xs
xsm
sm
md
lg

เสียหน้าน้อยสุดคือ...ถอย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: อ.สุดาทิพย์ จารุจินดา อินทร


โดนัลด์ ทรัมป์
ทรัมป์ประกาศกร้าวเมื่อ 9 เมษายน จะหยุดยิงเพื่อเจรจายุติสงคราม โดยข่มขู่สุดๆ ตามสไตล์ของเขาว่า อิหร่านจะต้องยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ ซึ่งจนถึงวันนี้ก็ล่วงเลยจากวันนั้นมาเกือบสองเดือนแล้ว แต่การเจรจาก็ยังไม่ถึงจุดลงตัว; ยังไม่มีการลงนามเบื้องต้นเพื่อยุติสงครามแต่ประการใด

การเจรจารอบแรกที่อิสลามาบัดเป็นเจ้าภาพ ทางอิหร่านก็เสนอเรียกร้องหลายข้อ ถึง 14-15 ข้อ...

ในนั้นมีเรื่องสำคัญๆ คือกองกำลังของสหรัฐฯ จะต้องถอนออกจากบริเวณอ่าวเปอร์เซียทั้งหมด (หมายถึงฐานทัพสหรัฐฯ ที่ตั้งอยู่ 13 จุดในประเทศ GCC); การนำทรัพย์สินของอิหร่านที่ถูกอายัดไว้ในตะวันตกถึง 47 ปี (นับตั้งแต่ปฏิวัติโค่นพระเจ้าซาร์) เป็นจำนวนเงินหลายหมื่นล้านเหรียญ ให้กลับคืนอิหร่าน; สหรัฐฯ ต้องจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามเพราะอิหร่านถูกโจมตีก่อน และมีการทำลายสาธารณูปโภคพื้นฐาน และฝ่ายพลเรือนจำนวนมหาศาล; การหยุดปิดกั้น (Blockade) ที่อ่าวโอมาน; สหรัฐฯ จะต้องไม่กลับมาถล่มโจมตีอิหร่านเป็นการละเมิดอธิปไตยอีก การหยุดยิงทุกแนวรบ ซึ่งรวมถึงที่อิสราเอลยังไม่ยอมหยุดยิงทางตอนใต้ของเลบานอน ซึ่งขยายเข้าไปถึงเมืองหลวงเบรุต และทำให้ชาวเลบานอนกว่า 1 ล้านคนต้องอพยพหนีระเบิดที่ทำลายทั้งบ้านเรือน และชีวิตด้วย ไปอยู่ตามข้างถนน..เป็นต้น

ฝ่ายทรัมป์ยืนกรานจะต้องให้อิหร่านหยุดการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมทั้งหมด รวมถึงการพัฒนาปรมาณูเพื่อสันติด้วย โดยต้องหยุดโดยสิ้นเชิงถึง 20 ปี...
ข้อตกลง JC-POA ที่ปธน.โอบามาทำร่วมกับอิหร่านในปี 2015 (11 ปีแล้ว) โดยมีประกาศในคณะมนตรีความมั่นคง สหประชาชาติ 5+1 ร่วมลงนามเห็นชอบด้วยนั้น...จะทำให้อิหร่านสามารถเสริมสมรรถนะยูเรเนียมเป็นปรมาณูเพื่อสันติ โดยกำหนดเสริมสมรรถนะไม่ให้เกิน 3.67% และต้องไม่มีการเสริมสมรรถนะถึงขั้นอาวุธเป็นเวลา 15 ปี

เรียกว่า ข้อเรียกร้องของทรัมป์นั้น ทั้งโหด ทั้งเข้มข้นกว่าของโอบามา...เพราะทรัมป์ต้องการเอาชนะโอบามา ที่เขาทั้งอิจฉา ทั้งเกลียดชัง ที่เป็นปธน.ผิวดำคนแรก-ที่ได้รางวัลโนเบลสันติภาพในปีแรกที่เข้ามารับตำแหน่ง-และเรียนจบจากฮาร์วาร์ดที่น่าจะเป็นสถาบันสำหรับคนผิวขาวมากกว่า-คือประสบผลสำเร็จมากกว่าตัวทรัมป์ในแทบทุกด้าน-รวมทั้งได้รับเลือกเป็นปธน.ถึงสองสมัยติดต่อกัน-และยังมีเรื่องที่เมลาเนีย ภรรยาตัวเงินตัวทองของทรัมป์ เมื่อเข้ารับตำแหน่งที่ทำเนียบขาวในวาระแรก เธอได้ไปคัดลอกเอาคำพูดคมคายของมิเชล โอบามา มากล่าวเสริมภาพลักษณ์ของตนเอง จนคนจับได้และขายหน้ายิ่ง

