู่แล้ว โดยประเมินว่ามีส่วนช่วยสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ เพิ่มสมาธิในช่วงเวลาเรียน
นับเป็นโจทย์ท้าทายเพราะพฤติกรรมเด็กไทยในยุคดิจิทัลเป็นสิ่งที่ควบคุมได้ยาก เด็กไทยเติบโตมาในฐานะ Digital Native ที่มีอัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตสูงถึง 98.2% และใช้เวลาบนโลกออนไลน์เฉลี่ยสูงกว่า 7 - 8 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมที่ยากจะควบคุมด้วยวิธีออกคำสั่งแบบเดิมๆ


