xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

วิวัฒนาการระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญของสวีเดน (87): ระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรครั้งแรกของสวีเดน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


Andrew Von Hopken
คนแคระบนบ่ายักษ์
ไชยันต์ ไชยพร

 คณะเจ้าชุดที่สอง (the Second Hovpartiet) : กำเนิด ค.ศ. 1751 

จากแรงกระตุ้นผลักดันของ Louisa Ulrika และการสนับสนุนจากคณะเจ้า Adolf Frederick ทรงกล้าที่จะขัดแย้งและต่อต้านกับพวก the Hats ในที่ประชุมสภาบริหารเกือบทุกครั้งที่มีการประชุม ทำให้ Tessin ในฐานะที่เป็นประธานสภาบริหารพยายามที่จะหาทางไกล่เกลี่ยประนีประนอมและยุติความขัดแย้ง แต่ไม่เป็นผล

และจากการที่เขาตระหนักดีว่า ตัวเขาเองเป็นผู้ที่เคยเสนอ Adolf Fredrick และ Louisa Ulrika ว่าจะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อขยายพระราชอำนาจ เขาจึงได้ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งประธานสภาบริหารในปี ค.ศ. 1752 ในขณะที่เขามีอายุได้ 57 ปี เพื่อยุติปัญหาระหว่าง the Hats กับสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งกล่าวไม่ได้ชัดเจนแน่นอนว่า การลาออกดังกล่าวเป็นกุศโลบายของพรรค หรือเป็นความสมัครใจของ Tessin ที่จะหาทางรักษาความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับพรรคของตน

อย่างไรก็ตาม จากการที่ the Hats ยังครองอำนาจในสภาฐานันดรอย่างเบ็ดเสร็จ ทำให้ที่ประชุมสภาฐานันดรลงมติแต่งตั้งคนของ the Hats เป็นประธานสภาบริหารต่อจาก Tessin ได้อยู่ดี และบุคคลผู้นั้นคือ  Andrew Von Hopken ผู้ก้าวสู่ตำแหน่งประธานสภาบริหารด้วยวัย 40 ปี ทำให้ A.J. von Hopken อยู่ในสถานะหนึ่งในผู้นำผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในพรรค the Hats และนับว่าเป็นประธานสภาบริหารที่มีอายุน้อยที่สุดในยุคแห่งเสรีภาพ
A.J. Hopken (1712-1789) เป็นบุตรของ Daniel Von Hopken และผู้วิจัยได้กล่าวถึงบทบาทของ Daniel Von Hopken ไว้ว่า เขาเป็นหนึ่งในผู้ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อ Horn อย่างรุนแรงและเป็นผู้ร่วมก่อตั้งพรรค the Hats กับ Carl Gyllenborg Hopken ผู้พ่อเป็นหนึ่งในกลุ่ม Holstein ที่รวมตั้งกันขึ้นในปี ค.ศ. 1723 ที่เป็น  พวก “legitimists”  ไม่เห็นด้วยกับการแต่งตั้ง Frederick I เป็นพระมหากษัตริย์สวีเดน แต่สนับสนุนให้ Charles Frederick ให้เป็นผู้สืบราชสันตติวงศ์สวีเดน

และต่อมาเขาได้มาร่วมก่อตั้งกลุ่ม the Hats ในปี ค.ศ. 1734 และในการเคลื่อนไหวต่อต้านฝ่าย Horn เขาและ Carl Gylllenborg ได้หันไปยกย่องสนับสนุนFrederick I และเมื่อ the Hats ขึ้นสู่อำนาจในปี ค.ศ. 1738 A.J. von Hopken ได้รับแต่งตั้งให้เป็นหนึ่งคณะกรรมาธิการลับในสภาฐานันดร และในช่วงระหว่างที่รัฐบาล the Hats ทำสงครามกับรัสเซียในฟินแลนด์ระหว่าง ค.ศ. 1741-1742 เขาได้เป็นหนึ่งในสองของตัวแทนจากสวีเดนให้ไปเจรจาสันติภาพกับรัสเซีย

