ในความเป็นไป
วรศักดิ์ มหัทธโนบล
กำเนิดนอมินี (ต่อ)
แต่ไม่ว่าจะอย่างไร การกล่าวอ้างความชอบธรรมหรือชอบด้วยกฎหมายของชาวจีนนั้น จะเป็นประเด็นที่งานศึกษานี้จะได้กล่าวถึงต่อไปข้างหน้า แต่ที่ยกมาให้เห็นในที่นี้ก็เพื่อจะชี้ว่า นิยามของนอมินีได้ถูกทำให้มีความหมายในเชิงลบไปแล้ว โดยการสมรู้ร่วมคิดระหว่างนายทุนจีนกับคนไทยบางคน
ถึงตรงนี้ก็ต้องย้อนกลับไปดูพัฒนาการของนอมินีต่อไปว่า ก่อนที่ชาวจีนจะรู้จักใช้นอมินีให้มาทำอะไรแทนตนอย่างผิด ๆ นั้น แรกเริ่มเดิมทีชาวจีนพวกนี้คือใคร คิดอะไร และทำอะไร ก่อนที่จะถือกำเงินทุนมาลงที่ไทยจนเกิดนอมินีขึ้นมา
เกี่ยวกับประเด็นนี้จะว่าไปแล้วมันเกิดขึ้นง่ายแบบง่าย ๆ ที่ว่า ในช่วงทศวรรษ 2000 ชาวจีนเริ่มมีฐานะดีขึ้นเรื่อย ๆ จนมีเงินทุนหลายก้อนหนึ่งอยู่ในมือ แต่จะมีก้อนหนึ่งที่ค่อนข้างอิสระที่จะนำมาลงทุนต่อยอดธุรกิจอะไรก็ได้ ในขณะที่ยังมีเงินทุนก้อนอื่น ๆ ถูกกันเอาไว้สำหรับกิจการอื่นที่วางแผนไว้แล้ว
พูดง่าย ๆ คือ ชาวจีนมีการวางแผนการใช้เงินมาดีแล้ว เพียงแต่เงินก้อนที่ว่านั้นยังคิดไม่ออกว่าจะนำมาทำอะไร
และด้วยเงื่อนปัจจัยสองสามประการดังต่อไปนี้ชาวจีนจึงได้นำเงินก้อนนั้นมาลงทุนในไทย ปัจจัยประการแรกคือ ชาวจีนกลุ่มนี้เป็นชาวจีนรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจในจีน ซึ่งไม่จำเป็นว่าจะต้องสำเร็จเป็นมหาเศรษฐีระดับชาติ เพียงแค่ระดับชุมชนที่ตนสังกัดก็ถือว่าใช้ได้แล้ว ชาวจีนเหล่านี้จึงมีความกระตือรือร้นอยู่เสมอ เรียกอย่างไทยก็คือ ไฟแรง
ในประการต่อมา มีบางกลุ่มของชาวจีนกลุ่มนี้ที่เอือมระอากับการแข่งขันในจีน จึงหาโอกาสที่จะลงทุนในต่างแดนเพื่อหลีกหนีการแข่งขันภายในประเทศ และประการสุดท้าย ในช่วงดังกล่าวทางการจีนได้รณรงค์ให้ชาวจีนออกไปลงทุนยังต่างประเทศบ้าง จะเป็นการร่วมทุนกับกลุ่มทุนท้องถิ่นหรือลงทุนแต่เพียงฝ่ายเดียวโดยตรงก็ได้
ในประการหลังนี้จะว่าไปแล้ว ทางการจีนรณรงค์ในเชิงส่งเสริมให้ชาวจีนได้มีประสบการณ์ธุรกิจใหม่ ๆ ที่ต่างแดน ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องที่ดีและปกติ เพราะชาติตะวันตกหรือชาติอื่น ๆ ต่างทำเช่นนี้มานานแล้ว ที่สำคัญ การลงทุนยังต่างแดนบางทีก็นำเอาทรัพยากรใหม่ ๆ ติดมาด้วย แต่ลึกลงไปแล้วทางการจีนจะมีอะไรแอบแฝงในการรณรงค์ดังกล่าวหรือไม่คงตอบได้ยาก แต่ที่ตั้งข้อสังเกตเชิงคำถามเช่นนี้เป็นเพราะพฤติกรรมของชาวจีนในต่างแดนชวนให้คิด พฤติกรรมที่ว่าก็เช่นปัญหานอมินีที่งานศึกษานี้กำลังกล่าวถึงนั้นเอง
