xs
xsm
sm
md
lg

ความหวัง: จากอารมณ์สู่เครื่องมือทางปัญญาและการเมือง / Phichai Ratnatilaka Na Bhuket

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วยสส.พรรค แถลงข่าวกรณียื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพิ่มเติมหมวด 15/1 ที่ห้องแถลงข่าว อาคารรัฐสภา
"ปัญญาพลวัตร"
"ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต"

 ในประวัติศาสตร์ความคิดของมนุษย์ น้อยครั้งนักที่ปรัชญาจะกล้าหันหลังให้อดีตอย่างเด็ดขาด แล้วหันหน้าเข้าหาสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น ปรัชญากระแสหลักเกือบทั้งหมด ตั้งแต่ยุคกรีกโบราณจนถึงต้นศตวรรษที่ยี่สิบ ล้วนวางตำแหน่งของตนเองในมุมของผู้ที่มองย้อนกลับ ผู้ที่ตีความสิ่งที่ผ่านพ้น ผู้ที่ตกตะกอนเหตุการณ์เมื่อฝุ่นได้สงบลงแล้ว เฮเกล (Hegel) เคยเปรียบเปรยอย่างคลาสสิกว่านกฮูกแห่งมิเนอร์วาจะกางปีกบินก็ต่อเมื่อพลบค่ำมาถึง หมายถึงว่า ความรู้ทางปรัชญาเป็นเพียงการเก็บภาพของยุคสมัยหลังจากที่ยุคสมัยนั้นได้ดำเนินไปจนสุดเส้นทางแล้ว


กลางศตวรรษที่ยี่สิบ ปรัชญาแห่งความหวังของออร์เนสต์ บลอค (Ernst Bloch, ๑๘๘๕–๑๙๗๗) ปรากฏขึ้นในฐานะการลุกขึ้นต่อต้านธรรมเนียมเก่านี้อย่างเงียบ ๆ แต่ลึกซึ้ง บลอคเขียนงานชิ้นใหญ่ของเขาในช่วงลี้ภัยที่สหรัฐอเมริการะหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ในเงาของลัทธิฟาสซิสต์ที่กลืนทวีปยุโรป ในห้วงที่ความหวังดูเป็นสิ่งฟุ่มเฟือยที่สุดสำหรับมนุษย์ในยุคของห้องรมแก๊สและค่ายกักกัน เขาเลือกเขียนหนังสือที่อุทิศให้กับสิ่งที่หลายคนคิดว่าไร้สาระที่สุดในเวลานั้น นั่นคือเรื่องราวเกี่ยวกับ “ความหวัง” และเปลี่ยนมันจากอารมณ์ส่วนตัวให้กลายเป็นเครื่องมือทางปัญญาและการเมืองที่ทรงพลัง

บทความนี้พยายามอ่านความคิดของบลอคในฐานะปรัชญาที่ยังร่วมสมัย และทดลองนำมันมาทาบกับใบหน้าของการเมืองไทยร่วมสมัย สังคมที่ผู้คนจำนวนมากดูเหมือนจะหมดสิ้นความหวังเชิงโครงสร้างไปแล้ว และอีกหลายส่วนหลงทิศไปกับความหวังแบบฉาบฉวยที่ไม่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงใด คำถามที่ลอยอยู่เหนือทุกหน้าของบทความคือ ในเศษซากของระบบเก่า มีเมล็ดพันธุ์อะไรของสังคมใหม่ที่กำลังรอผู้ที่จะมองเห็นและบ่มเพาะ?