มันเป็นความแค้นของทรัมป์ ที่ต้องชำระกับโอบามา (รวมทั้งไบเดนซึ่งโอบามาสนับสนุนจนชนะทรัมป์ในปี 2020) และทำให้โลกต้องวุ่นวายมากมายอยู่จนทุกวันนี้
เมื่อทรัมป์เข้ามาในวาระแรก เขาได้เลิกข้อตกลงหลายอย่างที่โอบามาได้ทำเอาไว้ (เป็นผลงานชิ้นโบแดงของโอบามา) ไม่ว่าจะเป็นข้อตกลง TPP; ข้อตกลงเรื่องโลกร้อน (Paris Accord) ของ UN; Obamacare ประกันสุขภาพถ้วนหน้า; โดยเฉพาะข้อตกลงกับอิหร่าน

ทรัมป์จะเหยียดข้อตกลงของโอบามาว่าอ่อนหัด, เสียรู้อิหร่าน, ถูกอิหร่านหลอก เพราะโอบามาโง่เขลา ไม่เก่ง และรอบรู้, รู้ทันคู่แข่งเท่ากับตัวทรัมป์เอง

เมื่อทรัมป์ฉีกข้อตกลง JC-POA ของโอบามาลงในปีแรกที่เข้าทำเนียบขาว ทางอิหร่านก็ถือว่า สหรัฐฯ ผิดสัญญาระหว่างประเทศที่ได้ทำกันไว้ ซึ่งเป็นที่มาของทรัมป์ (ในวาระที่ 2) ที่ข่มขู่ตามคำชี้แนะของเจ้านายคือ นายกฯ เนทันยาฮู ให้เปิดปฏิบัติการทางทหารเพื่อทำลายศูนย์พัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่านให้สิ้นซาก และให้อิหร่านหันมาทำข้อตกลงใหม่ (แทน JC-POA) กับทรัมป์ ที่จะต้องหยุดพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์โดยสิ้นเชิงเป็นเวลา 20 ปี…

อิหร่านไม่ยอมทำข้อตกลงนี้กับทรัมป์ เพราะความไม่น่าเชื่อถือของทรัมป์ที่เคยทำลายข้อตกลงระหว่างประเทศได้ลงคอ แล้วจะเชื่อได้อย่างไรว่า ถ้าอิหร่านทำข้อตกลงอีกครั้งกับทรัมป์ แล้วจะไม่ถูกหักหลังที่สหรัฐฯ จะยังคงบุกเข้ามาถล่มโจมตีอิหร่านอีก

แล้ว JC-POA ถูกฉีกทิ้งในวาระที่ 1 ของทรัมป์ อิหร่านถึงเดินหน้าเพิ่มสมรรถนะของนิวเคลียร์ จนสูงถึง 60% (แต่ทางอิสราเอลอ้างข่าวกรองของ MOSSAD ว่า อิหร่านพัฒนาเกิน 90% จนเป็น Weapon Grade แล้ว!!) เพื่อโน้มน้าวให้สหรัฐฯ (โดยทรัมป์) ยกทัพเข้ามาทำลายโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน เพราะอิสราเอลใส่ไฟว่าอิหร่านกลายเป็นภัยคุกคามเร่งด่วนมากต่อสหรัฐฯ...ทั้งๆ ที่ฝ่าย ผอ.ข่าวกรองแห่งชาติ (National Intelligence Agency) ก็บอกกับทรัมป์ว่า อิหร่านยังไม่สามารถพัฒนานิวเคลียร์จนถึง Weapon Grade แต่อย่างใด

เมื่อทรัมป์ถูกกดดันผลโพลจากทุกสำนักในสหรัฐฯ ว่า ประชาชนอเมริกันส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการทำสงครามกับอิหร่าน (แทบทุกโพลมีฝ่ายที่เห็นด้วยกับสงครามอิหร่านแค่ 30%...นี่ขนาดมีทหารอเมริกันตายไปแล้วเพียง 13 คนในเวลา 60 วันของการทำสงครามอิหร่าน)

และการรุกคืบของฝ่ายเดโมแครตในสภาฯ ที่ต้องการให้ทรัมป์ยุติสงคราม เพราะไม่ได้รับอาณัติจากสภาฯ ตั้งแต่ต้น...โดยเสียงของสมาชิกวุฒิสภาฝ่ายเดโมแครตกำลังได้รับความร่วมมือจาก สว.ฝ่ายรีพับลิกันมาก เพื่อบังคับให้ทรัมป์ต้องเอาเรื่องเข้าสภาฯ ในการชี้แจง เพราะเลยกำหนด 60 วันตามกฎหมายการปฏิบัติการทางทหารโจมตีประเทศอื่น