ในปี ค.ศ. 1746 ในขณะที่ Tessin เริ่มมีความคิดที่จะหาทางประนีประนอมทางการเมืองและยุติการเมืองแบบฝักฝ่ายที่เป็นคู่ขัดแย้งรุนแรง (deeply conflicted partisan politics) แต่ Anders Johan von Hopken ได้รวมตัวกับ  Claes Ekeblad ตั้งกลุ่ม “สายแข็ง” ในพรรค the Hast ที่จุดยืนไม่ประนีประนอมและต้องการชัยชนะแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเหนือ the Caps ทำให้เขาเริ่มมีสถานะเป็นสมาชิกระดับแกนนำของพรรค

ต่อมาในปี ค.ศ. 1747 แถลงการณ์  “คำประกาศแห่งชาติ”  ของเขาในที่ประชุมสภาฐานันดรได้รับการตอบรับจากทุกฝากฝ่ายในสภาฐานันดร รวมทั้งฝ่าย the Caps ด้วย อีกทั้งยังมีอิทธิพลในการสร้างกระแสรักชาติต่อประชาชนทั่วไปด้วย และในปี ค.ศ. 1750 สมาชิกรุ่นใหม่วัย 30 ปีของพรรค Carl Fredrik Pechlin ได้ต่อสู้เพื่อต้องการให้พรรคแต่งตั้งเขาในตำแหน่งผู้จัดการพรรคและคุมการจ่ายเงินของพรรค แต่ A.J. von Hopken และเสียงส่วนใหญ่ในพรรคสามารถสยบการท้าทายจาก Pechlin ได้
หลังจากที่ Tessin ลาออกแล้ว สภาฐานันดรภายใต้ the Hats ได้ใช้การลาออกของเขาในการไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่าง Adolf Frederick กับสภาบริหาร ขณะเดียวกัน สภาฐานันดรก็ไม่ได้จะประนีประนอมเสียทีเดียว แต่ได้กราบบังคมทูลกำชับและเตือนต่อ Adolf Frederick ให้ทรงตระหนักถึงคำสัตย์ปฏิญาณในพิธีบรมราชาภิเษกที่จะทรงเคารพและอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1720 และข้อจำกัดและขอบเขตของพระราชสิทธิ์และพระราชอำนาจในที่ประชุมสภาบริหารที่พระองค์จะต้องทรงเคารพเสียงข้างมากอย่างที่พระมหากษัตริย์พระองค์ก่อน Fredrick I ทรงต้องปฏิบัติตามมาตลอดรัชสมัยของพระองค์

 ความขัดแย้งเห็นต่างต่อสัมพันธภาพทางอำนาจระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์ สภาบริหารและสภาฐานันดรในรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1720 

แต่กระนั้น ความขัดแย้งตึงเครียดในความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับฝ่าย the Hats ก็ยังคงดำเนินต่อไปภายใต้อิทธิพลของ Louisa Ulrika และการสนับสนุนจากคณะเจ้าที่ต้องการขยายพระราชอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์

และจากความพยายามที่จะรักษาสถานะพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในการประชุมสภาบริหารของ Adolf Frederick ทำให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงระหว่างพระมหากษัตริย์กับสภาบริหาร โดยในที่ประชุมสภาบริหาร Adolf Fredrick ไม่ทรงยินยอมต่อเสียงข้างมากในที่ประชุมสภาบริหาร ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงอย่างยิ่งอยู่บ่อยครั้งตั้งแต่ ค.ศ. 1751-1752 และต่อเนื่องมาถึง ค.ศ. 1756

นอกจากความขัดแย้งอันเกิดจากการที่ the Hats ไม่ปฏิบัติตามสัญญาที่จะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อขยายพระราชอำนาจแล้ว สาเหตุสำคัญที่เป็นชนวนของความขัดแย้งรุนแรงอันแรกระหว่างฝ่ายสถาบันพระมหากษัตริย์กับฝ่าย the Hats คือ ประเด็นการแต่งตั้งบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งสำคัญในกองทัพและข้าราชการพลเรือนที่เริ่มเกิดขึ้นทันทีตั้งแต่ Adolf Fredrik เสด็จขึ้นครองราชย์ในปี ค.ศ. 1751 รวมทั้งการเห็นต่างในการตีความมาตรา 40 ในรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1720

