ภายในเวลาไม่ถึง 7 วัน ที่ปธน.เจ้าเล่ห์สารพัดพิษอย่างโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมาพูดย้ำว่า เขาไม่สนเลยสำหรับการเลือกตั้งกลางเทอมที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีก 4-5 เดือนข้างหน้า
อีกครั้งคือ การถูกจี้จากนักข่าวประจำทำเนียบขาว ที่ถามว่า แถลงการณ์ของ IRGC บอกว่า ขอยุติการเจรจา MOU กับสหรัฐฯ ทันที…ซึ่งเขาก็ตอบอย่างเกรี้ยวกราดว่า “ผมไม่สนเลย...ว่าการเจรจา (กับอิหร่าน) จะหยุดลงกลางคันหรือไม่...”
ในประเด็นแรกที่เขาพูดเรื่องไม่สนกับการเลือกตั้งกลางเทอมนั้น เพราะนักวิเคราะห์ 80-90% ต่างมองว่า สงครามอิหร่านที่สหรัฐฯ ควงคู่กับอิสราเอล เข้าไปถล่มอิหร่านแบบที่ทั่วโลกต้องตะลึง เมื่อสายๆ ของวันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา (เกือบ 100 วันแล้ว) เพราะในตอนนั้น จอมโกหกนักแสดงระดับตุ๊กตาทองอย่างทรัมป์แหละที่ออกมาบอกกับอิหร่านและทั่วโลกว่า การเจรจาเรื่องการห้ามพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน กำลังดำเนินไปได้อย่างดียิ่ง
และทาง Supreme Leader ของอิหร่านก็ถึงกับลงทุนออกมาจากเซฟเฮาส์เพื่อนัดประชุมแม่ทัพนายกองและฝ่ายความมั่นคง เพื่อเตรียมการลงนามข้อตกลงกับสหรัฐฯ ในวันจันทร์ที่ 2 มีนาคม...ก็แค่อีก 48 ชม.เท่านั้น
การร่วมถล่มคู่ระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลในหลายจุดของประเทศอิหร่านนั้น ถึงกับปลิดชีพทั้งครอบครัวของ Supreme Leader และเหล่าแม่ทัพนายกอง (ที่ร่วมประชุม) ตายไปกว่า 10 คนทีเดียว
ทรัมป์รีบออกมาประกาศชัยชนะ และเรียกว่าเป็นการเปลี่ยนระบอบ “Regime Change” ได้แล้วในอิหร่าน พร้อมกับประกาศว่าสามารถทำลายนอกจากระบอบที่สนับสนุนการก่อการร้ายทั่วโลก...แล้วยังสามารถหยุดยั้งการคุกคามด้านอาวุธนิวเคลียร์ (หมายถึงขีปนาวุธหัวรบนิวเคลียร์ที่อิสราเอลเป่าหู) สหรัฐฯ อยู่ทุกวันว่า อิหร่านทำสำเร็จแล้ว...ไม่ใช่แค่มีอาวุธนิวเคลียร์ที่ทดลองในใต้ดิน แต่สามารถย่อส่วนมาบรรจุในหัวรบเหล่าขีปนาวุธข้ามทวีปที่สามารถยิงเข้าใส่ถล่มไปไกลถึงประเทศสหรัฐฯ ด้วย!!
