xs
xsm
sm
md
lg

แนวร่วมทางการเมืองไทย ความไว้วางใจที่เปราะบาง / Phichai Ratnatilaka Na Bhuket

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



"ปัญญาพลวัตร"
"ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต"

 ทุกระบอบอำนาจล้วนตั้งอยู่บนสิ่งที่มองไม่เห็นที่มิใช่ปืน มิใช่งบประมาณ มิใช่แม้แต่เสียงข้างมากในสภา หากคือเส้นใยบางเบาของความไว้วางใจที่ร้อยรัดผู้คนหลายกลุ่มเข้าด้วยกัน ให้ยอมเดินไปในทิศทางเดียว ยอมแบกรับความเสี่ยงร่วมกัน และยอมเชื่อว่าพรุ่งนี้ของตนผูกพันอยู่กับพรุ่งนี้ของพันธมิตร เมื่อเส้นใยเหล่านี้ยังเหนียวแน่น เราเรียกมันว่าเสถียรภาพ เมื่อมันเริ่มเปื่อยยุ่ย เราเรียกมันว่า วิกฤต การพลิกขั้ว การทรยศ หรือเพียง “ความไม่แน่นอนทางการเมือง” ที่นักวิเคราะห์ชอบเอ่ยถึงอย่างระมัดระวัง


การเมืองไทยในปี ๒๕๖๙ คือห้องทดลองอันประเสริฐสำหรับการศึกษาเส้นใยเหล่านี้ในวินาทีที่มันกำลังยืดและขาด เพราะภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลและการเปลี่ยนผ่านอำนาจในช่วงต้นปี โครงสร้างของมิตรและศัตรูที่เคยตายตัวมากว่าทศวรรษได้ละลายลง แล้วก่อรูปใหม่ในรูปทรงที่คนเมื่อสิบปีก่อนคงไม่อาจจินตนาการได้

ผู้ที่เคยสาดน้ำลายใส่กันกลางถนนวันนี้นั่งร่วมโต๊ะแบ่งกระทรวง ส่วนผู้ที่เคยถูกยกย่องว่าเป็นความหวังกลับถูกผลักไปอยู่ชายขอบของอำนาจรัฐ บทความนี้ขอชวนผู้อ่านมองทะลุผิวของข่าวรายวัน ลงไปสู่กายวิภาคของแนวร่วมว่ามันถูกประกอบขึ้นอย่างไร ยึดเหนี่ยวกันด้วยอะไร และเหตุใดบางพันธะจึงทนทาน ขณะที่บางพันธะแตกสลายเพียงลมพัดผ่าน

 แนวร่วมในฐานะสิ่งประดิษฐ์ มิใช่สิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ

ในภาษาสามัญ เรามักพูดถึง “แนวร่วม” ราวกับมันเป็นก้อนหินที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติ รอให้ใครไปหยิบมาใช้ แต่ในความจริง แนวร่วมคือสิ่งประดิษฐ์ทางสังคมที่เปราะบางที่สุดอย่างหนึ่งที่มนุษย์เคยสร้าง มันไม่มีตัวตนทางกายภาพ ดำรงอยู่ได้ก็เพียงตราบเท่าที่ผู้คนยังเชื่อว่ามันดำรงอยู่ และจะสลายไปในชั่วพริบตาที่ความเชื่อนั้นหมดลง อำนาจที่ยั่งยืนมิอาจตั้งอยู่บนกำลังบังคับเพียงอย่างเดียว หากต้องแปรกำลังให้กลายเป็นความชอบธรรม ที่ผู้คนยอมรับด้วยใจ และแนวร่วมก็คือกลไกหนึ่งที่ทำหน้าที่นี้ มันเปลี่ยนการคำนวณผลประโยชน์ที่เย็นชาให้กลายเป็นสำนึกของการเป็นพวกเดียวกัน