๑. เกินกว่านกฮูกแห่งมิเนอร์วา: หันหน้าให้กับ “สิ่งที่ยังไม่เป็น”

ข้อท้าทายแรกของบลอคต่อปรัชญากระแสหลักคือคำถามอันเรียบง่ายแต่รุนแรงว่า ทำไมปรัชญาจึงสนใจแต่ “สิ่งที่เป็นอยู่” (The What Is) เท่านั้น? เหตุใดความรู้จึงต้องผูกพันกับอดีตและปัจจุบัน แต่ทอดทิ้งอนาคตให้เป็นเรื่องของนักพยากรณ์ นักการเมือง หรือคนเพ้อฝัน? บลอคเสนอว่า แท้จริงแล้วโครงสร้างพื้นฐานของการดำรงอยู่ของมนุษย์มิได้ยึดติดอยู่กับสิ่งที่เป็น หากยึดติดอยู่กับ “สิ่งที่ยังไม่เป็น” (The Not-Yet-Being) อย่างต่อเนื่อง

มนุษย์ไม่ได้อยู่กับโลกเฉพาะในห้วงเวลาปัจจุบัน เขามองไปยังพรุ่งนี้ คาดหวังกับเดือนหน้า วางแผนกับปีถัดไป จินตนาการถึงโลกที่ดีกว่าในรุ่นลูกหลาน แม้แต่ในการกระทำเล็ก ๆ ที่สุดเช่นการใส่ปุ๋ยให้ต้นไม้ การส่งลูกเข้าโรงเรียน การออมเงินไว้ใต้ฟูกที่นอน ล้วนเป็นการกระทำที่อ้างอิงถึงสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นทั้งสิ้น สำหรับบลอค จิตสำนึกของมนุษย์ไม่ใช่อะไรอื่นนอกจาก “จิตสำนึกที่คาดล่วงหน้า” (anticipatory consciousness) ความฝัน ตำนาน เทพปกรณัม ศิลปะ ศาสนา และอุดมการณ์ทางการเมือง ล้วนเป็นรูปแบบต่าง ๆ ที่จิตของมนุษย์ใช้สำรวจอาณาเขตของสิ่งที่ยังไม่มาถึง

เมื่อมองในแง่นี้ ปรัชญาที่จำกัดตัวเองอยู่กับการตีความอดีตจึงเป็นปรัชญาที่ตัดแขนตัดขาตัวเอง มันสละสนามที่สำคัญที่สุดของชีวิตมนุษย์ สนามของการสร้างอนาคต ให้กับผู้อื่น ผลคืออะไร? คือสภาวะ “วิกฤตของการนำในทางความคิด” เมื่อผู้คนเผชิญปัญหาในปัจจุบัน พวกเขาไม่มีกรอบทางปัญญาให้ใช้จินตนาการถึงทางออก กรอบที่หลงเหลือคือกรอบของระบบเก่า ซึ่งก็แตกร้าวแล้วและไม่สามารถบรรจุปรารถนาของผู้คนได้อีก

สังคมไทยร่วมสมัยมีลักษณะของวิกฤตเช่นนี้อย่างเด่นชัด เราพูดถึงปัญหามากมาย ความเหลื่อมล้ำ ระบบราชการที่อืดอาด การศึกษาที่ล้าหลัง การเมืองที่ผูกขาดโดยบ้านใหญ่ เศรษฐกิจที่โตต่ำกว่าศักยภาพ แต่เราพูดถึงปัญหาเหล่านี้ในภาษาของอดีตเสมอ ราวกับว่าเราต้องรอให้ฝุ่นสงบก่อนจึงจะเริ่มคิด และเมื่อฝุ่นไม่เคยสงบ เราจึงไม่เคยเริ่ม

วาทกรรมว่าด้วย “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” “ปรองดอง” “พักการเมืองไว้ก่อน” ล้วนเป็นภาษาของนกฮูกแห่งมิเนอร์วาที่บินวนรอบซากของความขัดแย้ง โดยไม่ยอมมองไปยังอนาคตที่ยังไม่ได้เขียน

ปรัชญาที่จำกัดตัวเองอยู่กับ ‘สิ่งที่เป็น’ คือปรัชญาที่ปล่อยให้อนาคตของมนุษย์ตกอยู่ในมือของผู้ที่กล้าจินตนาการมากที่สุด ซึ่งบ่อยครั้งคือผู้ที่จินตนาการในทิศทางที่ผิด

