xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

ถอดรหัส “พิพัฒน์” จับมือ “PowerChina” ดึงทุนจีนฉาวกินรวบเมกะโปรเจกต์แสนล้าน?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผู้จัดการสุดสัปดาห์ -  “รัฐมนตรีกระสุนตก” ที่มีเรื่องให้ชวนตั้งข้อกังขาไม่ว่างเว้นเห็นจะไม่มีใครเกิน “โกเกี๊ยะ” -นายพิพัฒน์ รัชกิจประภา รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งล่าสุดเปิดประตูต้อนรับ นายหยาง เจียง (Yang Jian) บิ๊กบอสของ Powerchina International Group Limited และประธานกรรมการ Sinohydro Thailand เข้าพบเพื่อเจรจาร่วมลงทุนใน 7 เมกะโปรเจกต์ยักษ์ใหญ่ของประเทศ มูลค่าไม่ต่ำกว่า 5.5 แสนล้านบาท เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา 

มูฟเม้นท์เชิญชวนกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่เข้ามาลงทุนในไทยคราวนี้น่าจับตาเป็นพิเศษ เพราะเกิดขึ้นคล้อยหลังเพียงวันเดียวที่รองปลัดกระทรวงคมนาคม ออกมายอมรับผลสอบสวนกรณีเครนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงถล่มทับขบวนรถไฟที่อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 31 ราย ซ้ำรอยความล้มเหลวในการควบคุมมาตรฐานทางวิศกรรมก่อสร้างของ  “ไชน่า เรลเวย์ - อิตาเลียนไทย” กรณีตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่ม เรียกได้ว่าโศกนาฏกรรมยังไม่ทันจางหาย นายพิพัฒน์ก็อ้าแขนต้อนรับทุนจีนเข้ามาอย่างสุดชื่นมื่น

การรุกคืบของกลุ่มทุนจีนไม่ใช่เพียงแค่นำมาซึ่งเหตุการณ์บาดเจ็บล้มตายจากโครงการลงทุนของกลุ่มทุนจีนที่มาอาศัยคราบกลุ่มทุนก่อสร้างไทยเป็นที่สิงสถิตเท่านั้น เวลานี้กลุ่มทุนจีนยังยาตราทัพเข้ามายึดกุมเส้นเลือดเศรษฐกิจของไทยอย่างเบ็ดเสร็จ ไม่ว่าจะเป็นทุนยานยนต์ไฟฟ้า หรือ EV ที่กลืนกินซัปพลายเชนท้องถิ่น แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่ไล่ทุบ SME ไทยจนเกลี้ยง และกำลังแผ่นอาณาจักรไปสู่โครงสร้างพื้นฐานยุทธศาสตร์ชาติ ผ่านกลไกการเมืองของ “พรรคภูมิใจไทย” ที่กำลังเรืองอำนาจและคุมกลไกกระทรวงเกรดเอไว้ในมืออย่างเบ็ดเสร็จ

 7 เมกะโปรเจ็กต์โยงการเมืองสีน้ำเงิน 


กล่าวสำหรับ 7 เมกะโปรเจ็กต์ที่นายพิพัฒน์ เชื้อเชิญชนิดที่อาจต้องใช้คำว่า “ใส่พาน” ให้ทุนพญามังกรจีนเลือกชอปปิง ประกอบด้วย 1.โครงการรถไฟความเร็วสูง (ระยะที่ 2) นครราชสีมา-หนองคาย ระยะทาง 355 กิโลเมตร (วงเงินราว 300,000 ล้านบาท) 2.โครงการรถไฟทางคู่สายใต้ 3 ช่วง (ชุมพร-สุราษฎร์ธานี, สุราษฎร์ธานี-หาดใหญ่, หาดใหญ่-ปาดังเบซาร์) (วงเงินราว 70,000 ล้านบาท)

3.โครงการอุโมงค์กะทู้-ป่าตอง จ.ภูเก็ต งานเจาะภูเขาทางด่วน (วงเงินราว 15,000 ล้านบาท) 4.โครงการพัฒนาท่าอากาศยานล้านนา (เชียงใหม่ แห่งที่ 2) (วงเงินราว 70,000 ล้านบาท) 5.โครงการพัฒนาท่าอากาศยานอันดามัน (พังงา/ภูเก็ต แห่งที่ 2) (วงเงินราว 70,000 ล้านบาท) 6.โครงการพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมือง ระยะที่ 3 (วงเงินราว 36,000 ล้านบาท) 7. โครงการขยายอาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (วงเงินราว 40,000 ล้านบาท)