ทรัมป์สั่งปฏิบัติการทางทหารเข้าถล่มอิหร่านครั้งนี้ ไม่แยแสหรือให้น้ำหนักต่ออำนาจฝ่ายสภาคองเกรสแต่อย่างใด ซึ่งเวลาที่นานเกือบ 100 วันที่สหรัฐฯ ยังไม่สามารถเอาชนะอิหร่านให้หมอบราบยอมจำนนแม้แต่น้อย และนักวิเคราะห์ระดับโลกแบบ ศ.จอห์น เมียร์ไชเมอร์ แห่ง U. of Chicago หรือศ.เจฟฟรีย์ แซคส์ แห่งม.โคลอมเบีย ที่สรุปอย่างเต็มปากเต็มคำว่า อิหร่านชนะอย่างไม่ต้องสงสัย และปธน.ทรัมป์มีแรงกดดันจากภายในประเทศสหรัฐฯ เอง ที่จะต้องมาอธิบายในสภาฯ ถึงการนำประเทศสหรัฐฯ ไปทำสงครามกับอิหร่าน ทั้งๆ ที่อิหร่านไม่ใช่ความคุกคามเร่งด่วนของสหรัฐฯ แต่อย่างใด
รวมทั้งผู้นำของอียู (และนาโต) เช่น นายกฯ เยอรมนี ที่กล่าวเยาะเย้ยสหรัฐฯ ว่า สงครามสหรัฐฯ และอิสราเอลที่ไปบุกถล่มอิหร่านก่อนในครั้งนี้ อิหร่านสามารถทำให้สหรัฐฯ ได้ “อายขายหน้า” (Humiliated) ทีเดียว เพราะเป็นสงครามที่ Asymmetrical คือ กองกำลังที่ไม่ทัดเทียมกัน เพราะสหรัฐฯ เป็น Super Power ขณะที่อิหร่านเป็น Middle Power แต่สหรัฐฯ ยังไม่สามารถชนะเด็ดขาดกับอิหร่าน
หนำซ้ำ สหรัฐฯ กลับถูกอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ นับเป็นอาวุธนิวเคลียร์ที่อิหร่านใช้ได้อย่างได้ผลดีในการต่อกรกับทรัมป์
และทรัมป์เองก็ออกมายอมรับว่าไม่คาดคิดว่าอิหร่านจะปิดช่องแคบฮอร์มุซ (ทั้งๆ ที่ประธานคณะเสนาธิการร่วมอย่างพล.อ.แดน เคน ก็ได้พยายามให้ความเห็นว่า สหรัฐฯ ไม่ควรบุกถล่มอิหร่าน...เพราะอิหร่านจะตอบโต้โดยปิดช่องแคบ รวมทั้งอิหร่านจะถล่มฐานทัพของสหรัฐฯ ในประเทศรอบอ่าวเปอร์เซีย ที่มีอยู่ถึง 20 แห่งในทันที และอิหร่านก็จะถล่มคลังน้ำมันของประเทศรอบๆ อ่าวด้วย)
ผลพวงจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ และการทำลายคลังน้ำมันของประเทศต่างๆ ในอ่าวเปอร์เซีย ทำให้ส่งผลต่อราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นมาแล้ว 40-50% จากราคาก่อนสหรัฐฯ บุกอิหร่าน
รวมทั้งราคาปุ๋ยทั้งโลก และราคาวัตถุดิบที่เป็นสารตั้งต้นสำคัญในอุตสาหกรรมพลาสติก ก็ทะยานขึ้นทั้งโลก...ทำให้ราคาสินค้าในสหรัฐฯ พุ่งขึ้นมามากกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของชาวอเมริกัน...ซึ่งกระทบต่อคะแนนนิยมของทรัมป์อย่างมาก...
โดยทรัมป์ยังไม่สามารถยุติสงคราม และทำให้ระดับเงินเฟ้อในสหรัฐฯ ลดลงมาได้...ทั้งๆ ที่ทรัมป์ชนะเลือกตั้งเมื่อปลาย 2024 ก็เพราะเขาหาเสียงถล่มไบเดนว่า ทำให้เงินเฟ้อสูงและปัญหาปากท้องชาวอเมริกันเป็นตัวฉุดคะแนนไบเดน
คะแนนนิยมของทรัมป์จากแทบทุกโพลสะท้อนความไม่พอใจของคนอเมริกันส่วนใหญ่ต่อราคาน้ำมันแพง โดยเฉพาะ Jet Fuel ที่แพงขึ้นไปถึง 50% และกำลังถึงขีดที่จะหาน้ำมันเครื่องบินยากมากขึ้น จนทำให้การบินระหว่างประเทศจะถูกกระทบอย่างรุนแรง