๒. ความหวังที่มีการศึกษา กับการมองโลกในแง่ดีแบบใสซื่อ

บลอคย่อมรู้ดีว่าข้อเสนอของเขามีความเสี่ยงจะถูกเข้าใจผิดในทันที หลายคนคงคิดว่าเขากำลังเสนอนิยายขายฝัน เป็นนักเทศน์ของการมองโลกในแง่ดีที่ปลอบใจคนทุกข์ด้วยคำว่า “พรุ่งนี้จะดีขึ้น” ทั้งที่ในความเป็นจริงไม่มีเงื่อนไขใดสนับสนุนคำกล่าวนั้น เขาจึงแยกความหวังออกเป็นสองชนิดอย่างชัดเจน
ความหวังชนิดแรก คือ การมองโลกในแง่ดีแบบใสซื่อ (wishful thinking / naïve optimism) เป็นความหวังที่ไร้รากฐาน เป็นการนั่งรอปาฏิหาริย์ เป็นการปลอบใจตัวเองว่าโชคชะตาจะพลิกผันมาเข้าข้างเรา บลอคมองว่าความหวังประเภทนี้มิใช่เพียงเป็นเรื่องไร้สาระ หากยังเป็นอันตราย เพราะมันทำให้มนุษย์สยบยอมต่อระบบที่กดทับเขา ความหวังแบบนี้เป็นแค่ฝิ่นชนิดหนึ่ง ที่ทำให้คนเจ็บปวดน้อยลงในช่วงสั้น ๆ แต่ตัวโรคทำงานต่อไปได้อย่างเงียบเชียบ

ความหวังชนิดที่สองคือสิ่งที่บลอคเรียกในภาษาละตินว่า Docta Spes แปลตรงตัวคือ “ความหวังที่มีการศึกษา” หรือ “ความหวังที่ติดอาวุธทางปัญญา” มันคือความหวังที่เกิดขึ้นหลังจากการวิเคราะห์โครงสร้างสังคมอย่างทะลุปรุโปร่งแล้ว เป็นความหวังที่รู้ดีว่าอะไรคือข้อจำกัดของสังคม อะไรคือพลังที่กำลังขัดแย้งกัน และอะไรคือความเป็นไปได้ที่ซ่อนอยู่ในความขัดแย้งนั้น

ความแตกต่างระหว่างสองสิ่งนี้ลึกซึ้งกว่าที่เห็นในแวบแรก การมองโลกในแง่ดีแบบใสซื่อปิดตาตัวเองต่อความจริงเพื่อเชื่อในอนาคต ขณะที่ความหวังที่มีการศึกษาเปิดตาตัวเองให้กว้างที่สุดเพื่อให้เห็นทั้งความเลวร้ายของปัจจุบันและศักยภาพของอนาคตในเวลาเดียวกัน คนแบบแรกพูดว่า “ทุกอย่างจะดีเอง” คนแบบหลังพูดว่า “สิ่งต่าง ๆ จะเลวร้ายมากต่อไป และในความเลวร้ายนั้นเองมีเงื่อนไขของการเปลี่ยนแปลง หากเรามีปัญญาพอจะเห็นและกล้าหาญพอจะลงมือ”

ในการเมืองไทย เราจะสังเกตเห็นว่าวงสนทนาเกือบทั้งหมดวนเวียนอยู่ระหว่างสองขั้ว ขั้วของการสิ้นหวังอย่างถึงราก (ระบบนี้แก้ไม่ได้แล้ว) และขั้วของการมองโลกในแง่ดีแบบใสซื่อ (อย่ายอมแพ้ ทุกอย่างจะดีขึ้น) ทั้งสองขั้วล้วนเป็นด้านตรงข้ามของเหรียญเดียวกัน เพราะทั้งสองล้วนปฏิเสธความรับผิดชอบในการวิเคราะห์เงื่อนไขที่แท้จริง คนกลุ่มแรกหนีจากเงื่อนไขด้วยการประกาศว่าทุกอย่างจบสิ้น คนกลุ่มที่สองหนีจากเงื่อนไขด้วยการประกาศว่าทุกอย่างจะคลี่คลายโดยอัตโนมัติ บลอคยืนยันต่อเราว่า ทั้งสองทางคือทางที่จะนำไปสู่ความพ่ายแพ้ ทางเดียวที่เปิดอยู่คือทางสายกลางที่แคบและยาก

