ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - “Buy Now Pay Later (BNPL)” หรือ “ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง” กลายประเด็นร้อนที่ต้องจับตาหลัง “แบงก์ชาติ” ผยพฤติกรรมก่อหนี้ของคนรุ่นใหม่ชอปปิงออนไลน์ ผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต่างๆ ดันหนี้ครัวเรือนพุ่งอย่างมีนัยสำคัญ
นส.ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายองค์กรสัมพันธ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในเวทีสัมมนาในงาน Money EXPO 2026 ในหัวข้อ Financial Literacy การเงินดี ชีวิตดี เกี่ยวกับสถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทย ตอนหนึ่งโดยระบุว่าพฤติกรรมการใช้เงินของคนไทยในรูปแบบใหม่ คือ เทรนด์การซื้อสินค้าแบบซื้อก่อนจ่ายทีหลัง หรือ Buy Now Pay Later (BNPL) ซึ่งกำลังได้รับความนิยมในแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต่างๆ โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน และคนเริ่มทำงาน ซึ่งอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤติหนี้ครัวเรือนที่ฝังรากลึกในอนาคต
“ฟีเจอร์เหล่านี้คือ สินเชื่อรูปแบบหนึ่ง ที่ไม่จำเป็นต้องไปขอสินเชื่อจากแบงก์ แต่เป็นลูกหนี้ที่อยู่ในแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต่างๆ จึงสามารถให้สินเชื่อได้ง่ายแต่วงเงินที่ได้แต่ละคนไม่เท่ากัน ซึ่งยิ่งวงเงินยิ่งมากยิ่งน่ากลัว สิ่งที่กังวลคือ ทำให้พฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชน โดยเฉพาะเด็ก ประชาชนคนอายุน้อย ที่เพิ่งเริ่มทำงานเปลี่ยนไปเพราะต้องบริหารจัดการหนี้ ทั้งที่ไม่มีประสบการณ์เพียงพอ”
อ้างอิงสถิติตั้งแต่ปี 2556 จนถึงปัจจุบันรายจ่ายโดยเฉลี่ยของคนไทยสูงกว่ารายได้มาโดยตลอด ประชากรจำนวนมากที่ต้องกู้หนี้ยืมสินเพื่อมาใช้จ่ายในใช้ชีวิต และปัญหาหนี้สินไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่กลุ่มวัยคนทำงาน แต่ยังขยายตัวในกลุ่มคนอายุน้อยและกลุ่มผู้สูงอายุอย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งนี้ ธปท. พบว่ามีคนไทยที่อยู่ในระบบกว่า 21 ล้านคน เป็นหนี้ ในจำนวนนี้กว่า 3 ล้านคน หรือราว 16% กลายเป็นหนี้เสีย ที่ถือเป็นตัวเลขที่น่ากังวลอย่างมาก เพราะหนี้เสียไม่ได้กระทบเพียงแค่การชำระหนี้ในปัจจุบัน แต่ยังส่งผลกระทบต่อความสามารถในการเข้าถึงสินเชื่อในอนาคต
โดยพบว่า 50% ของคนไทยที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปี เป็นหนี้แล้ว แต่ที่น่ากังวลคือ 1 ใน 5 ของคนกลุ่มนี้ หรือในช่วงอายุประมาณ 29 ปี กลายเป็นลูกหนี้เสีย (NPL) ไปแล้ว สะท้อนว่าการเงินเริ่มมีปัญหาตั้งแต่เริ่มต้นชีวิตการทำงาน ขณะเดียวกัน ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤติแก่ก่อนรวย การสู่ภาวะ Super Aging Society แต่ประชากรส่วนใหญ่เข้าสู่วัยเกษียณภาระหนี้ก้อนโต โดยพบว่ากลุ่มอายุ 60 - 69 ปี มีหนี้เฉลี่ยต่อคนสูงถึง 450,000 บาท นอกจากนี้กลุ่มอายุ 70-79 ปี ซึ่งเป็นช่วงวัยที่ไม่สามารถทำงานสร้างรายได้แล้วนั้น พบว่าจำนวนหนี้คงเหลือเฉลี่ยกว่า 300,000 บาทต่อคน