การติดหล่มจมปลักอยู่กับปฏิบัติการทางทหารที่อ่าวโอมานของกองทัพสหรัฐฯ เพื่อปิดล้อมชั้นนอกของกองกำลังอิหร่าน-ที่ปิดช่องแคบฮอร์มุซอยู่-ทำให้ทรัมป์ต้องยอมอิหร่านแทบหมดรูป เพื่อยุติสงครามโดยเร็ว และรีบนำทหารกลับบ้านให้ได้ก่อนที่คะแนนนิยมจะยิ่งตกลงไปมากกว่านี้

เพราะราคาน้ำมันโลกก็ไม่มีทีท่าจะถอยกลับไปอยู่ก่อนสงครามอิหร่าน (ที่ 65-70 เหรียญ) และมีแต่จะยังเดินหน้าไปสู่ 120 เหรียญในฤดูร้อนนี้ (ที่ซีกโลกภาคเหนือ) ตามการคาดคะเนของหลายๆ สถาบัน ไม่ว่าจะเป็นซิตี, โกลด์แมนแซคส์,  IEA, ยูบีเอส เป็นต้น และราคาพืชพันธุ์ธัญญาหารก็จะต้องขยับขึ้นด้วย จากการขาดแร่ธาตุแม่ปุ๋ยของตะวันออกกลาง รวมทั้งผลิตภัณฑ์เปโตรเคมีพวกสารเคมีและพลาสติกทั้งมวล

ทรัมป์ชนะไบเดนในปี 2024 ก็เพราะทรัมป์หาเสียงถล่มไบเดนว่าสินค้าขึ้นราคา และทำให้ประชาชนต้องการเปลี่ยนจากพรรคเดโมแครตมาเป็นทรัมป์ก็เพราะเรื่องเศรษฐกิจปากท้อง

แต่คราวนี้ในการเลือกตั้งกลางเทอมนี้ ผลพวงจากสงครามอิหร่านกำลังทำลายความนิยมของฝ่ายรีพับลิกันในทำเนียบขาว ซึ่งมีทีท่าว่า ประชาชนอเมริกันส่วนใหญ่ไม่เพียงไม่ต้องการส่งลูกหลานตนเองไปเข้าสงคราม แต่เรื่องสินค้าและบริการ (น้ำมันเครื่องบินกำลังพุ่งทะยาน-และตั๋วเครื่องบินก็ต้องพ่วงค่าธรรมเนียมน้ำมันแพงเพิ่มเติมเข้ามาอีก)

ในข้อตกลงที่ทรัมป์และรมต.ต่างประเทศ รูบิโอ ออกมาอุ้มตลาดเงินตลาดทุนว่า “ใกล้แล้วๆ” ที่จะลงนามยุติสงครามนั้น ฝ่ายทรัมป์แทบจะยอมอิหร่านทุกๆ อย่าง โดยเฉพาะคือการเลิกปิดล้อมอ่าวโอมาน (โดยอิหร่านจะเลิกปิดช่องแคบฮอร์มุซทันที)

ที่สำคัญคือ ข้อเรียกร้องของทรัมป์แต่ต้น เรื่องไม่ให้อิหร่านพัฒนาเสริมสมรรถนะนิวเคลียร์ของอิหร่านนั้น ถึงกับทรัมป์จะยอมไม่ให้ใส่เข้าไปในข้อตกลงขั้นต้นนี้ทีเดียว โดยจะผ่อนผันให้มีการเจรจารายละเอียดในอีก 30-60 วันข้างหน้า...โดยน่าจะลดเวลาห้ามพัฒนานิวเคลียร์จาก 20 ปี เพราะอิหร่านเสียงแข็งกร้าวมาก

ส่วนก้อนพลังงานนิวเคลียร์ ที่อิหร่านถูกกล่าวหาว่า ได้ทำไว้หนักถึง 460 กก.นั้น สหรัฐฯ ต้องการให้อิหร่านมอบให้สหรัฐฯ ซึ่งอิหร่านยังไม่ตกลงแต่อย่างใดทั้งสิ้น

ทรัมป์รักษาหน้ากับการถอยครั้งนี้ด้วยการไปลากเอาข้อตกลง Abraham Accord มาชักชวนเหล่าประเทศอาหรับให้เปิดสัมพันธ์การทูตกับซาอุฯ เพื่อเอาใจอิสราเอลให้หันมายอมทำข้อตกลงยุติสงครามในครั้งนี้ด้วย