ดังนั้น เมื่อทรัมป์มองเห็นคะแนนนิยมของตนลดลงมาเรื่อยๆ และนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่า อิหร่านกำลังถือไพ่เหนือมือคือ ดึงเวลาการเจรจาออกไป จนอาจถึงเปลี่ยนโครงสร้างของสภาคองเกรส เมื่อฝ่ายรีพับลิกันไม่มีคะแนนเสียงข้างมากในสภาฯ ซึ่งขณะนี้ สส., สว.เดโมแครตก็กำลังกดดันทรัมป์ถึงการเข้าสู่สงครามอย่างไม่สมเหตุผล โดยมีค่าใช้จ่ายสูงถึงวันละ 1,000 ล้านดอลลาร์ (รวม 100 วันก็ 1 แสนล้านเหรียญทีเดียว) และทำให้เงินเฟ้อมากทำให้ชาวอเมริกัน และธุรกิจอเมริกันทั่วโลก มีศัตรูที่พร้อมเข้ามาทำร้ายและทำลาย เนื่องจากข้าวของแพงไปทั่วโลก และชาวอิหร่านถูกฆ่าจากสงครามเป็นจำนวนมาก
ทรัมป์บอกว่า ไม่สนการเลือกตั้งกลางเทอม โดยเป็นการยกตนข่มท่านอย่างโอหัง โดยยังท่องบทว่า ตนเองกำลังมีชัยชนะเหนืออิหร่าน...เขายกตัวอย่างจากการแข่งขันคัดตัวผู้สมัคร สส. และ สว.ของพรรครีพับลิกันในช่วงนี้ ที่ผู้สมัครที่เขาส่งเข้าประกวดสามารถกวาดชัยชนะต่อผู้สมัครที่ครองเก้าอี้อยู่เดิมได้ ในหลายๆ รัฐ...ซึ่งนักวิเคราะห์อย่างเมียร์ไชเมอร์หรือแซคส์มองว่า กลุ่ม Zionist คือ AIPAC ได้ทุ่มเงินมหาศาลให้การสนับสนุนผู้สมัครที่ทรัมป์คัดเลือกมา โดยเป็นการใช้เงินหาเสียงใน Primary อย่างชนิดมากมายมโหฬารกว่าครั้งใดๆ ในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ ทีเดียว
การเลือกตั้งของจริงจะไปวัดกันในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งคนที่ทรัมป์คัดเลือกสนับสนุนนั้น กลับมีท่าทีจะแพ้ผู้สมัครหน้าใหม่ของเดโมแครต ที่หาเสียงต่อต้านสงครามของทรัมป์ที่ถูกใจเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนอเมริกันขณะนี้
สำหรับในประเด็นที่สอง ที่เขาไม่สนว่า อิหร่านจะหยุดเจรจา MOU กลางคันนั้น
เป็นวิธีแสดงอำนาจเพื่อประณามฝ่ายนักวิเคราะห์ที่มองว่า ทรัมป์กำลังจนแต้ม ที่ถูกอิหร่านถ่วงเวลาและกำลังมีแต้มต่อที่ได้เปรียบในประเด็นต่างๆ ที่อิหร่านไม่ยอมถอยแม้แต่ข้อเดียวที่ได้เคยเสนอมาตั้งแต่การเจรจาครั้งแรกและครั้งเดียวที่อิสลามาบัด ที่สองฝ่ายเจรจาได้เห็นหน้าตากัน
ซึ่งคำพูดจะไม่สำคัญเท่ากับการกระทำ
เพราะถ้าทรัมป์ไม่สนจริงๆ...ก็น่าจะไม่ยอมอ่อนข้อถึงขนาดออกมาบอกว่า เขาไม่รีบร้อนในการเจรจา จะยืดเวลาออกไปได้เท่าที่สมควร...ทั้งๆ ที่เขาเคยขู่ว่า ถ้าอิหร่านยังโอ้เอ้และต่อรองมาก เขาจะยังเปิดทางที่จะถล่มอิหร่าน จนอารยธรรมหลายพันปีของอิหร่านจะสูญสิ้นในพริบตาเดียว
ขณะนี้ ไม่มีคำขู่จากทรัมป์ที่จะทำลายอิหร่าน แบบที่เคยพูดในช่วงต้นๆ ของสงครามอีกแล้ว
มิหนำซ้ำ ยังถึงขนาดเขียนใน Truth Social ว่า ได้พูดกับเนทันยาฮู ให้ถอนกำลัง IDF ออกมาจากตอนใต้ของเมืองเบรุต เพราะอิหร่านถือเป็นเงื่อนไขสำคัญ ที่อิหร่านจะหยุดเจรจากลางคัน โดยชี้ไปที่อิสราเอลที่ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง อิสราเอลยังเดินหน้าบุกถล่มเข้าไปในเลบานอน โดยจงใจไม่ต้องการให้ข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านสามารถลงนามสงบศึกกันได้นั่นเอง
เป็นแค่คำพูดที่เล่นบทตบตาชาวโลกว่า สหรัฐฯ ยังแข็งแกร่ง ยังมีแต้มต่อ ทั้งๆ ที่แท้จริง อิหร่านกำลังเป็นต่ออยู่ทุกด้าน