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นอาจเปลี่ยนจาก Buy Now Pay Later สู่ Buy Now Pain Later ที่กลายมาเป็นภาระที่เจ็บปวดของลูกหนี้จากมูลค่าหนี้ที่สะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
Bangkok Bank InnoHub ประเมินมูลค่าตลาด BNPL ในประเทศไทย มีแนวโน้มเติบโตถึง 14.9% ในปี 2568 และจะมีมูลค่าสูงถึง 3.94 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 127,500 ล้านบาท และจะขยายตัวต่อเนื่องด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ย (CAGR) 10.9% ไปจนถึงปี 2573
อย่างไรก็ดี ภายใต้การเติบโตแฝงความน่ากังวลทั้งในมิติของพฤติกรรมการใช้จ่าย ความเสี่ยงด้านวินัยทางการเงิน หนี้ครัวเรือน ตลอดจนช่องโหว่เชิงโครงสร้างของระบบกำกับดูแล ซึ่งอาจทำให้ BNPLกลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหม่ของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
ทั้งนี้ BNPL เป็นสินเชื่อที่เกิดขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคสามารถซื้อสินค้า และบริการได้โดยไม่ต้องจ่ายเงินเต็มจำนวนในทันที ผ่านกระบวนการใช้งานถูกออกแบบให้เรียบง่ายและรวดเร็ว โดยระบบจะอนุมัติเครดิตอย่างรวดเร็ว และตรวจสอบข้อมูลผู้ซื้อเพียงเล็กน้อย จากนั้นผู้ซื้อสามารถเลือกบริการ BNPL โดยชำระเต็มหรือผ่อนชำระเป็นงวดๆ โดยมีทั้งดอกเบี้ย 0% และดอกเบี้ยอยู่ในช่วง 15 - 25% ต่อปีขึ้นอยู่กับระยะผ่อนตามสัญญา และหากผิดนัดชำระจะถูกคิดดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น
ก่อนหน้านี้ทางสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เผยแพร่บทความเรื่อง “ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง (Buy Now Pay Later) : เทรนด์ในการเข้าถึงสินเชื่อยุคใหม่” โดยระบว่าการขยายตัวของการซื้อขายสินค้าและบริการผ่านช่องทางออนไลน์รวมกับการมีเทคโนโลยี ที่เชื่อมโยงกับฐานข้อมูลและพฤติกรรมของผู้บริโภค ทำให้ผู้ผลิตสินค้าและสถาบันการเงินสามารถให้สินเชื่อหรือให้บริการผ่อนชำระผ่านกับผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น ซึ่งล่าสุดเกิดบริการผ่อนชำระเรียกว่า “ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง” หรือ Buy Now Pay Later (BNPL) ที่ปัจจุบันกำลังได้รับความนิยม
กล่าวสำหรับ BNPL มีความแตกต่างจากการผ่อนชำระเดิมที่ส่วนใหญ่ทำผ่านบัตรเครดิต ทำสัญญาเช่าซื้อกับธนาคาร หรือทำสัญญากับร้านค้าโดยตรง ซึ่ง BNPL อาจอยู่บนแพลตฟอร์มการซื้อขายสินค้าออนไลน์ หรืออาจเป็นบริการหนึ่งบนแอปพลิเคชันอื่นที่ไม่ได้ให้บริการทางการเงิน
BNPL เป็นบริการผ่อนชำระที่เข้ามาเพิ่มโอกาสการเข้าถึงสินเชื่อในกลุ่มผู้มีรายได้น้อยหรือมีรายได้ไม่แน่นอน เนื่องจากเป็นสินเชื่อที่ผู้บริโภคไม่จำเป็นต้องมีบัตรเครดิต และสามารถใช้เพียงบัตรประชาชนสำหรับการยืนยันตัวตนเพื่อขอสินเชื่อเท่านั้น และจากการเข้าถึงบริการได้ง่าย ทำให้ปัจจุบันทั่วโลกมีการใช้บริการ BNPL เป็นจำนวนมาก