จากเงื่อนปัจจัยข้างต้น ทุนจีนจึงค่อย ๆ พากันเดินทางออกนอกประเทศเพื่อไปลงทุนยังประเทศต่าง ๆ การลงทุนดังกล่าวมีทั้งที่ประสบความสำเร็จและความล้มเหลว มีทั้งที่เดินทางไปกลับระหว่างต่างแดนกับประเทศจีน และมีทั้งที่ตั้งรกรากอยู่ที่ต่างแดนจนกลายเป็นชาวจีนอพยพใหม่
และแล้วทุนจีนตามเงื่อนปัจจัยดังกล่าวกลุ่มหนึ่งก็มาลงที่ไทย
แต่เงื่อนปัจจัยดังกล่าวเป็นเงื่อนปัจจัยที่เกิดในจีน พอมาถึงไทยก็พบกับเงื่อนปัจจัยของไทย โดยเงื่อนปัจจัยของไทยนี้มีบางเรื่องที่เปิดช่องให้ชาวจีนบางคนฉวยโอกาสใช้ไปในทางที่ผิด และหนึ่งในนั้นก็คือ การว่าจ้างให้คนไทยเป็นนอมินีในลักษณะต่าง ๆ
กล่าวกันว่า ชาวจีนที่ไปลงทุนยังต่างแดนนั้น ก่อนไปก็ได้ศึกษามาแล้วว่ามีปัจจัยอะไรที่เอื้อและไม่เอื้อต่อการลงทุนของตน กล่าวอีกอย่าง ก่อนจะมาลงทุนในไทยใช่ว่าชาวจีนเหล่านี้จะไม่รู้ว่าอะไรควรทำหรือไม่ควรทำ
ดังนั้น อะไรที่รู้ว่าไม่ควรทำแต่ยังทำก็แสดงว่า จงใจทำ แล้วปัญหานอมินีก็เกิดขึ้นด้วยเหตุนี้
โดยนับจากทศวรรษ 2000 เรื่อยมา นอมินีได้เกิดและเติบโตขึ้นมาอย่างช้า ๆ จากนั้นก็ขยายตัวออกไปครอบคลุมธุรกิจหลายประเภทในไทย เรียกได้ว่า อะไรที่เป็นช่องทางให้ทุนจีนบุกเข้าไปได้ ทุนจีนเป็นบุกทันที จนนอมินีกลายเป็นเรื่องรับรู้กันทั่วไปเป็นปกติ ทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย
นานานอมินีของทุนจีนในไทย
เมื่อนอมินีได้เกิดขึ้นกับธุรกิจหนึ่งและประสบความสำเร็จแล้ว นอมินีก็ขยายบทบาทหน้าที่ของตนออกไปในลักษณะที่เรียกได้ว่า สยายปีก แม้จะไม่รู้ว่า นอมินีเริ่มแรกนั้นคือนอมินีในธุรกิจใด แต่อาจประมาณการได้ว่าคงเกิดขึ้นกับแต่ละธุรกิจในเวลาไล่เลี่ยกัน (หากไม่ใช่พร้อมกัน)
แต่ที่น่าจะเป็นไปได้คือ นอมินีในระยะเริ่มแรกนั้น ยังมิใช่นอมินีทางการค้าการลงทุนซึ่งเป็นเรื่องของธุรกิจโดยตรง หากแต่เป็นเรื่องของที่พักอาศัยที่เป็น “บ้าน”
