ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - “กาาะมีทั้ง “เห็นด้วย” และ “ไม่เห็นด้วย” กลายเป็นปัญหาระหว่างไรเดอร์” และ “รัฐ” โดยต้นสายปลายเหตุมาจากความกังวลเรื่องการเงินสมทบเข้ากองทุนที่ต้องควักกระเป๋าจ่าย ซ้ำเติมปัญหารายได้ที่ลดลงจากสงครามราคาแอปฯ ซึ่งกดทับชีวิตความเป็นอยู่อย่างปฏิเสธความจริงไม่ได้
ทั้งนี้ ภาพของความขัดแย้งปรากฏให้เห็นชัดเจนเมื่อมีการรวมตัวของประกอบอาชีพไรเดอร์ “กลุ่ม G เคลื่อนที่เร็วเราช่วยกัน” จำนวนประมาณกว่า 100 คน บุกยื่นหนังสือต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 เพื่อแสดงจุดยืนคัดค้านแนวทางการนำผู้ประกอบอาชีพไรเดอร์เข้าสู่ระบบประกันสังคม ม.33
น่าสนใจว่าความเคลื่อนไหวคัดค้านของผู้ประกอบอาชีพไรเดอร์ที่รวมตัวคัดค้าน เกิดขึ้นหลังจาก นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน รับยื่นหนังสือจาก “กลุ่มเครือข่ายแรงงานแพลตฟอร์ม” ซึ่งมีการนำสมาชิกกว่า 30 คนเข้าพบเพื่อขอให้ปรับปรุงกฎหมายประกันสังคม เพื่อให้ไรเดอร์ได้รับการคุ้มครอง มีสวัสดิการ และความปลอดภัยในการทำงานอย่างเท่าเทียม เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569
นั่นหมายความว่า เหล่า “ไรเดอร์” ยังคงมีความเห็นที่แตกต่างกัน
กล่าวคือกลุ่มผู้ยื่นหนังสือคัดค้านฯ ได้เรียกร้องให้ภาครัฐเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้ประกอบอาชีพไรเดอร์และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน ก่อนกำหนดนโยบายหรือมาตรการที่อาจส่งผลกระทบต่อแรงงานแพลตฟอร์ม พร้อมเสนอให้จัดตั้งคณะทำงานเฉพาะด้านที่มีตัวแทนแรงงานแพลตฟอร์มเข้าร่วมในการพิจารณาและให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากนี้ ยังได้สะท้อนข้อกังวลเกี่ยวกับภาระการส่งเงินสมทบประกันสังคมที่อาจเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่เป็นผู้ประกันตนอยู่แล้ว หรือผู้ที่ประกอบอาชีพผ่านหลายแพลตฟอร์ม รวมถึงกังวลว่าการกำหนดเงื่อนไขหรือข้อบังคับเพิ่มเติม อาจส่งผลกระทบต่อความยืดหยุ่นในการทำงาน โอกาสในการสร้างรายได้ และการบริหารจัดการเวลาส่วนบุคคล ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบอาชีพเลือกทำงานในรูปแบบดังกล่าว
อีกทั้งยังรวมถึงข้อกังวลว่าต้นทุนการดำเนินงานของผู้ให้บริการแพลตฟอร์มที่เพิ่มขึ้น อาจส่งผลต่อการปรับลดค่าตอบแทน สิทธิประโยชน์ หรือแรงจูงใจในการทำงาน และกระทบต่อรายได้ของแรงงานแพลตฟมในภาพรวม