 ตำแหน่งนายทหารผู้คุมกองกำลังในฐานะที่เป็นปัจจัยสำคัญของอำนาจทางการเมือง 

ในกระบวนการการแต่งตั้งข้าราชการทหาร นายพันของกองพันที่มีตำแหน่งว่างลงจะเสนอบัญชีรายชื่อจำนวนสามรายชื่อ และพระมหากษัตริย์จะทรงเลือกตามอัธยาศัยจากสามรายชื่อนั้น ซึ่งการควบคุมการแต่งตั้งตำแหน่งดังกล่าวนี้ถือเป็นดัชนีชี้ว่าศูนย์กลางอำนาจของรัฐอยู่ที่ผู้ใดหรือองค์กรส่วนใดของรัฐ

และแม้ว่าผู้ร่างกฎบัตรการขึ้นครองราชย์ของ Frederick I ได้ตระหนักถึงความสำคัญดังกล่าวนี้ ดังที่ปรากฏข้อความว่า  “และในฐานะที่เป็นอำนาจและอำนาจอันชอบธรรมอันไม่จำกัดในการแต่งตั้งตำแหน่งต่างๆที่ประจักษ์แก่มหาชนว่าจะเป็นหนทางที่จะนำไปสู่อำนาจอธิปไตยหรืออำนาจสูงสุด...”

เพราะอย่างที่กล่าวไปแล้วข้างต้นว่า คำว่าอำนาจอธิปไตยหรืออำนาจสูงสุดมีความหมายในแง่ลบในบริบทการเมืองในยุคแห่งเสรีภาพ ดังนั้น บทบัญญัติฯ ค.ศ. 1719 และรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1720 จึงได้มีการบัญญัติในหมวดนี้ด้วยความระมัดระวังต่อปัญหาดังกล่าวนี้ แต่กระนั้นก็ตาม ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่จะตัดสินว่าใครคือผู้มีอำนาจดังกล่าว เพราะในรัฐธรรมนูญดังกล่าว ได้มีการกำหนดให้มีการแบ่งอำนาจอย่างค่อนข้างกว้างขวาง ยิ่งกว่านั้น

กล่าวได้ว่า รัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1720 ได้ปล่อยให้เกิด  “พื้นที่สีเทา”  นั่นคือ หากสถานการณ์เอื้ออำนวย พระมหากษัตริย์ก็อาจจะทรงใช้พระราชอำนาจของพระองค์ได้ นั่นคือ พระองค์จะทรงสามารถเลือกรายชื่ออื่นนอกบัญชีรายชื่อที่เสนอขึ้นมา และในรัชสมัยของ Frederick I จะพบว่า ในบางครั้ง พระองค์ได้ทรงใช้พระราชอำนาจจาก “พื้นที่สีเทา” ในรัฐธรรมนูญในการแต่งตั้งนายทหารได้ แม้ว่าจะมีการท้วงติงจากสภาบริหารก็ตาม แต่ Adolf Frederick ไม่ได้ทรงใช้พระราชอำนาจในเรื่องดังกล่าวอย่าง “บางครั้ง” แต่พระองค์ยืนยันที่จะทรงใช้ “ทุกครั้ง” โดยทรงอ้างว่าเป็นพระราชสิทธิ์ของพระองค์ และจากสถานการณ์ทางการเมือง

หลัง ค.ศ. 1752 ที่มีการแบ่งระหว่าง  “กลุ่มผู้จงรักภักดี” และ “กลุ่มผู้รักปิตุภูมิ” ทำให้สภาบริหารต้องปฏิเสธการอ้างพระราชสิทธิ์ดังกล่าว เพราะภายใต้การเมืองแบบแบ่งฝักฝ่าย ที่ขณะนั้น เป็นการแบ่งแยกขัดแย้งระหว่างฝ่ายคณะเจ้ากับฝ่าย the Hats แทนการความขัดแย้งระหว่าง the Caps กับ the Hats หากสภาบริหารปล่อยให้การแต่งตั้งตำแหน่งสำคัญของนายทหารที่คุมกองกำลังทุกครั้งที่มีการแต่งตั้งอยู่ในมือของ Adolf Frederick ก็เท่ากับเป็นการเพิ่มโอกาสและช่องทางที่จะทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์พัฒนาไปสู่การมีอำนาจสูงสุดในรัฐ

ตอนต่อไปจะได้กล่าวถึง “พื้นที่สีเทา” : ความไม่ชัดเจนในอำนาจการแต่งตั้งข้าราชการในรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1720