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า BNPL มีความเสี่ยงกระตุ้นให้ผู้บริโภคก่อหนี้เกินตัว เนื่องจากระบบให้สินเชื่อไม่ได้เชื่อมโยงกับข้อมูลรายได้หรือภาระหนี้ทั้งหมด การพิจารณาจากพฤติกรรมการซื้อสินค้าเพียงอย่างเดียว ทำให้บางรายได้รับวงเงินสูงเกินศักยภาพ นอกจากนี้ การที่ BNPL สามารถนำไปใช้ซื้อสินค้าและบริการนอกแพลตฟอร์ม เช่น ร้านอาหาร หรือ สถานีบริการน้ำมัน เป็นภาพสะท้อนระดับความเปราะบางของการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
SCB EIC เผยผ่านบนวิเคราะห์เรื่อง “BNPL Buy Now Pay Later or Be NPL ความเสี่ยงการเงินที่มาพร้อมความสะดวกในการเข้าถึงสินเชื่อที่ง่ายขึ้น” โดยระบุว่าการขยายตัวของ BNPL และสินเชื่อดิจิทัลสวนทางกับศักยภาพทางการเงินของผู้บริโภค อ้างอิงผลสำรวจ SCB EIC Consumer Survey ปี 2568 จากกลุ่มตัวอย่าง 1,631 คน พบว่า ภาวะการเงินของครัวเรือนไทยยังเปราะบาง และความเสี่ยงทางการเงินเพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากการเข้าถึงสินเชื่อบางประเภทได้ง่ายขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
โดยสัดส่วน 25% ของผู้ตอบแบบสอบถามใช้สินเชื่อดิจิทัล หรือ BNPL ซึ่งมากกว่าสัดส่วนผู้ใช้บัตรกดเงินสดที่อยู่ที่ 16.5% ซึ่งการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของการใช้ BNPL ไม่ได้สะท้อนเพียงความนิยมในช่องทางใหม่ แต่ชี้ว่าผู้บริโภคจำนวนมากกำลังพึ่งพาสินเชื่อระยะสั้นเพื่อประคองการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
นอกจากนี้ รากฐานของความน่าห่วงจาก BNPL อยู่ที่โครงสร้างรายได้ และรายจ่ายของครัวเรือนไทย ผลสำรวจชี้ว่า กว่า 70% ของผู้บริโภคมีรายได้เท่าเดิมหรือลดลง ในขณะที่มากกว่า 90% เผชิญรายจ่ายเท่าเดิมหรือเพิ่มขึ้น
ส่งผลให้ราว 1 ใน 3 ประสบปัญหารายได้โตช้ากว่ารายจ่าย โดยปัญหานี้รุนแรงเป็นพิเศษในกลุ่มรายได้น้อยกว่า 30,000 บาทต่อเดือน โดยกว่า 60% ของกลุ่มนี้ระบุว่ากำลังเผชิญภาวะดังกล่าว แต่สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่า คือ ความเปราะบางเริ่มลามไปยังกลุ่มรายได้สูงขึ้น โดยกลุ่มผู้มีรายได้ 100,000-200,000 บาท/เดือน มีสัดส่วนผู้ที่รายได้ไม่พอรายจ่ายเพิ่มขึ้นจากผลสำรวจปีก่อนหน้า
สะท้อนภาพรวมของสถานการณ์ปัญหาทางการเงินไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกลุ่มฐานล่าง แต่เริ่มกัดกินกำลังซื้อของกลุ่มชนชั้นกลางและบน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากเริ่มตึงมือสู่ความเสี่ยงผิดนัดเมื่อรายได้ไม่สอดคล้องกับรายจ่าย
นายสุรพล โอภาสเสถียร ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด หรือ เครดิตบูโร เปิดเผยว่าความน่าห่วงของ BNPL เริ่มต้นจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภค สินค้าหลายชนิดที่เคยเป็นของจำเป็นหรือของใช้ทั่วไป ได้พัฒนาไปสู่สินค้าที่มีราคาสูงขึ้น และผูกกับภาพลักษณ์ของแบรนด์ การเข้าถึงสินค้าราคาแพงจึงไม่ได้สอดคล้องกับรายได้ที่แท้จริงของผู้บริโภคจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้ไม่ประจำ BNPL ทำให้การตัดสินใจซื้อไม่ต้องเผชิญกับข้อจำกัดของเงินสดในมือ ส่งผลให้ผู้บริโภคเริ่มชินกับการผ่อน แม้ในสินค้าที่ไม่จำเป็น และเมื่อพฤติกรรมนี้เมื่อสะสมไปเรื่อยๆ จะกลายเป็นนิสัยในการพึ่งพาสินเชื่อเป็นเรื่องปกติ