ดังนั้น จึงเสนอให้มีการศึกษารูปแบบการคุ้มครองทางสังคมที่เหมาะสมกับแรงงานแพลตฟอร์มโดยเฉพาะ รวมถึงขอให้การปรับปรุงกฎหมายหรือหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องดำเนินการอย่างชัดเจน เป็นธรรม และมีมาตรการสร้างแรงจูงใจก่อนการบังคับใช้ ตลอดจนเสนอให้การเข้าร่วมระบบของผู้ประกอบอาชีพบางกลุ่มสามารถดำเนินการในลักษณะสมัครใจ เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทและความพร้อมของผู้ประกอบอาชีพ
แม้ทางทางการยังไม่มีข้อสรุปหรือการกำหนดแนวทางที่ชัดเจนว่าผู้ประกอบอาชีพไรเดอร์จะต้องเข้าสู่ระบบประกันสังคมตามมาตราใด โดยเบื้องต้นกระทรวงแรงงานยังอยู่ระหว่างการศึกษารูปแบบที่เหมาะสม ทั้งในส่วนของมาตรา 33 มาตรา 39 มาตรา 40 หรืออาจพิจารณาจัดทำแนวทางหรือกลไกเฉพาะที่สอดคล้องกับลักษณะการทำงานของแรงงานแพลตฟอร์ม ซึ่งมีรูปแบบการประกอบอาชีพแตกต่างจากแรงงานทั่วไป
โดยกระทรวงแรงงานเคลียร์ชัดกลบกระแสข่าวลือการนำไรเดอร์เข้า ม.33 ไม่ได้เป็นความพยายามที่จะหาเงินเข้าประกันสังคม เพราะสาระสำคัญเพื่อให้การคุ้มครองด้านสวัสดิการและหลักประกันทางสังคมครอบคลุม เหมาะสม และตอบโจทย์ต่อผู้ประกอบอาชีพไรเดอร์ที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ระบุว่าประเด็นข้อกังวลเกี่ยวกับค่าตอบแทนต่อรอบการให้บริการ (Service Fee) คณะทำงานจะนำเรื่องดังกล่าวกลับมาพิจารณาอย่างรอบด้านอีกครั้ง รวมถึงแนวทางและหลักเกณฑ์การกำหนดค่าตอบแทนต่อรอบที่เคยมีการหารือในอดีต ซึ่งจำเป็นต้องทบทวนและปรับให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ และต้นทุนการดำเนินงาน
อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อจำกัดด้านกลไกตลาดแรงงานและข้อกังวลจากผู้ประกอบการแพลตฟอร์ม จึงจำเป็นต้องอาศัยการหารือร่วมกันระหว่างภาครัฐ ผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม และตัวแทนไรเดอร์ เพื่อกำหนดแนวทางที่เหมาะสม เป็นธรรม และสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งนี้ จะมีการตั้งคณะทำงานจากทุกฝ่ายมาหารือกำหนดแนวทางที่เหมาะสมและเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายต่อไป
ที่ผ่านมา รัฐบาลเล็งเห็นถึงความเดือดร้อนของกลุ่มไรเดอร์ส่งอาหารและพัสดุ ที่ต้องเผชิญความเสี่ยงอยู่บนท้องถนนทุกวัน แต่ไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานและสวัสดิการขั้นพื้นฐานที่เท่าเทียม เพราะติดปัญหาข้อกฎหมาย ส่งผลให้ที่ผ่านมาไรเดอร์จำนวนมากมีสถานะเป็นเพียงผู้รับจ้างอิสระ ที่จะขาดการคุ้มครองตามกฎหมายแรงงาน และไม่สามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์ที่พึงได้เมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยจากการทำงาน
โดยกระทรวงแรงงานได้ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อแก้ปัญหาเรื่องดังกล่าว ให้ตัวแทนไรเดอร์และภาคประชาชนเข้ามาร่วมเป็นคณะทำงานด้วย เพื่อจะได้รับฟังเสียงสะท้อนที่แท้จริงจากคนทำงาน โดยคณะทำงานจะเร่งตรวจสอบว่าแรงงานแพลตฟอร์มแต่ละประเภท จะสามารถเข้าสู่ระบบประกันสังคมได้อย่างไร ซึ่งหากมีกลุ่มที่ไม่สามารถเข้าสู่ระบบได้ ก็จะปรับแก้กฎหมายเพื่อปลดล็อกสิทธิประกันสังคมให้กับกลุ่มแรงงานเหล่านั้น โดยตั้งเป้าหมายกรอบเวลาภายใน 1 ปี เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับแรงงาน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศอย่างยั่งยืน
สถานการณที่เกิดขึ้น แรงงานแพลตฟอร์มไม่ถูกยอมรับว่าเป็นคนทำงานไม่มีสิทธิแรงงานรองรับเหมือนงานทั่วไป ไม่มีการประกันรายได้ขั้นต่ำ ไม่ได้รับค่าตอบแทนที่เป็นธรรม ไม่มีการหักค่าธรรมเนียมเป็นธรรม ประเด็นสำคัญแรงงานกลุ่มนี้โดนแพลตฟอร์มผลักภาระต่างๆ ทั้งการลงทุนอุปกรณ์ทำกินและแบกรับความเสี่ยงในการทำงาน แต่ไม่มีสิทธิสวัสดิการแรงงานรองรับ แพลตฟอร์มไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ ต่อแรงงานในระบบแพลตฟอร์ม
ผศ. ดร.กฤษฎา ธีระโกศลพงศ์ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่าการพิสูจน์สถานะการจ้างงานว่าแรงงานแพลตฟอร์มและไรเดอร์มีสถานะเป็น “ลูกจ้าง” คือ รูปธรรมขั้นต่ำที่ควรเกิดขึ้น และเป็นสิ่งที่รัฐบาลสามารถทำได้จริงในระยะเวลา 1 ปี หลังรัฐประกาศว่าจะสร้างความคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานและสวัสดิการขั้นพื้นฐานให้กับแรงงานแพลตฟอร์มและไรเดอร์ ด้วยการหาทางเปิดช่องให้เข้าสู่ระบบประกันสังคม
ผศ. ดร.กฤษฎา อธิบายว่าการจำแนกสถานะของแรงงานแพลตฟอร์มและไรเดอร์ที่ไม่ถูกต้อง คือ นิยามให้เป็นแรงงานนอกระบบ ทำให้แรงงานกลุ่มนี้ไม่ได้รับสิทธิการทำงานและสวัสดิการตามที่ควรจะเป็น เขาจึงเหลือทางเลือกแค่การประกันตนภาคสมัครใจตามมาตรา 40 ในระบบประกันสังคม ที่จ่ายสมทบเพียง 2 ฝ่าย คือผู้ประกันตนและรัฐ ส่วนผู้ประกอบการไม่มีส่วนร่วม ซึ่งแตกต่างจากมาตรา 33 ที่เป็นการประกันภาคบังคับ และร่วมจ่ายสมทบทั้ง 3 ฝ่าย
ดังนั้น การให้แรงงานแพลตฟอร์มเข้าประกันสังคมมาตรา 40 จึงไม่ถูกต้อง และถือเป็นการบิดเบือนสิทธิสวัสดิการของแรงงาน ด้วยการอำพรางความสัมพันธ์การจ้างงาน ซึ่งที่จริงแล้วบริษัทแพลตฟอร์มควรมีส่วนรับผิดชอบด้วย