ที่ต้องระบุเป็นบ้านก็เพราะว่า บ้าน (พร้อมที่ดิน) ในไทยจะไม่อนุญาตให้ชาวต่างชาติถือครองได้โดยปกติ หาไม่แล้วต่างชาติที่ทุนหนาก็จะยึดครองที่ดินของประเทศไทยไปเป็นของตน จะไม่ต่างกับการยึดครองอาณานิคมหรือเมืองขึ้นของชาติตะวันตกในอดีต ดังนั้น หากชาวต่างชาติคนใดมีบ้านอยู่ในไทยก็แสดงว่า ต่างชาติคนนั้นอาจมีสามีหรือภรรยาเป็นคนไทย พ้นไปจากนี้แล้วหากยังได้ถือครองก็แสดงว่ามีเงื่อนงำ
จากเหตุนี้ กฎหมายไทยจึงอนุญาตให้คนต่างชาติถือครองที่พักอาศัยได้ก็แต่ห้องชุด หรือที่เรียกกันว่า “คอนโดมิเนียม” เท่านั้น
ที่อนุญาตให้ถือครองห้องชุดได้ก็เพราะว่า ห้องชุด (พร้อมที่ดิน) นอกจาก “ห้อง” ที่บุคคลอาศัยอยู่ในฐานะ “เจ้าของ” แล้ว ที่เหลือนอกนั้นถือเป็นการถือครองร่วมกับผู้อาศัยคนอื่นในอาคารเดียวกัน ในแง่นี้จะทำให้บุคคลนั้นมิอาจทำอะไรได้อิสระในส่วนที่มิใช่ห้องของตน และอะไรที่ทำได้หรือทำไม่ได้ก็ต้องขึ้นต่อกฎหมายหรือนิติบุคคลของอาคารห้องชุดดังกล่าว ว่าอนุญาตหรือไม่อีกด้วย
จะเห็นได้ว่า แม้คนที่อาศัยอยู่ในห้องชุดจะเป็นเจ้าของที่ดินที่อาคารของตนตั้งอยู่ก็ตาม แต่ก็เป็นเจ้าของ “ร่วม” กับทุกคนที่อาศัยอยู่ในอาคารเดียวกัน เช่นนี้แล้วบุคคลนั้นจึงมิอาจทำอะไรบน “ที่ดิน” ซึ่งอาคารของตนตั้งอยู่ได้โดยเสรี
ที่สำคัญ กฎหมายอนุญาตให้คนต่างชาติถือครองห้องชุดดังกล่าวได้ไม่เกินร้อยละ 49 ที่เหลืออีกร้อยละ 51 คือการถือครองของคนไทย กฎหมายข้อนี้จึงยิ่งผูกมัดหรือจำกัดการกระทำของคนต่างชาติที่เป็นเจ้าของห้องชุดมากขึ้น
การที่กฎหมายสร้างข้อจำกัดให้แก่คนต่างชาติดังกล่าวนับว่ามีเหตุผลในเชิงธุรกิจ และการรักษาผลประโยชน์ของชาติ ซึ่งปัจจุบันหลายชาติที่มีกฎหมายในลักษณะนี้
แต่จนแล้วจนรอดก็ยังมิวายเกิดปัญหาขึ้นมาจนได้เมื่อได้ปรากฏว่า มีคนไทยบางคนบางกลุ่มไปเป็นนอมินีให้คนต่างชาติถือครองห้องชุดจนเกินร้อยละ 49
ประเด็นปัญหาดังกล่าวเราจะได้กล่าวถึงต่อไปในรายละเอียด ในเบื้องต้นนี้จะยังคงอยู่ในประเด็นการถือครองบ้านพักอาศัยที่มิใช่ห้องชุด ซึ่งได้กล่าวไปแล้วว่า น่าจะเป็นเบาะแสแรก ๆ ของการเกิดนอมินีในไทย ในขณะที่ปัญหาห้องชุดดังกล่าวเป็นเรื่องที่มาทีหลัง
และบ้านพักอาศัยนี้หมายถึงบ้านที่เป็นห้องแถวและบ้านเดี่ยว โดยบ้านที่เป็นห้องแถวคือบ้านที่เรียกกันอย่างลำลองว่า ทาวน์เฮ้าส์