พฤติกรรมการก่อหนี้ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยในห้วงเวลานี้บ่มเพาะความเสี่ยงในระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อ BNPL ถูกใช้ควบคู่กับหนี้ประเภทอื่นที่ไม่ถูกรายงานอย่างเป็นระบบ และหากพิจารณดูหนี้ครัวเรือนที่ปรากฏในข้อมูลจะสะท้อนหนี้ของผู้ที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไป โดยสิ่งที่น่ากังวล คือ Next Wave ของปัญหาหนี้ ซึ่งกำลังก่อตัวในกลุ่มคนรุ่นใหม่วัยหนุ่มสาวที่เริ่มเป็นหนี้เร็วขึ้น เมื่อถึงจุดที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้ จะกลายเป็นแรงกระแทกต่อระบบการเงิน และเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ
ประเด็นสำคัญบริการ BNPL ไม่อยู่ภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เนื่องจากแพลตฟอร์มไม่ถูกจัดว่าเป็นสถาบันการเงิน กล่าวคือเกิดช่องโหว่ทางกฎหมายในการการกำกับดูแล BNPL โดยแพลตฟอร์มเป็นผู้ให้เครดิตเอง
แม้ว่า BNPL จะเป็นการให้บริการสินเชื่อ แต่ในทางกฎหมายกลับถูกตีความว่าเป็นการขายแบบผ่อนชำระความแตกต่างระหว่างคำว่า Credit และ Lending จึงถูกใช้เป็นช่องว่างในการกำกับดูแล ทั้งที่ในหลายประเทศแนวคิดเรื่องเครดิตครอบคลุมกว้างกว่านั้นมาก อีกทั้ง ผู้ให้บริการยังมีการหลีกเลี่ยงการปล่อยกู้เอง แต่เป็นลักษณะให้วงเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ขาย ผ่านไลเซนส์นาโนไฟแนนซ์เพื่อปล่อยกู้ให้กับผู้ขายในระบบ ขณะที่ฝั่งผู้ซื้อใช้สินเชื่อส่วนบุคคล (P-Loan) ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง เหล่านี้เป็นช่องโหว่ซึ่งแพลตฟอร์มขนาดใหญ่สามารถหลีกเลี่ยงการกำกับดูแลได้
นอกจากนี้ ยังพบว่า BNPL เปิดโอกาสให้ผู้มีอายุเพียง 18 - 19 ปี เข้าถึงวงเงิน 10,000 – 100,000 บาท ต่อราย หากเทียบกับในระบบสินเชื่อที่วันนี้กำหนดขั้นต่ำของผู้ที่ได้สินเชื่อต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปี และมีเงื่อนไขรายได้ที่ชัดเจน โดย BNPL สามารถพึ่งพาผู้ปกครองในทางกฎหมายได้ ที่อาจเป็นจุดอ่อนในด้านการตรวจสอบได้ยากขึ้น
นายสมชาย เลิศลาภวศิน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่าสินเชื่อ Buy Now Pay Later (BNPL) พัฒนาการทางการเงินที่จริงๆ ไม่ใช่เรื่องใหม่ ที่มาพร้อมแพลตฟอร์มดิจิทัลหรืออีคอมเมิร์ซ ทำให้เข้าถึงการบริโภคได้ง่ายและเร็วขึ้น ซึ่งยอมรับว่ามีทั้งประโยชน์ และความเสี่ยง ด้านประโยชน์ หากใช้เพื่อรองรับความจำเป็นระยะสั้นก็ถือว่าตอบโจทย์ผู้บริโภค และช่วยปิดแก๊ปหรือช่องว่างในการเข้าถึงสินเชื่อได้ แต่หากใช้เพื่อการบริโภคเกินจำเป็น หรือเกินความสามารถในการชำระหนี้ ก็เป็นประเด็นที่ต้องเฝ้าระวัง รวมถึงเรื่องอัตราดอกเบี้ย และภาระหนี้ที่อาจเกิดขึ้น
สำหรับความเคลื่อนไหว ธปท. ในการเข้ามากำกับดูแล BNPL อยู่ระหว่างศึกษาและประเมินความเหมาะสมในการกำกับดูแลต่อไป โดยคาดว่าจะมีความชัดเจนภายในปี 2569.