หากจะผ่าแนวร่วมออกดูข้างใน เราพบว่ามันถูกประกอบขึ้นจากชั้นต่าง ๆ ที่มีความเข้มข้นของพันธะไม่เท่ากัน ชั้นในสุดคือแกนนำหลักที่เป็นศูนย์กลางของการตัดสินใจ ผู้กำหนดทิศทางและกุมทรัพยากร ถัดออกมาคือแนวร่วมวงในที่ผูกพันด้วยอุดมการณ์และผลประโยชน์ระยะยาวเกือบจะเป็นเนื้อเดียวกัน ถัดออกไปอีกคือพันธมิตรเชิงยุทธวิธีที่มาร่วมเดินทางเพียงเพราะบังเอิญมีศัตรูคนเดียวกัน และวงนอกสุดคือมวลชนผู้เห็นอกเห็นใจซึ่งเป็นพลังเงียบที่มิได้ลงนามในสัญญาใด หากแบกความชอบธรรมทั้งหมดไว้บนบ่าผ่านบัตรเลือกตั้งและความรู้สึกร่วม

ยิ่งเข้าใกล้ศูนย์กลาง พันธะยิ่งเหนียวแน่นและทนต่อแรงกระแทก ยิ่งห่างออกไป พันธะยิ่งบางเบาและพร้อมปลิวหายเมื่อลมเปลี่ยนทิศ กล่าวได้ว่า แนวร่วมคือสิ่งประดิษฐ์อันเปราะบาง ที่ดำรงอยู่ได้เพียงตราบเท่าที่ผู้คนยังเชื่อว่ามันดำรงอยู่

ความเข้าใจนี้สำคัญ เพราะทำให้เราออกจากภาพลวงตาว่าการเมืองคือการต่อสู้ระหว่าง “ฝ่าย” ที่มีตัวตนชัดเจนและคงเส้นคงวา ในความเป็นจริง สิ่งที่เราเรียกว่าฝ่ายนั้นคือการประกอบกันชั่วคราวของกลุ่มที่มีเหตุผลในการอยู่ร่วมต่างกันโดยสิ้นเชิง และศิลปะสูงสุดของผู้นำทางการเมืองมิได้อยู่ที่การมีพวกมาก หากอยู่ที่ความสามารถในการบริหารความขัดแย้งภายในพวกของตนเอง

นั่นคือสิ่งที่เราอาจเรียกว่า “สถาปัตยกรรมแห่งความไว้วางใจ” อันเป็นโครงสร้างที่มองไม่เห็นแต่ค้ำยันทุกสิ่งไว้ และเมื่อใดที่โครงสร้างนี้ร้าว ตึกทั้งหลังก็พร้อมถล่มแม้ภายนอกยังดูสง่างาม

ประวัติศาสตร์การเมืองสมัยใหม่เต็มไปด้วยซากของแนวร่วมที่ครั้งหนึ่งดูแข็งแกร่งจนใครก็คิดว่าจะคงอยู่ชั่วกัลปาวสาน แต่กลับล่มสลายในชั่วข้ามคืนเมื่อสถาปัตยกรรมภายในร้าวลึก William Riker นักทฤษฎีการเมืองอเมริกัน เคยเสนอแนวคิดเรื่อง “แนวร่วมขนาดพอดี” (minimum winning coalition) ว่าผู้เล่นที่ฉลาดจะไม่สร้างแนวร่วมที่ใหญ่เกินจำเป็น เพราะยิ่งแนวร่วมใหญ่ ส่วนแบ่งของแต่ละคนยิ่งเล็ก และแรงจูงใจให้ทรยศยิ่งสูง ตรรกะเย็นชานี้อธิบายได้ดีว่าเหตุใดผู้นำจึงมักเลือกพันธมิตรเท่าที่จำเป็นต่อการอยู่รอด มากกว่าจะโอบรับทุกคนที่ยินดีมาร่วม เพราะในเกมแห่งอำนาจ ความใจกว้างมักเป็นจุดเริ่มต้นของความอ่อนแอ

 ตรรกะที่แตกต่างของพันธะทางยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี และประเด็น