การกระจายตัวของบิ๊กโปรเจกต์ข้างต้นถูกตีความว่าโยงใยกับยุทธศาสตร์การรุกคืบทางการเมืองอย่างแหลมคมของพรรคภูมิใจไทย ด้วยการเอาโครงการยักษ์ทั้งรถไฟสายใต้ อุโมงค์ภูเก็ต และสนามบินอันดามันไปลงพื้นที่ภาคใต้ คือการ “ตอกเสาเข็มยึดด้ามขวา” เพื่อกวาดล้างฐานเสียงเดิมอย่างพรรคประชาธิปัตย์ให้ราบคาบ ขณะที่การรุกคืบไฮสปีดเทรน ระยะ 2 ในอีสาน และสนามบินล้านนาในภาคเหนือ ก็คือการท้าชนข้ามห้วยไปยังฐานที่มั่นของพรรคเพื่อไทย

นอกจาก 7 เมกะโปรเจกต์ข้างต้น ทาง Powerchina ยังแสดงความสนใจลึกไปถึงความเป็นไปได้ในการหารือร่วมลงทุนจัดตั้งสายการบินใหม่ เพื่อรองรับดีมานด์การท่องเที่ยวและการขนส่งสินค้าระหว่างไทยและจีนในอนาคตด้วย

แต่สิ่งที่แนบเนียนกว่านั้นคือรูปแบบการลงทุนที่ฝั่งจีนเสนอมาอย่างสุดเย้ายวน นั่นคือ การจัดตั้งบริษัทร่วมทุน POWERCHINA (Thailand) Co., Ltd. พร้อมอัดฉีด “เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ” เพื่อทำสัญญาเดินหน้าในรูปแบบ PPP (Public-Private Partnership) หรือให้เอกชนร่วมลงทุนมากขึ้น ซึ่งการหาพันธมิตรจีนที่มีสายป่านยาวมาร่วมทุน ถือเป็นทางลัดในการดันโครงการให้ “เกิดจริง” โดยไม่ต้องรอสภาอนุมัติงบประมาณแผ่นดินที่ล่าช้า

ดังนั้น การดึงทุนจีนเข้ามาผูกปิ่นโตตั้งบริษัทร่วมทุนสัมปทานระยะยาว จึงชวนให้ตั้งข้อสงสัยเรื่องการ “ล็อกสเปก” ผลประโยชน์ระยะยาวไว้ล่วงหน้า เพราะแม้เปลี่ยนรัฐบาลในอนาคต โครงการผูกพันเหล่านี้ก็ยากจะล้มได้ง่าย

และที่น่าตั้งคำถามไม่แพ้กันคือ ภายใต้รูปแบบการจับคู่ (Matchmaking) การเข้ามาของ PowerChina พร้อมโมเดลจัดตั้งบริษัทลูกในไทยเพื่อทำ Joint Venture (JV) จะสร้างสูตรสำเร็จในการจับคู่ธุรกิจแบบ “จีนลงเงินทุน+เทคโนโลยี-ไทยลงสายสัมพันธ์+ใบอนุญาต+แรงงานพื้นที่” อย่างโปร่งใสและเป็นธรรมหรือไม่ อย่างไร

ไม่นับรวมถึงหากวันข้างหน้า บิ๊กโปรเจกต์ในไทยเกิดพังทลาย ทิ้งงาน หรืองานไร้มาตรฐานจนเกิดความเสียหายทางวิศวกรรมเหมือนที่เคยเกิดใน **“จีนและเอกวาดอร์”** ทุนแม่สัญชาติจีนในปักกิ่งที่มีสินทรัพย์แสนล้านดอลลาร์ก็สามารถสั่งล้มละลายบริษัทลูกในไทยเพื่อตัดตอนหนีความรับผิดชอบได้ทันที ทิ้งซากปรักหักพังและภาระหนี้สินให้รัฐบาลไทยต้องตามล้างตามเช็ด

