คอลัมน์ศิลปะแห่งศรัทธา
โดย Artmulet
นาคะ หรือ นาค ถือเป็นสัตว์กายสิทธิ์ที่มีปรากฏเรื่องราวทั้งในคัมภีร์ฝ่ายพุทธและฝ่ายพราหมณ์ คัมภีร์ฝ่ายพราหมณ์กล่าวถึงนาคไว้ว่าเป็นสัตว์กึ่งเทพ โดยจัดเป็นพวกสัปปชาติหรืองูซึ่งมีอยู่นับพันชนิด พญานาคจะมีความไม่ลงรอยอยู่กับฝ่ายพญาครุฑ จากสาเหตุที่นางวินตามารดาของพญาครุฑกับนางกัทรุมารดาของพญานาค ได้พนันขันต่อกันถึงเรื่องสีของม้าที่เกิดจากการกวนน้ำอมฤต
นางวินตาทายว่าสีแดง ส่วนนางกัทรุทายว่าสีดำ ตามข้อตกลงที่ว่าใครแพ้ต้องเป็นทาสของฝ่ายชนะ พอตกกลางคืนนางกัทรุได้ใช้ให้พญานาคผู้เป็นโอรสแอบไปพ่นพิษใส่ม้าจนสีแดงกลายเป็นสีดำไป นางวินตาจึงต้องยอมเป็นทาสนางกัทรุตามสัญญา นับแต่นั้นมาพญาครุฑจึงแค้นพญานาคเป็นอย่างมาก เมื่อพบกันคราใดพญาครุฑก็จ้องจะจับนาคมาเป็นเหยื่อเสมอ
ตำนานฝ่ายพราหมณ์พญานาคถือว่ามีบทบาทสำคัญในพิธีกวนน้ำอมฤต โดยเปรียบเสมือนเชือกที่มัดรอบมันทรคีรี เพื่อให้เหล่าเทพที่อยู่อีกฟากหนึ่งกับเหล่าอสูรซึ่งอยู่อีกฟากหนึ่ง ใช้เป็นเครื่องกวนเกษียรสมุทร คัมภีร์ทางพุทธศาสนากล่าวถึงพญานาคว่ามีอยู่ประมาณถึง ๑,๐๒๔ ชนิด ซึ่งมีทั้งพญานาคที่เกิดในน้ำ เกิดบนบก รวมถึงพญานาคที่เสวยกามคุณ และที่ไม่เสวยกามคุณด้วย
พญานาคอาจมีกำเนิดได้ทั้งสี่โยนีคือ เกิดในไข่ เกิดในครรภ์ เกิดในไคล และเกิดเป็นตัวขึ้นเองหรือโอปปาติกพญานาค ในขันธสูตรได้กล่าวถึงนามของพญานาคสี่ตระกูลคือ ตระกูลวิรูปักข์ ตระกูลเอราบถ ตระกูลฉัพยาบุตร และตระกูลกัณหาโคตมกะ นอกจากนี้ยังปรากฏนามของพญามุจลินท์นาคราชซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้า เมื่อครั้งที่พระพุทธองค์ประทับเสวยวิมุตติสุขอยู่ภายใต้ต้นไม้จิก พญามุจลินท์ก็ได้มาขดตัวเป็นแท่น แล้วเลิกพังพานกันแดดกันฝนถวายพระพุทธองค์ โดยจะเรียกพระพุทธรูปปางนี้ว่า “พระนาคปรก” ซึ่งกลายมาเป็นสัญลักษณ์สำคัญในพุทธศาสนามาจนทุกวันนี้
ทั้งยังมีเรื่องเล่าของพญานาคที่เลื่อมใสในพุทธศาสนา ถึงขั้นแปลงกายมาบวชโดยไม่ให้ผู้ใดได้รับรู้ แต่ในขณะหลับร่างกลับกลายเป็นพญานาคดังเดิม เมื่อพระอุปัชฌาย์มาพบเข้าจึงได้ให้สึก และได้ห้ามไม่ให้นาคเข้าอุปสมบทอีก พญานาคมีความอาลัยเป็นอย่างมาก จึงขอฝากนามไว้ ถ้าหากว่ามีผู้ใดมาบวชก็ขอให้เรียกผู้นั้นว่า “นาค” ตามนามของตน ดังนั้นก่อนการบวชพระ จึงต้องถามผู้มาบวชว่าท่านเป็นมนุษย์หรือไม่ เพราะเกรงว่าจะเป็นนาคแปลงกายมาอีก
และเมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้แล้ว พระองค์ทรงลอยถาดข้าวมธุปายาสของนางสุชาดา พอถาดตกถึงบาดาลพญานาคตื่นขึ้น จึงรู้ว่ามีพระพุทธเจ้าตรัสรู้อีกพระองค์หนึ่งแล้วก็ปิติโสมนัสยิ่ง
บางตำรากล่าวว่าพญานาคไม่ได้เป็นงูแต่เป็นอมนุษย์กึ่งเทวดา มีรูปกายเหมือนมนุษย์ หรืออาจจะสวยงามกว่าเพราะเป็นลูกเทวดา พญานาคจะสวมมงกุฎที่ประดับด้วยนาค ๗ เศียร ตำนานโบราณกล่าวถึงพญานาคทั้งหญิงและชายว่า มักจะมีเรื่องราวความเกี่ยวข้องกับมนุษย์อยู่ด้วยเสมอ บางตำนานกล่าวโดยรวมว่าพญานาคนั้นมีรูปกายเป็นทั้งงูและทั้งมนุษย์ คือจะมีกายเป็นนาคเมื่ออยู่ในบาดาล แต่เมื่อปรากฏร่างบนโลกมนุษย์ก็สามารถแปลงกายเป็นคนได้
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.๖) ขณะยังทรงดำรงพระราชอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร ครั้งทรงผนวชได้ทรงสร้างพระมหานาคชินะขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่มีพญามุจลินท์นาคราชเจ็ดเศียรขดล้อมองค์พระไว้
พญาอนันตนาคราช นั้นเป็นโอรสของพระกัศยป กับนางกัทรุผู้เป็นพี่สาวของนางวินตรามารดาของพญาครุฑ โดยพระกัศยปปรารถนาที่จะให้บุตรหลานของตนลงไปครองเมืองบาดาล ซึ่งอยู่ใต้พิภพจึงทำให้ลูกหลานเกิดมาเป็นสัปปชาติ (งู) เพื่อให้เหมาะสมที่จะลงไปครองนครใต้พิภพ พญาอนันตนาคราชหรือเศษะนาคถือเป็นอธิบดีแห่งนาคทั้งหลายเป็นใหญ่เหนือแคว้นบาดาล จะมีกายสีม่วงคล้องสังวาลขาว มีพังพานและแผ่นหลังใหญ่ที่เรียกว่า “มณีทวีป” หรือแดนแห่งเพชร มีเจ็ดเศียร รูปกายคล้ายงู หน้าคล้ายมนุษย์ มีหงอนที่งดงาม มีพระมเหสีคือพญานาคิณีอุษาอนันตวดี ซึ่งเป็นพญานาคีประจำองค์พระแม่ลักษมีผู้เป็นมเหสีของพระนารายณ์ ครองวังใหญ่ที่ชื่อ “มณีมัณฑปะ” หรือวังเพชรซึ่งมีนครหลวงชื่อ “โภควดี” และ “หิรัญญวดี” ซึ่งอยู่ในแคว้นบาดาล
ตามตำนานเล่าว่าพญาอนันตนาคราชเคยอวตารลงมายังโลกมนุษย์สองครั้ง คือครั้งหนึ่งตามมหากาพย์รามเกียรติ์ที่พระนารายณ์ทรงอวตารลงมาเป็นพระราม พญาอนันตนาคราชก็ได้อวตารมาเป็นพระลักษณ์พระอนุชาคู่ใจที่ได้ช่วยพระเชษฐาในการสู้รบกับทศกัณฐ์ อีกครั้งหนึ่งนั้นตามมหากาพย์มหาภารตะที่พระนารายณ์ได้อวตารลงมาเป็นพระกฤษณะ พญาอนันตนาคราชก็ได้อวตารมาเป็นพระพลรามพระเชษฐาของพระกฤษณะ และจากตำนานเรื่องเล่าดังกล่าวนี้ นำมาซึ่งแรงบันดาลใจในการรังสรรค์งานประติมากรรมที่มีองค์พญานาคและพญาอนันตนาคราชในหลายผลงานของ Artmulet ทั้งนี้เพื่อฝากไว้เป็นสมบัติอันล้ำค่าของคนไทยสืบไป