มิใช่แนวร่วมทุกชนิดที่ยึดเหนี่ยวกันด้วยตรรกะเดียวกัน และความล้มเหลวในการอ่านการเมืองมักเริ่มต้นจากการเข้าใจผิดในจุดนี้เอง แนวร่วมเชิงยุทธศาสตร์ผูกพันด้วยอุดมการณ์และเป้าหมายระยะยาวร่วมกัน มีความทนทานเพราะผู้ร่วมขบวนมองเห็นปลายทางเดียวกัน และยอมอดทนต่อความขัดแย้งเฉพาะหน้าเพื่อรักษาเส้นทางสู่ปลายทางนั้น ตรงข้ามกับแนวร่วมเชิงยุทธวิธีซึ่งถือกำเนิดจากสุภาษิตเก่าแก่ที่ว่าศัตรูของศัตรูคือมิตร มันเกิดขึ้นเพื่อบรรลุภารกิจเฉพาะหน้า และมีอายุขัยเท่ากับอายุของภัยคุกคามร่วม เมื่อศัตรูร่วมล้มหายตายจาก กาวที่เคยยึดก็เหือดแห้ง และมิตรเมื่อวานก็แปรเป็นคู่แข่งในวันรุ่งขึ้นได้อย่างไร้ความรู้สึกผิด

ยังมีแนวร่วมอีกชนิดที่ขับเคลื่อนด้วยประเด็นสาธารณะเฉพาะเรื่อง เช่น การคัดค้านกฎหมายฉบับหนึ่ง การผลักดันนโยบายด้านหนึ่ง การปกป้องสิ่งแวดล้อมผืนหนึ่ง แนวร่วมประเภทนี้มีเสน่ห์ตรงที่มันร้อยเรียงผู้คนหลากหลายอย่างที่ไม่มีอุดมการณ์ใดทำได้ ตั้งแต่ชาวบ้านธรรมดาไปจนถึงพรรคการเมืองใหญ่ แต่จุดอ่อนของมันก็ซ่อนอยู่ในจุดแข็งนั่นเอง

เมื่อประเด็นคลี่คลายหรือจางหาย แนวร่วมก็ไร้เหตุผลในการดำรงอยู่ต่อ ส่วนแนวร่วมแบบเป็นทางการนั้นมีลายลักษณ์อักษรค้ำยัน เช่น การเซ็นข้อตกลงร่วมจัดตั้งรัฐบาล แต่กระดาษไม่เคยรับประกันความไว้วางใจ แต่เป็นเพียงบันทึกราคาของการทรยศไว้ให้สูงขึ้นเท่านั้น

เมื่อนำกรอบนี้มาส่องการเมืองไทยปัจจุบัน เราพบความจริงที่ชวนสะท้อนใจ แนวร่วมที่กุมอำนาจรัฐอยู่เวลานี้แทบทั้งหมดเป็นแนวร่วมเชิงยุทธวิธีและผลประโยชน์ มิใช่เชิงอุดมการณ์ ถือกำเนิดจากความจำเป็นเฉพาะหน้าและความหวาดกลัวต่อภัยคุกคามร่วม มากกว่าจากความเชื่อในปลายทางเดียวกัน นี่คือเหตุผลที่ความมั่นคงของมันจึงเป็นความมั่นคงที่กลวงข้างใน ดูแน่นหนาในวันที่ทุกฝ่ายยังได้ประโยชน์ แต่พร้อมแตกร้าวในวินาทีที่การจัดสรรผลประโยชน์เริ่มไม่ลงตัว

ความแตกต่างของตรรกะเหล่านี้มิใช่เรื่องวิชาการล้วน ๆ หากมีผลต่อการคาดการณ์พฤติกรรมจริงของผู้เล่น แนวร่วมเชิงยุทธศาสตร์จะยอมเสียประโยชน์ระยะสั้นเพื่อรักษาเป้าหมายระยะยาว ขณะที่แนวร่วมเชิงยุทธวิธีจะคำนวณกำไรขาดทุนใหม่ทุกครั้งที่สถานการณ์ขยับ ผู้ที่อ่านการเมืองพลาดบ่อยครั้ง คือผู้ที่เข้าใจผิดว่าพันธมิตรเชิงยุทธวิธีเป็นพันธมิตรเชิงอุดมการณ์ แล้วประหลาดใจเมื่อมิตรเก่าหันหลังให้ในวินาทีที่ผลประโยชน์เปลี่ยนทิศ ในการเมืองไทย ความเข้าใจผิดทำนองนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทุกครั้งที่นักวิเคราะห์ประกาศว่าขั้วใดขั้วหนึ่ง “จบแล้ว” มักลืมไปว่าเส้นแบ่งมิตร-ศัตรูในระบบอุปถัมภ์นั้นลื่นไหลยิ่งกว่าที่ตำราใดจะจับต้องได้