ยิ่งไปกว่านั้น บทเรียนจาก  “สปป.ลาว”  ที่ต้องสูญเสียอธิปไตยทางเศรษฐกิจยกสิทธิ์สายส่งไฟฟ้าแผ่นดินให้จีนคุมแทนหนี้รถไฟ หรือ  “อินโดนีเซีย”  ที่โดนจีนบีบจนต้องควักเงินภาษีแผ่นดินไปค้ำประกันอุ้มหนี้ไฮสปีดจาการ์ตา-บันดุงที่งบบานปลาย คือกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนว่า คำว่า “เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ” ของจีน ไม่มีอยู่จริง มีแต่ข้อผูกมัดที่ต้องใช้เทคโนโลยีจีน แรงงานจีน และวัสดุจีน เพื่อสูบเม็ดเงินกลับประเทศทั้งสิ้น

 เปลือยแฟ้มลับ “PowerChina” ใหญ่และฉาวระดับโลก 

PowerChina เป็นบริษัทรัฐวิสาหกิจยักษ์ใหญ่ระดับแถวหน้าของรัฐบาลจีน ถือหุ้นโดยรัฐบาลจีน 100% อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการบริหารและจัดการทรัพย์สินของรัฐ (SASAC) ปี 2024 ติดอันดับ 108 ของโลกในทำเนียบ Fortune Global 500 ครองอันดับ 1 ในด้านการออกแบบระดับโลก (Top 150 Global Design Firms) และอันดับ 7 ของผู้รับเหมาระดับโลก (Top 250 Global Contractors) จากการจัดอันดับของ ENR

ความเชี่ยวชาญหลัก เป็นผู้ให้บริการโซลูชันครบวงจรตั้งแต่การวางแผนโครงการ สำรวจ ออกแบบ ก่อสร้าง ไปจนถึงการผลิตและติดตั้งระบบ โดยมุ่งเน้นกลุ่มพลังงานสะอาด พลังงานทดแทน พลังงานน้ำ ระบบการจัดการทรัพยากรน้ำและสิ่งแวดล้อม และโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมขนาดใหญ่ และมีบริษัทลูกในเครือเกือบ 800 บริษัท

ขณะที่  นายชยธรรม์ พรหมศร  ปลัดกระทรวงคมนาคม ชื่นชมบทบาทของ PowerChina ที่เคยมีผลงานระดับโลก ทั้งในฐานะผู้ลงทุนและผู้ก่อสร้างระบบรางความเร็วสูง รวมถึง PowerChina อ้างตัวเลขความสำเร็จว่าเคยปักหมุดในไทยมาแล้วกว่า 15 โครงการใหญ่ มูลค่ารวมกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.6 แสนล้านบาท) ทั้งงานที่ทำร่วมกับ กฟผ. และยักษ์ใหญ่อย่าง GULF ในโครงการพลังงานสะอาด แต่เมื่อสืบสาวข้อมูลเชิงลึก กลับเผยให้เห็นความจริงอีกด้านที่น่าสะพรึงกลัว

เพจ “รู้ทันจีน Epic Fury” ตีแผ่ประวัติความเสียหายและด่างพร้อยเกือบทุกทวีปที่ทุนจีนกลุ่มนี้ย่างกรายเข้าไป อาทิ

โกงสเปกยัดไส้ในแผ่นดินแม่ (Yongan Scandal 2568) : สื่อรัฐบาลจีนแฉเองว่า บริษัทลูกของ PowerChina (Sinohydro Bureau 3 และ 16) แอบลดสเปกเสาเข็มยึดดินเขื่อนตอนล่างสั้นกว่าแบบจริงถึง 2 ใน 3 แล้วใช้เทคนิค "ฉาบปูนปิดผิวหน้า" ตบตาผู้ตรวจสอบ จนตลิ่งพังถล่มลงมา สะท้อนพฤติกรรมเดียวกับคดีตึก สตง. ถล่มในอดีต

สินบนเขย่าเก้าอี้ผู้นำและเขื่อนร้าว 17,000 จุด : โครงการเขื่อน Coca Codo Sinclair ในเอกวาดอร์ นอกจากจะพบรอยร้าวระนาบกว่า 17,000 จุดหลังเปิดใช้จนรัฐต้องฟ้องร้องแล้ว ยังลากเอา อดีตประธานาธิบดีเลนิน โมเรโน ขึ้นศาลในข้อหารับเงินสินบนจาก Sinohydro สูงถึง 76 ล้านดอลลาร์

ใช้เอกสารปลอมประมูลงาน : ทางการบอสเนียตรวจพบว่า Sinohydro และเครือข่าย ใช้ "เอกสารเท็จ" ในการยื่นประมูลสร้างทางหลวงและสะพานจนงานดีเลย์วินาศสันตะโร ซ้ำร้ายยังเคยถูกธนาคารโลก (World Bank) ประกาศแบนข้อหาฉ้อโกงและจ่ายสินบนมาแล้ว