สำหรับการพิสูจน์สถานะการจ้างงานของแรงงานแพลตฟอร์มและไรเดอร์นั้น สามารถดำเนินการตามหลักการบริหารแรงงานและสถิติแรงงานของ ICSE-18: Status in Employment according to type of authority หลังจากพิสูจน์สถานะการจ้างงานแล้ว สิ่งที่รัฐบาลและกระทรวงแรงงานต้องดำเนินการต่อคือ การตรากฎกระทรวงตามมาตรา 22 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เพื่อรองรับสถานะของไรเดอร์ให้ได้รับการคุ้มครองแรงงานไม่แตกต่างจากลูกจ้างใน พ.ร.บ. นี้ หรือจัดทำกฎหมายเฉพาะสำหรับแรงงานแพลตฟอร์ม โดยต้องกำหนดขอบเขตเนื้อหาให้ครอบคลุมถึงแรงงานแพลตฟอร์มทั้งการทำงานแพลตฟอร์มบนพื้นที่ทางกายภาพ และการทำงานออนไลน์ และหลีกเลี่ยงการใช้ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระของกระทรวงแรงงาน มาเป็นแนวทาง เพราะจะทำให้เกิดปัญหาเรื่องการกำหนดสถานะการทำงานที่ผิดพลาด ส่งผลให้ไรเดอร์ถูกจำแนกอยู่ในกลุ่มผู้ประกอบอาชีพกึ่งอิสระ และแรงงานรับงานไปทำที่บ้านอยู่ในกลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระ
นอกเหนือจากการแก้ไขปัญหาเรื่องสถานะการทำงานของแรงงานแพลตฟอร์มแล้ว รัฐบาลและกระทรวงแรงงานควรพิจารณาแก้ไขปัญหาอื่นๆ ไปพร้อมกันด้วย เช่น การคุ้มครองการบาดเจ็บจากการทำงานของกองทุนเงินทดแทน การกำหนดมาตรฐานค่าจ้างไม่น้อยกว่าค่าจ้างเพื่อดำรงชีวิต (Living Wage) การสร้างหลักประกันทางรายได้เมื่อเกิดการว่างงานในกรณีของการหางานใหม่และการลาคลอด การขยายการออมเพื่อการเกษียณของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ การยกระดับสิทธิของแรงงานผ่านการจัดตั้งสหภาพ การเป็นตัวแทน และกลไกของการเจรจาต่อรองร่วม เป็นต้น
ต้องยอมรับว่าการผลักกันแรงงานแพลตฟอร์มเข้าระบบโดยเฉพาะ “กลุ่มไรเดอร์” คนขับมอเตอร์ไซค์ส่งอาหารหรือรับส่งผู้โดยสาร และ “กลุ่มไดรเวอร์” คนขับรถยนต์รับส่งผู้โดยสาร ตั้งแต่ข้อกำหนดเรื่องใบขับขี่สาธารณะและการจดทะเบียนรถสาธารณะ เป็นเงื่อนใหม่ของรัฐที่ผลักภาระให้คนทำงาน โดยแพลตฟอร์มผู้ให้บริการไม่มีส่วนรับผิดชอบใดๆ ดำเนินธุรกิจแบบทำนาบนหลังคน หักเปอร์เซ็นต์ส่วนต่าง กอบโกยกำไรจากแรงงานไปทุ่มงบโฆษณาสร้างภาพลักษณ์ให้แบรนด์
ในส่วนปัญหาไดรเวอร์ Grab และ Bolt กลุ่มรถยนต์ที่ไม่ดำเนินการจดทะเบียนรถยนต์รับจ้างสาธารณะ (รย.18) มีรากฐานมาจากโครงสร้างแพลตฟอร์มที่ไม่เป็นธรรม คนขับเผชิญทั้งต้นทุนที่สูงขึ้น แต่รายได้ค่ารอบกลับต่ำเกินไป เมื่อรวมกับกฎเกณฑ์ที่เอารัดเอาเปรียบ และบทลงโทษจากคะแนนความประพฤติ ทำให้เกิดวงจรอุบาทว์ที่บีบบังคับให้คนขับปฏิเสธการเข้ารับบ
การเข้าระบบจะผลักภาระดันต้นทุนให้สูงขึ้น การเปลี่ยนประเภทป้ายและจดทะเบียนรถยนต์รับจ้างต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เช่น ค่าตรวจสภาพ ค่าธรรมเนียม และค่าประกันภัยรถยนต์สำหรับรถรับจ้างสาธารณะ ซึ่งมีเบี้ยประกันสูงกว่าประกันภัยรถยนต์ส่วนบุคคลมาก ตลอดจนมีขั้นตอนและข้อจำกัดที่ยุ่งยาก รถที่นำมาจดทะเบียนต้องผ่านเกณฑ์ที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด อายุรถต้องไม่เกินตามที่กฎหมายระบุ (ไม่เกิน 9 ปี) และผู้ขับขี่ต้องผ่านการอบรมเพื่อขอรับใบขับขี่รถยนต์สาธารณะ (ใบขับขี่ ท.2 หรือใบขับขี่สาธารณะ) ก่อน และคนขับจำนวนมากทำเป็นขับเป็นรายได้เสริม (Part-time) ไม่ได้ยึดเป็นอาชีพหลัก จึงปฏิเสธการเข้าระบบ