 ขั้วรัฐบาล เสถียรภาพที่ตั้งอยู่บนความระแวง

แนวร่วมที่ครองอำนาจรัฐในปี ๒๕๖๙ คือการประสมประสานที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นไปไม่ได้ การจับมือกันระหว่างเครือข่ายอำนาจจารีตเดิมกับพรรคการเมืองกระแสหลักที่อิงอยู่กับกลุ่มทุนและเครือข่ายนักการเมืองภูมิภาค โดยมีพรรคแกนนำรัฐบาลทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมและนายหน้าบริหารผลประโยชน์ของทั้งเครือข่าย ในชั้นวงในคือกลุ่มทุนใหญ่ระดับประเทศและเครือข่ายอุปถัมภ์ท้องถิ่นที่เรียกกันติดปากว่า “บ้านใหญ่” ซึ่งต้องการเพียงความมั่นคงทางนโยบายและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจเพื่อรักษาฐานผลประโยชน์ของตนให้ดำรงอยู่ ส่วนในชั้นยุทธวิธีคือพรรคอนุรักษ์นิยมเดิมและกลไกความมั่นคงของรัฐที่ยอมจับมือกับอดีตคู่ปรับชั่วคราว เพื่อสถาปนาสิ่งที่อาจเรียกได้ว่า “ระบอบประนีประนอม”

สิ่งที่ร้อยรัดแนวร่วมนี้เข้าด้วยกันมิใช่วิสัยทัศน์ร่วมว่าด้วยอนาคตของประเทศ หากคือความต้องการสกัดกั้นการเติบโตของพลังการเมืองก้าวหน้า นี่คือแนวร่วมที่ถือกำเนิดจากการปฏิเสธ มากกว่าจากการยืนยัน มันรู้ชัดว่าตนต่อต้านอะไร แต่พูดไม่ออกว่าตนต้องการสร้างอะไร และแนวร่วมที่ยึดเหนี่ยวด้วยความกลัวร่วมกันนั้นเป็นยุทธวิธีของชนชั้นนำในการดูดกลืนและทำให้แรงท้าทายหมดพลัง โดยยอมเปลี่ยนแปลงเพียงผิวเผินเพื่อรักษาแก่นแกนของระเบียบเดิมไว้ไม่ให้สั่นคลอน

จุดเปราะบางจึงฝังอยู่ในกำเนิดของแนวร่วมนี้เอง เมื่อความไว้วางใจระหว่างกลุ่มต่ำตั้งแต่ต้น ความระแวงจึงเป็นภาวะปกติมากกว่าข้อยกเว้น และเครื่องมือที่เคยใช้ห้ำหั่นกันในอดีต โดยเฉพาะกระบวนการทางกฎหมายที่เรียกว่า “นิติสงคราม” ก็ยังคงวางอยู่บนโต๊ะ พร้อมถูกหยิบมาใช้เป็นเครื่องต่อรองระหว่างพันธมิตรเองได้ทุกเมื่อ ดุลยภาพเช่นนี้คือสันติภาพแบบติดอาวุธ ทุกฝ่ายยิ้มให้กันบนโต๊ะอาหาร ขณะที่มือข้างหนึ่งซ่อนอยู่ใต้โต๊ะ คอยลูบคลำด้ามดาบที่ไม่เคยวางลง

ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือกลไกการบริหารความระแวงภายในแนวร่วมเช่นนี้ เมื่อความไว้วางใจขาดแคลน สิ่งที่เข้ามาทดแทนคือระบบของตัวประกันร่วม การถือไพ่ของกันและกันไว้ในมือ ทุกฝ่ายต่างรู้ความลับและจุดอ่อนของพันธมิตรมากพอที่จะทำลายล้างได้ และความสามารถในการทำลายล้างซึ่งกันและกันนี้เอง ที่กลายเป็นกาวประหลาดยึดแนวร่วมไว้ไม่ให้แตก

มันคือสันติภาพแบบเดียวกับที่มหาอำนาจนิวเคลียร์รักษาไว้ต่อกัน สงบนิ่งมิใช่เพราะรักใคร่ หากเพราะต่างฝ่ายต่างรู้ว่าการเริ่มสงครามหมายถึงการทำลายตนเองไปพร้อมกัน เสถียรภาพที่ตั้งอยู่บนหลักการนี้จึงเป็นเสถียรภาพที่ปราศจากความอบอุ่น และพร้อมพังทลายทันทีที่ฝ่ายใดประเมินว่าตนจะรอดได้โดยลำพัง