กองทุนมั่งคั่งนอร์เวย์ขึ้นบัญชีดำ : กองทุนอันดับหนึ่งของโลกประกาศถอนทุนและตัดชื่อ PowerChina ออกจากพอร์ตลงทุน เพราะจงใจสร้างเขื่อนทำลายล้างระบบนิเวศที่เป็นถิ่นที่อยู่สุดท้ายของ "ลิงอุรังอุตังตาปานูลี" สัตว์ใกล้สูญพันธุ์ที่สุดในโลก โดยไม่สนคำเตือนใด ๆ

.นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

นายหยาง เจียง (Mr. Yang Jian) รองประธานภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บริษัท Powerchina International Group Limited และประธานกรรมการบริษัท Sinohydro Thailand
 5 คำถามคาใจ รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยตอบมาให้ชัด 

เมื่อมีหลักฐานความฉาวโฉ่โทนโท่เช่นนี้ คำถามที่ยิงตรงไปยังพรรคภูมิใจไทยและกระทรวงคมนาคมซึ่งมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการนั่งเป็นเจ้ากระทรวง ต้องตอบให้ชัดเจนคือ

 หนึ่ง  ทำไมต้องเป็น PowerChina? ในเมื่อบริษัทนี้มีประวัติโกงสเปกงานจนเขื่อนถล่มในจีน มีคดีสินบนระดับโลกในเอกวาดอร์ และถูกเวิลด์แบงก์แบน เหตุใดกระทรวงคมนาคมไทยถึงกระตือรือร้นอ้าแขนรับ?

 สอง สัญญามีการันตีกำไรให้จีนหรือไม่? รูปแบบ PPP ที่กำลังจะเซ็น มีข้อสัญญา “Revenue GuaranteeW ซ่อนอยู่หรือไม่? หากสนามบินอันดามันหรือไฮสปีดเฟส 2 ขาดทุนย่อยยับ รัฐบาลไทยต้องเอาเงินภาษีของประชาชนไปจ่ายชดเชยการันตีกำไรให้บริษัทจีนและกลุ่มทุนไทยร่วมทุนใช่หรือไม่?

 สาม  คนไทยได้อะไรนอกจากหนี้? การตั้งบริษัทร่วมทุนในไทย มีการล็อกสเปก “Local ContentW บังคับใช้ปูน เหล็ก และแรงงานไทยไม่ต่ำกว่า 60% หรือไม่? หรือเปิดทางให้บริษัทร่วมทุนนี้เป็นแค่ “ร่างทรงกระดาษ” เพื่อฟอกตัวตามกฎหมาย แล้วปล่อยให้จีนกวาดเม็ดเงินกลับบ้าน โดยโรงงานและคนงานไทยไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย?

 สี่  ใครรับผิดชอบทางอาญาหากเกิดโศกนาฏกรรม? หากโครงการขุดอุโมงค์ป่าตองหรือทางคู่สายใต้เกิดถล่มพังพินาศเพราะการลดสเปกเสาเข็มสั้นเหมือนที่ฝูเจี้ยน รัฐมนตรีและกลุ่มทุนไทยจะร่วมรับผิดชอบติดคุกด้วยไหม? หรือจะโบ้ยให้เป็นความผิดของนิติบุคคลร่วมทุนที่พร้อมจะประกาศล้มละลายหนีความผิด?

และ  ห้า  การเร่งรัดดีลไม่ต่ำกว่า 5.5 แสนล้านบาทกับทุนจีนที่ประวัติต่างพร้อยในช่วงเวลานี้ ทำเพื่อประโยชน์ด้านโลจิสติกส์ของประเทศจริง ๆ หรือทำเพื่ออะไร

 เพราะต้องไม่ลืมว่า แม้แต่กระบอกเสียงของพรรคคอมมิวนิสต์จีนยังออกมาแฉความห่วยและความไม่โปร่งใสของทุนจีนยักษ์ใหญ่ในบ้านตัวเอง แต่เหตุใดกระทรวงคมนาคมไทยภายใต้ขั้วอำนาจค่ายสีน้ำเงินกลับอ้าแขนรับอย่างหน้าชื่นตาบานจนออกนอกหน้าเช่นนี้