นั่นคือ การวิเคราะห์ความจริงอย่างเข้มงวดที่สุด พร้อมกับการรักษาความเชื่อในความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกันความหวังที่ไม่ผ่านการวิเคราะห์คือยาเสพติด ความวิเคราะห์ที่ไม่มีความหวังคือคำสั่งให้ยอมจำนน บลอคขอให้เรากล้าถือทั้งสองสิ่งไว้ในมือเดียวกัน
๓. เมล็ดพันธุ์ที่เป็นศักยภาพจริงในระบบที่กำลังจะตาย

หัวใจของปรัชญาบลอคอาจสรุปได้ในประโยคหนึ่ง นั่นคือ “โลกในขณะนี้บรรจุเมล็ดพันธุ์ของโลกที่ยังไม่ได้เกิดขึ้นไว้ในตัวเอง” ประโยคนี้ฟังดูเหมือนคำเทศน์ทางจิตวิญญาณ แต่หากอ่านในแบบของบลอคจะเห็นว่ามันคือข้อเสนอเชิงวัตถุนิยมเชิงประวัติศาสตร์ที่จริงจังที่สุด คือการอ่านความขัดแย้งภายในของระบบใด ๆ ในฐานะที่บรรจุตัวอ่อนของระบบใหม่อยู่ในตัว ตามแนวทางวิภาษวิธีที่ลึกซึ้งและละเอียดอ่อนขึ้น

เพื่อให้เห็นภาพ บลอคนิยมใช้อุปมาของดักแด้ ในสายตาธรรมดา ดักแด้คือสิ่งที่นิ่ง ไม่เคลื่อนไหว แทบไม่มีชีวิต หากเราเอามือสัมผัสจะรู้สึกถึงเปลือกแข็ง ๆ ของมัน หากเราคำนวณตามตรรกะของสิ่งที่เป็นอยู่ ดักแด้คือหนอนที่หยุดเคลื่อนไหวเท่านั้น แต่หากเราใช้แว่นตาของบลอค เราจะเห็นว่าภายในเปลือกที่ดูสงบนิ่งนั้น มี “ความเป็นไปได้ที่แท้จริง” (real potentiality) กำลังก่อตัว เป็นกระบวนการอันละเอียดที่จะให้ปีกของผีเสื้อ เป็นการแปรรูปอย่างถอนรากที่ผู้สังเกตจากภายนอกมองไม่เห็น

หน้าที่ของนักคิด นักเคลื่อนไหว และพลเมืองที่มีสำนึก จึงไม่ใช่เพียงการด่าทอเปลือกของดักแด้ ไม่ใช่การประกาศว่า “หนอนตัวนี้ตายแล้ว” ทั้งที่ภายในกำลังก่อตัวสู่สิ่งใหม่ และไม่ใช่การรอคอยอย่างเฉยเมยให้ผีเสื้อโผล่ออกมาเอง หน้าที่ที่แท้จริงคือการมองให้ทะลุเปลือก เพื่อระบุให้ได้ว่า “เมล็ดพันธุ์แห่งการเปลี่ยนแปลง” ชิ้นไหนในปัจจุบันที่สามารถบ่มเพาะให้กลายเป็นความจริงในอนาคตได้ ความสามารถในการมองเช่นนี้คือสิ่งที่บลอคเรียกว่า “วิสัยทัศน์เชิงอุดมคติ” (utopian vision) ซึ่งมิใช่การฝันลม ๆ แล้ง ๆ แต่เป็นการอ่านปัจจุบันให้ลึกถึงระดับที่เห็นว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้นในนั้น

 เมื่อหันมามองสังคมไทย คำถามจึงเปลี่ยนรูปไปทันที แทนที่จะถามว่า “ระบบนี้เลวร้ายเพียงใด” ซึ่งเป็นคำถามที่ไม่ก่อให้เกิดอะไรนอกจากการระบายอารมณ์ คำถามที่บลอคจะถามคือ “ในความเลวร้ายนี้ มีอะไรกำลังก่อตัวอยู่ใต้ผิว?” คำถามนี้บังคับให้เราเลิกเป็นผู้ชมและกลายเป็นผู้สังเกตที่ตั้งใจ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย สส.พรรคภูมิใจไทย ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต่อนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่อาคารรัฐสภา
เราอาจเริ่มลองมองหา เครือข่ายผู้ประกอบการสังคมรุ่นใหม่ที่ไม่เชื่อในตรรกะของทุนผูกขาดและพยายามสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนในระดับท้องถิ่นกำลังเป็นเมล็ดพันธุ์หรือไม่? องค์กรพลเมืองออนไลน์ที่รวมตัวกันได้รวดเร็วจากกรณีน้ำท่วม รถเมล์ขัดข้อง หรือภัยพิบัติอื่น ๆ แล้วสลายตัวไป แต่ทิ้งเครือข่ายไว้ใต้ผิว คือดักแด้แบบใหม่ของขบวนการพลเมืองหรือไม่? คนรุ่นใหม่ที่หันมาเรียนอาชีพช่างฝีมือ คอนเทนต์ครีเอเตอร์ เกษตรกรนวัตกรรม โดยปฏิเสธบันไดอาชีพแบบราชการและบรรษัทที่พ่อแม่เคยเดิน คือสัญญาณของการเปลี่ยนกระบวนทัศน์เรื่องคุณค่าของงานหรือไม่? การเคลื่อนไหวของคนรุ่น ๒๕๖๓–๖๔ ที่ดูเหมือนเงียบลงแล้ว แท้จริงแล้วฝังเครือข่ายความสัมพันธ์ ภาษา และความทรงจำร่วมไว้ในโครงสร้างระดับลึกของสังคมมากเพียงใด?

คำตอบของคำถามเหล่านี้ไม่ชัดเจน และอาจจะไม่ชัดเจนได้อีกหลายปี แต่นี่คือธรรมชาติของเมล็ดพันธุ์ มันไม่ประกาศตัวจนกว่าจะถึงเวลา หน้าที่ของผู้มีปัญญาคือการระบุ หล่อเลี้ยง ปกป้องมันจากดินเปรี้ยวของระบบเก่า โดยไม่ต้องรู้ผลลัพธ์สุดท้ายล่วงหน้า บลอคย้ำว่าความหวังต้องยอมรับความเสี่ยงเพราะมันเป็นการลงทุนทางปัญญาและทางการเมืองในสิ่งที่ยังไม่มีหลักประกัน ในทุกระบบที่กำลังจะตาย มีเมล็ดของระบบใหม่ซ่อนตัวอยู่เสมอ คำถามมิใช่ว่ามีหรือไม่ คำถามคือเรามีตาที่จะมองเห็นและมือที่จะบ่มเพาะหรือไม่

๔. ความหวังเชิงการปฏิบัติ

จุดที่บลอคแหวกออกจากปรัชญาตามขนบมากที่สุด คือการปฏิเสธไม่ให้ความหวังเป็นคำนามที่อยู่นิ่ง ๆ ไม่ใช่ของที่เก็บไว้บนหิ้ง ไม่ใช่อารมณ์ที่นั่งครุ่นคิดในห้องอ่านหนังสือ แต่เป็นคำกริยา เป็นการกระทำ เป็นวิถีแห่งการมีชีวิตอยู่ในสภาวะที่โลกยังไม่สมบูรณ์ ปรัชญาแห่งความหวังของบลอคจึงไม่ใช่ปรัชญาในความหมายแบบเดิม หากคือ “ศิลปะของการใช้ชีวิต” (art of living) ที่ผูกพันแน่นกับ “หน้าที่อุดมคติ” ในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคม

นักปรัชญาในอดีตเพียงแต่ตีความโลกในหลากหลายแบบ ขณะที่สิ่งสำคัญคือการเปลี่ยนแปลงโลก แต่การเปลี่ยนแปลงโลกเป็นไปไม่ได้หากปราศจากการคงไว้ซึ่งความหวัง เพราะการขับเคลื่อนทางการเมืองที่แท้จริงต้องอาศัยทั้งการวิเคราะห์ (ที่บอกเราว่าอะไรเป็นไปได้) และความศรัทธาเชิงเหตุผล (ที่ผลักดันให้เรากระทำในนามของสิ่งที่เป็นไปได้นั้น) หากปราศจากความหวัง คนจะอ่านการวิเคราะห์เพียงเพื่อยืนยันความสิ้นหวังของตน หากปราศจากการวิเคราะห์ ความหวังจะกลายเป็นความเพ้อฝัน

Hannah Arendt เคยเขียนว่าการกระทำทางการเมือง (action) คือสิ่งที่ทำให้มนุษย์เป็นมนุษย์อย่างเต็มที่ เพราะมันเปิดให้สิ่งใหม่เข้ามาในโลก แต่การกระทำดังกล่าวเป็นไปไม่ได้หากปราศจากสำนึกในความเริ่มต้นใหม่ของชีวิต ความคิดของอาเรนต์มาบรรจบกับบลอคในจุดนี้ ทั้งคู่เห็นว่าการเมืองที่แท้จริงเริ่มจากการปฏิเสธความเป็นนิรันดร์ของสภาพปัจจุบัน เริ่มจากการเชื่อว่ามีจุดเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ

ในการเมืองไทย ความท้าทายของแนวคิดนี้ชัดเจน เพราะวัฒนธรรมทางการเมืองของเราถูกหล่อหลอมโดยวงจรของการรัฐประหาร–รัฐธรรมนูญใหม่–เลือกตั้ง–วิกฤต–รัฐประหารใหม่ มาหลายทศวรรษ คนรุ่นที่อายุสี่สิบขึ้นไปได้เห็นวงจรนี้ซ้ำมามากพอจะตั้งสมมติฐานว่ามันคือธรรมชาติของระบบ ไม่ใช่ลักษณะเฉพาะที่อาจเปลี่ยนได้ ผลคือ “ความเป็นไปได้” ในจินตนาการการเมืองของคนไทยถูกบีบให้แคบลง คำว่า “ปฏิรูป” ในที่สาธารณะเกือบไม่ได้หมายถึงอะไรลึกซึ้งอีกแล้ว นอกจากการขัดเกลาผิวของสิ่งที่มีอยู่ ส่วนคำว่า “การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง” กลายเป็นวลีต้องห้ามที่บ่งบอกว่าผู้พูดคือคนหัวรุนแรง

บลอคจะตอบเราว่า สถานการณ์นี้เองคือเหตุผลที่ปรัชญาแห่งความหวังจำเป็นที่สุด เมื่อจินตนาการถูกบีบจนเหลือเพียงร่องเดียว หน้าที่ของนักคิดคือการขุดร่องใหม่ ไม่ใช่ด้วยการตะโกนใส่ผู้คนว่าให้เชื่อในความเป็นไปได้ แต่ด้วยการแสดงให้เห็นในรูปธรรมว่าความเป็นไปได้ใหม่ดำรงอยู่จริงในห้วงปัจจุบัน—ในการทดลองทางสังคมที่กำลังเกิดขึ้นในชุมชน ในเทคโนโลยีที่เปลี่ยนสมการของอำนาจ ในรูปแบบใหม่ของการรวมตัวที่ระบบราชการตามไม่ทัน ความหวังที่แท้จริงคือคำกริยา ไม่ใช่คำนาม ไม่ใช่สิ่งที่เรามี แต่เป็นสิ่งที่เราทำ และในการกระทำนั้นเองที่อนาคตเริ่มเขียนตัวเองขึ้นจากปัจจุบัน
๕. การเมืองไทยกับ “สูญญากาศแห่งความหวัง”

เมื่อเราอ่านการเมืองไทยร่วมสมัยผ่านแว่นของบลอค สิ่งที่เห็นเด่นชัดที่สุดคือสภาวะที่อาจเรียกได้ว่า “สูญญากาศแห่งความหวัง” ผู้คนจำนวนมากในสังคมมิได้สิ้นหวังในความหมายที่หยุดหายใจ พวกเขายังทำงาน ยังเลี้ยงดูครอบครัว ยังจ่ายภาษี ยังออกไปเลือกตั้งเมื่อมีโอกาส แต่ลึกลงไปกว่าพฤติกรรมเหล่านี้ พวกเขาได้ละทิ้งความเชื่อว่าระบบจะเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่าโดยสาระ พวกเขายอมรับว่า “สิ่งที่เป็น” คือ “สิ่งที่จะต้องเป็นต่อไป”

อาการเช่นนี้แตกต่างจากความสิ้นหวังเชิงคลาสสิก เพราะมันไม่นำไปสู่การลุกฮือหรือการประท้วงในวงกว้าง ตรงกันข้าม มันนำไปสู่การสลายของบรรทัดฐานที่เคยยึดสังคมไว้ คนเริ่มมองว่า “สังคมร่วม” คือสิ่งที่ดำรงอยู่ในตำราเท่านั้น ในชีวิตจริงมีเพียงตนเอง ครอบครัว และเครือข่ายอุปถัมภ์ส่วนตัว ความสามารถในการคิดถึง “เรา” ในระดับชาติเสื่อมถอยลงเรื่อย ๆ จนเหลือเพียง “พวกเรา” ในความหมายแคบ ๆ ที่กีดกันคนอื่นออก
ในสภาวะเช่นนี้ การเมืองแบบประชานิยมสุดขั้วจะกลายเป็นสินค้าที่ขายดี ผู้นำที่เสนอ “คำตอบที่เร็วและชัด” จะดูน่าเชื่อถือเสมอเมื่อเปรียบเทียบกับนักการเมืองที่พูดเรื่องโครงสร้างซับซ้อน และมนุษย์จำนวนมากก็พร้อมจะสละเสรีภาพเพื่อแลกกับความแน่นอนที่ผู้นำเผด็จการเสนอให้ บทเรียนของยุโรปในทศวรรษ ๑๙๓๐ และของหลายประเทศประชานิยมขวาจัดในปัจจุบัน ล้วนเริ่มต้นจากสภาวะสูญญากาศแห่งความหวังเช่นนี้

ในบริบทไทย สุญญากาศแห่งความหวังถูกผลิตซ้ำผ่านกลไกหลายชั้น วัฒนธรรมการเมืองที่จำกัดการตั้งคำถามเชิงโครงสร้าง สื่อกระแสหลักที่รายงานเหตุการณ์โดยปราศจากการชี้ให้เห็นทางออก ระบบการศึกษาที่สอนให้ท่องจำมากกว่าจินตนาการ และพรรคการเมืองที่แข่งขันกันในนาม “ความเป็นไปได้” ที่ไม่ต่างกันมากในสาระ ทั้งหมดสมคบกันสร้างเพดานต่ำ ๆ ของการคิดทางการเมือง ผลคือคนรุ่นใหม่จำนวนมากเลือก “ย้ายประเทศ” คนวัยกลางคนเลือก “ไม่พูดเรื่องการเมือง” และคนชั้นล่างเลือก “ฝากความหวังไว้กับใครสักคน” ทั้งสามทางเลือกล้วนคือการละทิ้งหน้าที่ของพลเมืองในการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ของสังคมใหม่

ออร์เนสต์ บลอค (Ernst Bloch)
 สภาวะนี้บ่งบอกสิ่งสำคัญสองประการ หนึ่ง สังคมที่กำลังเสื่อมก็คือสังคมที่กำลังเปลี่ยน เพียงแต่ทิศทางของการเปลี่ยนยังไม่ถูกชี้ชัด และสอง การชี้ทิศทางคือหน้าที่ของผู้มีปัญญาและผู้มีพลังในสังคม หากเราละทิ้งหน้าที่นี้ ทิศทางจะถูกชี้ชัดโดยพลังที่เลวร้ายที่สุดในสังคม นั่นคือกฎที่ประวัติศาสตร์ทุกหน้ายืนยัน
บทส่งท้าย ปรัชญาสำหรับยุคของการรอคอย

ออร์เนสต์ บลอคเขียนปรัชญาแห่งความหวังในเงาของยุคที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไรเหลือให้หวัง ในห้วงที่อารยธรรมยุโรปแตกสลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ในห้วงที่ผู้ลี้ภัยจำนวนนับล้านเร่ร่อนไม่มีจุดหมาย เขาเลือกเขียนหนังสือว่าด้วยความหวัง ไม่ใช่เพราะเขาตาบอด แต่เพราะเขาเชื่อว่าหากปราศจากแรงผลักนี้ มนุษยชาติจะไม่สามารถลุกขึ้นจากซากปรักหักพังของตนเองได้

สังคมไทยในปัจจุบันไม่ได้อยู่ในซากปรักหักพังในความหมายเดียวกัน แต่อยู่ในสภาวะของการหยุดนิ่งที่อาจอันตรายกว่าในระยะยาว เพราะมันไม่บังคับให้ใครต้องเปลี่ยนอะไร ทุกคนสามารถทนกับมันไปได้เรื่อย ๆ จนกว่าโครงสร้างจะพังลงเองโดยไม่มีใครเตรียมพร้อมรับ ในสภาวะเช่นนี้ ปรัชญาแห่งความหวังของบลอคกลายเป็นเครื่องมือที่จำเป็นมากกว่าฟุ่มเฟือย เพราะมันบังคับให้เราถามตนเองว่า เราเห็นเมล็ดพันธุ์อะไรบ้าง? เรากำลังบ่มเพาะอะไร? เราพร้อมจะเสี่ยงในนามของสิ่งใด?

คำตอบของคำถามเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่ ความหวังในความหมายของบลอคเริ่มต้นจากการกระทำเล็ก ๆ ที่ปฏิเสธจะยอมรับว่า “สิ่งที่เป็น” คือ “สิ่งที่จะต้องเป็น” การสอนเด็กให้คิดวิพากษ์ การสนับสนุนสื่ออิสระเล็ก ๆ การเข้าร่วมการประชุมชุมชน การเขียนบทความที่ไม่มีใครจ้าง การลงทุนเวลากับโครงการที่อาจไม่สำเร็จทั้งหมดนี้คือการลงคะแนนเสียงให้กับ “สิ่งที่ยังไม่เป็น” ในสมการของชีวิตประจำวัน

 ในท้ายที่สุด ปรัชญาแห่งความหวังของบลอคไม่ใช่ปรัชญาที่สบายใจ เพราะมันไม่อนุญาตให้เราหนีจากความรับผิดชอบด้วยการบอกว่า “ไม่มีอะไรเปลี่ยนได้” หรือ “ทุกอย่างจะเปลี่ยนเอง” มันยืนยันว่าอนาคตอยู่ในมือเราจริง ในมือของผู้ที่กล้ามอง ผู้ที่กล้าวิเคราะห์ และผู้ที่กล้าบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์โดยไม่รู้ผล นี่อาจคือมรดกที่ทรงคุณค่าที่สุดของนักปรัชญาผู้ลี้ภัยคนหนึ่งที่เขียนหนังสือว่าด้วยความหวังในยุคที่โลกดูจะหมดหวังที่สุด และยังคงพูดถึงเราในวันนี้ ในเงาของยุคสมัยที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไรเปลี่ยนได้ ทั้งที่จริงแล้วทุกอย่างกำลังเปลี่ยนแปลงอยู่ใต้ผิว เพียงแต่รอผู้ที่จะมองเห็น และที่กล้าจะเชื่อ