 ขั้วก้าวหน้ามวลชนท่วมท้น แต่ไร้ที่หยั่งรากในสถาบัน

ในอีกด้านหนึ่งของกระดาน แนวร่วมฝ่ายก้าวหน้านำเสนอภาพที่ตรงข้ามกันอย่างน่าสนใจ มันคือแนวร่วมเชิงอุดมการณ์ในความหมายที่แท้ ขับเคลื่อนด้วยเป้าหมายการปฏิรูปโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม โดยมีพรรคปีกก้าวหน้าที่สืบทอดอุดมการณ์และมวลชนมาจากการถูกยุบพรรคในอดีตเป็นแกนนำ

ในชั้นวงในคือภาคประชาสังคม นักวิชาการ เครือข่ายสิทธิมนุษยชน และกลุ่มเคลื่อนไหวเฉพาะประเด็นที่เห็นพ้องในเชิงอุดมการณ์เกือบสนิท ถัดออกมาคือแนวร่วมตามประเด็นที่หลากหลาย ตั้งแต่ขบวนการสุราก้าวหน้า กลุ่มผลักดันความหลากหลายทางเพศ ไปจนถึงเครือข่ายแรงงาน และวงนอกสุดคือพลเมืองดิจิทัลจำนวนมหาศาลที่ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ร่วมอันแรงกล้า

จุดแข็งของแนวร่วมนี้คือพลังของ “เครือข่ายแห่งความเดือดดาลและความหวัง” (networks of outrage and hope) การรวมตัวแบบกระจายศูนย์ที่ไหลลื่น เปลี่ยนรูปเร็ว และยากต่อการควบคุมด้วยวิธีเดิม มวลชนระดับวงนอกของฝ่ายนี้มิได้อ่อนไหวอย่างพลังเงียบทั่วไป หากเหนียวแน่นและตื่นตัวจนกลายเป็นพลังที่จับต้องได้ในทุกการเลือกตั้ง แต่จุดอ่อนกลับซ่อนอยู่ที่ขั้วตรงข้ามของจุดแข็งนั้น แนวร่วมนี้หนาแน่นที่ฐานล่างแต่บางเบาที่ยอดบน มันแทบไร้แนวร่วมในระดับสถาบัน ขาดการหยั่งรากในกลุ่มทุนขนาดใหญ่ และเข้าไม่ถึงกลไกราชการกับเครือข่ายความมั่นคง
กล่าวโดยสรุปคือ มีมวลชนพอจะชนะการเลือกตั้ง แต่ไม่มีรากพอจะปกป้องชัยชนะนั้น ผลที่ตามมาคือโศกนาฏกรรมเชิงโครงสร้างที่ซ้ำรอยเดิม เมื่อเผชิญหน้ากับเครื่องมือทางกฎหมายและกลไกอำนาจรัฐ

ความท้าทายของฝ่ายก้าวหน้าจึงมิใช่การหามวลชนเพิ่ม เพราะมวลชนคือสิ่งเดียวที่พวกเขาไม่ขาดแคลน หากคือการแปรพลังมวลชนให้กลายเป็นพลังเชิงสถาบันที่ทนทานต่อแรงกระแทกของกลไกรัฐ ปัญหานี้สะท้อนข้อจำกัดที่ลึกกว่าของการเมืองแบบเครือข่าย ซึ่งเก่งในการระดมพล แต่อ่อนในการสถาปนาอำนาจเชิงสถาบัน เก่งในการประท้วง แต่อ่อนในการปกครอง เก่งในการล้มของเก่า แต่อ่อนในการสร้างของใหม่ให้หยั่งราก หากฝ่ายก้าวหน้าไม่สามารถข้ามพ้นข้อจำกัดนี้ พวกเขาก็เสี่ยงที่จะกลายเป็นพลังที่ชนะการเลือกตั้งครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ไม่เคยได้ครองอำนาจอย่างแท้จริง และกลายเป็นเสียงข้างมากที่ถูกกักขังอยู่นอกประตูของรัฐตลอดกาล

 ไตรลักษณ์ของพลวัต

ใต้ภูมิทัศน์ที่ดูนิ่งสงบ มีกระแสธารใต้ดินสามสายกำลังกัดเซาะรากฐานของการเมืองไทยอยู่เงียบ ๆ สายแรกคือการเสื่อมสลายของแนวร่วมอุดมการณ์แบบสีเสื้อ ความขัดแย้งเหลือง-แดงที่เคยแบ่งสังคมออกเป็นสองซีกอย่างเด็ดขาดได้สลายตัวลงอย่างเป็นทางการ สิ่งที่เข้ามาแทนที่คือแนวร่วมที่ขับเคลื่อนด้วยความจำเป็นเฉพาะหน้าและความกลัวต่อภัยคุกคามใหม่ ทำให้เราได้เห็นการจับมือของขั้วอำนาจที่ในอดีตเป็นไปไม่ได้ การสิ้นสุดของยุคสีเสื้ออาจฟังดูเหมือนความก้าวหน้า แต่ในอีกแง่หนึ่ง มันคือการแทนที่ความขัดแย้งเชิงคุณค่าด้วยการต่อรองเชิงผลประโยชน์ล้วน ๆ การที่สังคมที่ไม่ทะเลาะกันเรื่องอุดมการณ์อีกต่อไป มิใช่เพราะบรรลุฉันทมติ หากเพราะเลิกเชื่อว่าอุดมการณ์มีความหมาย

สายที่สองคือการผงาดขึ้นของ “ระบอบบ้านใหญ่” ในฐานะแนวร่วมเนื้อหอมที่ทุกฝ่ายเสาะหา ในระบบเลือกตั้งและโครงสร้างอำนาจปัจจุบัน เครือข่ายอุปถัมภ์ท้องถิ่นกลายเป็นพันธมิตรเชิงยุทธวิธีระดับที่ใครก็อยากได้ไว้ในมือ เพราะครอบครองคะแนนเสียงที่จับต้องได้จริงในพื้นที่ แรงจูงใจแนวร่วมประเภทนี้มิได้ใช้ภาษาของอุดมการณ์ หากใช้ภาษาของการต่างตอบแทน ทรัพยากร ตำแหน่ง และโครงการพัฒนา เมื่อบ้านใหญ่กลายเป็นตัวแปรชี้ขาด การเมืองระดับชาติก็ถูกลากกลับลงไปผูกติดกับตรรกะของการอุปถัมภ์ที่ฝ่ายก้าวหน้าใฝ่ฝันจะรื้อถอน

สายที่สามคือวิกฤตศรัทธาของมวลชนผู้เห็นอกเห็นใจ ซึ่งอาจเป็นกระแสที่ทรงพลังที่สุดในระยะยาว การพลิกขั้วย้ายข้างของพรรคการเมืองใหญ่ในช่วงปีที่ผ่านมาได้ทิ้งบาดแผลไว้ในใจผู้สนับสนุนจำนวนมหาศาล ก่อให้เกิดภาวะที่นักรัฐศาสตร์เรียกว่า “ความแปลกแยกทางการเมือง” (political alienation) หรือความรู้สึกว่าตนถูกทรยศต่อสัญญาประชาคม ถูกใช้เป็นบันไดแล้วถีบทิ้ง มวลชนเหล่านี้บางส่วนถอยกลับไปเป็นพลังเงียบด้วยความเหนื่อยล้า บางส่วนพัดพาตัวเองไปสมทบกับฝ่ายก้าวหน้าด้วยความคับแค้น และทั้งสองทางล้วนเป็นสัญญาณว่าฐานความชอบธรรมของระบอบกำลังกร่อนลงอย่างเงียบเชียบ

กระแสธารทั้งสามสายนี้มิได้ไหลแยกจากกัน หากบรรจบและเสริมแรงซึ่งกันและกันจนกลายเป็นพลวัตที่ใหญ่กว่าผลรวมของส่วนประกอบ การสิ้นยุคสีเสื้อเปิดทางให้บ้านใหญ่ผงาด การผงาดของบ้านใหญ่ตอกย้ำความรู้สึกแปลกแยกของมวลชน และความแปลกแยกของมวลชนก็บั่นทอนความชอบธรรมของทั้งระบบจนถึงรากฐาน เมื่อมองในภาพรวม เราเห็นสังคมที่กำลังเคลื่อนจากการเมืองของอุดมการณ์ไปสู่การเมืองของผลประโยชน์ล้วน ๆ และจากการเมืองของความหวังไปสู่การเมืองของความระแวง

นี่คือภาวะโกลาหลทั้งระบบการเมือง ซึ่งเป็นสภาวะที่บรรทัดฐานเก่าเสื่อมสลายไปแล้ว แต่บรรทัดฐานใหม่ยังก่อตัวไม่สำเร็จ ปล่อยให้ผู้คนล่องลอยอยู่ในสุญญากาศของความหมาย

 เสถียรภาพบนความเปราะบาง และโจทย์ที่รอคำตอบ

เมื่อประมวลภาพทั้งหมด เราจะเห็นการเมืองไทยปัจจุบันติดอยู่ในสภาวะที่อาจสรุปได้ด้วยถ้อยคำที่ขัดแย้งในตัวเอง “เสถียรภาพบนความเปราะบาง” ฝ่ายที่กุมอำนาจรัฐสามารถรักษาแนวร่วมเชิงยุทธวิธีในระดับชนชั้นนำเอาไว้ได้ แต่กลับสูญเสียแนวร่วมโดยธรรมชาติในระดับมวลชนไปทีละน้อย พวกเขาควบคุมยอดของพีระมิดอำนาจได้มั่นคง ทว่าฐานกำลังทรุดตัวลงอย่างช้า ๆ ในทางกลับกัน ฝ่ายก้าวหน้ามีฐานมวลชนที่หนาแน่นเหนียวแน่น แต่ไม่อาจเจาะทะลวงเข้าสู่แกนกลางของสถาบันอำนาจได้ พวกเขาครองหัวใจของประชาชน แต่ไม่อาจแตะต้องคันบังคับของรัฐ

สมการหลังจากนี้จึงมิได้ขึ้นอยู่กับว่าใครมีมวลชนมากกว่า หรือใครคุมกลไกรัฐได้แน่นกว่า หากขึ้นอยู่กับว่าฝ่ายใดจะเรียนรู้ที่จะแปรรูป เปลี่ยนประเภทและระดับของแนวร่วมตนเองได้ก่อนกัน ฝ่ายอำนาจรัฐต้องหาทางซื้อใจมวลชนกลับคืน หรือมิฉะนั้นก็ปกครองต่อไปบนความชอบธรรมที่บางลงทุกวัน ส่วนฝ่ายก้าวหน้าต้องหาหนทางหยั่งรากลงในดินของสถาบัน โดยไม่ปล่อยให้รากนั้นกลายเป็นโซ่ตรวนที่พันธนาการอุดมการณ์ของตนเอง นี่คือโจทย์ที่ไม่มีคำตอบสำเร็จรูป และเป็นโจทย์ที่ทั้งสองฝ่ายต่างรู้ดีว่าการตอบผิดเพียงครั้งเดียวอาจหมายถึงจุดจบ

 ในท้ายที่สุด สิ่งที่บทความนี้พยายามชี้ให้เห็นมิใช่การพยากรณ์ว่าใครจะชนะ หากเป็นการเตือนว่ากระดานทั้งกระดานกำลังเปลี่ยนกติกาอยู่ใต้เท้าของผู้เล่นทุกคน สถาปัตยกรรมแห่งความไว้วางใจที่เคยค้ำยันระเบียบเดิมได้ผุกร่อนลงจนถึงจุดที่ไม่อาจซ่อมด้วยปูนชั้นบาง ๆ ได้อีกต่อไป ผู้นำที่ยังเดินเกมด้วยตำราของทศวรรษที่ผ่านมา ที่เชื่อว่าแนวร่วมซื้อได้ด้วยตำแหน่ง ความชอบธรรมสร้างได้ด้วยกลไกกฎหมาย และความเงียบของประชาชนคือความยินยอม อาจตื่นขึ้นในเช้าวันหนึ่งเพื่อพบว่าเส้นใยที่เคยร้อยรัดทุกอย่างไว้ได้ขาดสะบั้นไปเงียบ ๆ ในคืนที่ผ่านมา โดยไม่มีใครได้ยินแม้แต่เสียงของมันขาด