แรงงานแพลตฟอร์มกลุ่มนี้เผชิญแรงกดดันถูกผลักภาระจากแพลตฟอร์ม นอกจากเรื่องค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมข้างต้นแล้ว ยังมีประเด็นการหักเปอร์เซ็นต์ค่าบริการ (Commission) สูงจากคนขับ ในขณะที่คนขับต้องรับผิดชอบค่าเสื่อมสภาพรถ ค่าน้ำมัน และค่าบำรุงรักษาเองทั้งหมด และประเด็นเรื่องสงครามราคาและค่ารอบที่ไม่สะท้อนต้นทุน (Low Base Fare) การแข่งกันลดราคาระหว่างแพลตฟอร์ม ใช้กลยุทธ์กดราคาให้ต่ำที่สุดเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาด ดึงดูดลูกค้าด้วยราคาที่ถูกกว่าตลาดมาก ส่งผลให้ค่ารอบที่คนขับได้รับสุทธินั้นต่ำเกินไป ไม่คุ้มค่าเชื้อเพลิงและเวลา รายได้ไม่คุ้มเหนื่อย คนขับจำนวนมากแทบไม่เหลือกำไร
นอกจากนี้ แพลตฟอร์มยังมีอำนาจผูกขาดและเงื่อนไขที่เอื้อประโยชน์ลูกค้า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นมาตรฐานการคัดกรองผู้โดยสารต่ำ ทุกแพลตฟอร์มมุ่งเน้นปริมาณลูกค้า จึงไม่มีมาตรการคัดกรองหรือจัดการลูกค้าที่มีพฤติกรรมเอาเปรียบ เช่น การกดยกเลิกงานกะทันหัน หรือให้คะแนนดาวน้อยแบบไร้เหตุผล เป็นต้น
คำถามสำคัญหลังการเข้าระบบอย่างถูกต้องตามกฎหมาย รัฐจะเข้ามากำกับดูแลปัญหาที่พวกเขาเผชิญหรือไม่ โดยเฉพาะปัญหาเรื่องรายได้ที่ต่ำมาก หรือสร้างมาตรการให้เแพลตฟอร์มมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการแบ่งรายได้ที่เป็นธรรมมากขึ้นหรือไม่
และในส่วนของไรเดอร์ Grab และ Lineman คนขับมอเตอร์ไซค์ส่งอาหาร/รับส่งผู้โดยสารนั้น ซึ่งลุกฮือออกมาคัดค้านนโยบายการนำไรเดอร์เข้าระบบประกันสังคม ม.33 แม้โดยเจตนาของรัฐและฝ่ายสนับสนุนต้องการปรับปรุงกฎหมายประกันสังคมเพื่อให้แรงงานแพลตฟอร์มได้รับการคุ้มครอง มีสวัสดิการ และความปลอดภัยในการทำงานอย่างเท่าเทียมก็ตาม
ท้ายที่สุด การดำเนินการเรียกรถฯ ผ่านแอปฯ เข้ารถระบบ และการปรับแก้กฎหมายเพื่อปลดล็อกสิทธิประกันสังคมให้กับกลุ่มแรงงานแพลตฟอร์มต้องเอื้อประโยชน์ต่อคนทำงานอย่างแท้จริง และต้องดำเนินการภายใต้ความสมัครใจ
นับโจทย์ข้อยากของรัฐโดยภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ในการเข้ามากำกับดูแลให้เกิดความชอบธรรมระหว่างแรงงานและผู้ประกอบการ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ


