xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการสุดสัปดาห์

x

ศึกสองพรรคร่วมคุกรุ่น ‘น้ำเงิน’ หนุนนำเข้าข้าวโพด GMO ‘แดง’ ขวางลำอุ้มชาวไร่ ชิงฐานเสียง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ศุภจี สุธรรมพันธุ์
ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - ต้องบอกว่ามืออาชีพ “ซูเปอร์จี” ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กระทรวงพาณิชย์ เปิดซีนเรียกแขกแบบไม่พักจากล้งกลางมะพร้าวน้ำหอม ทุเรียนลูกละร้อย มาถึงออกโรงหนุนนำเข้าข้าวโพด GMO ล้านตัน เรียกทัวร์ชาวไร่ชาวสวนลงแบบแทบไม่มีลานจอดก็ว่าได้


เรื่องมะพร้าวกับทุเรียนอาจทำให้พรรคร่วมรัฐบาลนั่งนิ่งบนภูดูกระแสสังคมขย้ำซูเปอร์จี แต่สำหรับการนำเข้าข้าวโพดจีเอ็มโอล้านตันคราวนี้ ไม่ใช่เรื่องที่พรรคเพื่อไทยซึ่งคุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ฯ จะวางเฉยอยู่ได้ เพราะส่งผลกระทบในหลายมิติต่อภาคเกษตรของไทย ฐานเสียงใหญ่สุดเรื่องนี้จึงสุ่มเสี่ยงกลายเป็นลิ่มตอกลึกสร้างรอยร้าวระหว่างสองพรรคแกนนำรัฐบาลอย่าง “ภูมิใจไทย (ค่ายสีน้ำเงิน)” และ “เพื่อไทย (ค่ายสีแดง)” อย่างยากจะหลีกเลี่ยงหากหาทางลงได้ไม่ดีพอ

เกมนี้ “ศุภจี” ผู้ซึ่งมีฐานคิดแบบทุนนิยมยืดหยุ่น ยึดโยงความต้องการของภาคธุรกิจเป็นศูนย์กลาง อาจคาดไม่ถึงว่าผลลัพธ์ที่ตามมาจะหนักหนาแค่ไหน จึงเปิดไฟเขียวให้กลุ่มทุนอาหารสัตว์ยักษ์ใหญ่ลงนามความร่วมมือ (MOU) นำเข้าข้าวโพด GMO จากสหรัฐอเมริกาถึง 1 ล้านตัน โดยอ้างว่าเป็นไปเพื่อ “อุดช่องว่าง” ส่วนต่างความต้องการใช้ในประเทศที่สูงถึง 9 ล้านตัน ในขณะที่ไทยผลิตได้เพียง 5 ล้านตันเท่านั้น ยังขาดอยู่ 4 ล้านตัน ซึ่งต้องใช้วัสดุทดแทน เช่น ปลายข้าว รำข้าว และมันเส้น รวมถึงการนำเข้าจากประเทศอาเซียนและเพื่อนบ้าน ปัจจุบันไม่สามารถนำเข้าจากทางกัมพูชาได้ และการนำเข้าจากเมียนมาก็ลดลง เพราะไทยควบคุมเรื่องการเผา

ขณะเดียวกัน ท่าทีของศุภจี ต่อความเคลื่อนไหวของเกษตรกรกลุ่มชาวไร่ข้าวโพด แสดงความกังวลและร้องเรียนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรณีไทยเตรียมนำเข้าข้าวโพด GMO นั้นคือ “ไม่มีข้อกังวล” และ “ไม่ต้องกังวล” การเซ็นสัญญากับสหรัฐฯของเอกชนไทยเนื่องจากกิจการอาหารสัตว์กังวลว่าห่วงโซ่อาหารสัตว์จะได้รับผลกระทบเพราะมีปริมาณไม่เพียงพอ การเซ็นเอ็มโอยูไม่ใช่สัญญาซื้อขาย ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง และมีข้อกำหนดว่าจะนำเข้าเฉพาะกรณีที่ขาดแคลน และอยู่ในกรอบของ WTO ฉะนั้นไม่ต้องกังวล

รมว.พาณิชย์ ยังเชื่อมั่นในมาตรการปกป้องเกษตรกร ภายใต้เงื่อนไขการนำเข้าที่ต้องซื้อภายในประเทศก่อน จึงจะนำเข้าได้และกำหนดสัดส่วน 3 ต่อ 1 รวมถึงควบคุมเรื่องของราคาขั้นต่ำ ไม่ให้ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อป้องกันผลกระทบเรื่องราคาต่อเกษตรกรไทย

สำหรับค่ายสีน้ำเงิน กลุ่มทุนอุตสาหกรรมเกษตรและปศุสัตว์ขนาดใหญ่คือกลุ่มทุนที่พวกเขาต้องการซัพพอร์ต ยิ่งเห็นภาพ “เจ้าสัว” เข้าทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันก่อนยิ่งฉายชัด การแสวงหาหนทางลดต้นทุนวัตถุดิบเพื่อให้กลุ่มทุนเหล่านี้สามารถไปแข่งขันในตลาดโลกได้ คือผลงานชิ้นโบแดงที่พรรคภูมิใจไทยหวังใช้ประกาศตัวว่า พรรคได้ยกระดับจากพรรคการเมืองท้องถิ่นขึ้นมาเป็นพรรคผู้คุมทิศทางเศรษฐกิจมหภาคของประเทศอย่างเต็มตัว

พลันที่กระทรวงพาณิชย์ ภายใต้การบริหารของพรรคภูมิใจไทย ไฟเขียวหนุนนำเข้าข้าวโพดจีเอ็มโออย่างเป็นทางการ ฟากฝั่งกระทรวงเกษตรฯ ภายใต้การกำกับดูแลของพรรคเพื่อไทย ก็ขยับตัวตั้งรับทันควัน

นับเป็นท่าทีที่ไม่ต่างไปจากจุดยืนของกระทรวงเกษตรฯ สมัย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า นั่งเป็นรัฐมนตรีว่าการฯ ที่ค้านหัวชนฝา ด้วยเหตุผลจะกดราคาข้าวโพดในประเทศให้ต่ำลง และผลกระทบต่อคู่ค้าที่ต่อต้านจีเอ็มโอทำให้สินค้าเกษตรของไทยอาจมีปัญหาประเทศเหล่านั้นไม่รับซื้อ กระทบต่อห่วงโซ่อุปทานส่งออกปศุสัตว์ของไทยได้

มาคราวนี้ก็เช่นกัน ค่ายสีแดงรู้ดีว่า “เกษตรกรรากหญ้า” คือเส้นเลือดใหญ่และฐานเสียงดั้งเดิมที่พวกเขาจะเพลี่ยงพล้ำให้ใครไม่ได้อีก ดังนั้น ในวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 ขบวนแกนนำ “สมาคมชาวพืชไร่แห่งประเทศไทย” เดินทางมายื่นหนังสือร้องเรียนคัดค้าน ฝั่งเพื่อไทยจึงไม่รอช้า รีบเปิดหน้าเสื่อรับลูกทันที พร้อมจัดฉากเจรจาเร่งด่วนเพื่อส่งสัญญาณไปถึงมวลชนว่า “เพื่อไทยพร้อมเป็นกำแพงพิงหลังให้ชาวไร่ชาวนา”

 นายเทอดศักดิ์ ลาภจิตรกุศล นายกสมาคมการค้าพืชไร่ ระบุในหนังสือถึงสื่อมวลชนก่อนนี้ว่า ไม่เห็นด้วยต่อการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตัดต่อพันธุกรรมจากสหรัฐฯ และขอให้รัฐบาลทบทวนระงับการดำเนินการดังกล่าว เพราะส่งผลกระทบต่อชาวไร่ชาวนาไทยและกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ผลิตอาหารสัตว์และผู้เลี้ยงสัตว์รายกลาง-รายเล็ก ซึ่งอาจทยอยเลิกกิจการในระยะยาว

สมาคมฯ ระบุสังคมกำลังจับตาว่าการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และวัตถุดิบทดแทนถูกขับเคลื่อนโดยกลุ่มทุนผ่านระบบราชการ ขณะที่ปัจจุบันวัตถุดิบหมวดคาร์โบไฮเดรตในประเทศยังมีปริมาณมากทั้งข้าวโพด มันสำปะหลัง รำข้าว ปลายข้าว และข้าวเปลือก ซึ่งหลายรายการยังมีราคาต่ำซึ่งธุรกิจอาหารสัตว์ควรให้ความสำคัญกับการซื้อและใช้วัตถุดิบในประเทศก่อน เพื่อกระจายรายได้ เงินทุนหมุนเวียนในประเทศ
ข้อกังวลของสมาคมชาวพืชไร่ฯ ถูกนำมาใช้เป็นอาวุธในการตอบโต้ทางการเมืองอย่างชาญฉลาด ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงเรื่องราคาสินค้าในประเทศดิ่งเหวจากการดัมพ์ตลาด ความเสี่ยงทางชีวภาพเรื่อง “ยีนปนเปื้อน” ที่อาจทำให้เกษตรกรไทยโดนบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติฟ้องร้องฐานละเมิดสิทธิบัตร ไปจนถึงความย้อนแย้งที่รัฐบาลบีบให้เกษตรกรไทยทำโปรเจกต์รักษ์โลก ลด PM2.5 แต่กลับเปิดประตูรับพืช GMO ข้ามชาติเข้ามาอย่างง่ายดาย

งานนี้ กระทรวงเกษตรฯ จึงแก้เกมด้วยการสั่งการด่วนให้ กรมวิชาการเกษตร ยกระดับด่านตรวจพืชและกฎหมายกักพืชขั้นสูงสุดและสุ่มตรวจอย่างรอบด้าน แสดงให้เห็นว่าค่ายสีแดงพร้อมจะใช้กลไกราชการเข้าเกียร์ว่างและเตะถ่วงเกมนำเข้าของค่ายสีน้ำเงินอย่างถึงที่สุด

สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ
ขณะเดียวกัน  นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะนำเรื่องที่สมาคมชาวไร่ฯ มาร้องเรียนไปหารือกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และประสานงานกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อวางกลไกการนำเข้าให้เกิดความสมดุลลและชัดเจน ไม่ให้กระทบต่อราคาผลผลิตในประเทศ และยืนยันว่าความเดือดร้อนและรายได้ของเกษตรกรต้นทางเป็นสิ่งสำคัญที่สุด โดยจะเร่งหาแนวทางบริหารจัดการเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาให้เหมาะสมต่อทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคอย่างทั่วถึง

หากอ่านเหลี่ยมคูทางการเมืองของเกมขบเหลี่ยมรอบนี้ การที่กระทรวงพาณิชย์ ไฟเขียว MOU นั้น ทำให้พรรคภูมิใจไทยได้แต้มและคำขอบคุณจากกลุ่มทุนใหญ่ไปเรียบร้อยแล้ว พร้อมกับลอยตัวเหนือปัญหาโดยอ้างมาตรการสัดส่วนรับซื้อ 3:1 และเกณฑ์ราคาขั้นต่ำมาเป็นเกราะกำบัง

ทว่า ในทางปฏิบัติ หากอนาคตมีข้าวโพด GMO ทะลักเข้ามาจริงแล้วกลไกราคาในประเทศพังพินาศ หรือเกิดการรั่วไหลปนเปื้อนสู่วิถีธรรมชาติ คนที่จะต้องตกเป็นจำเลยของสังคมและรับก้อนอิฐจากชาวไร่ทั่วประเทศจะไม่ใช่กระทรวงพาณิชย์ แต่คือกระทรวงเกษตรฯ ของพรรคเพื่อไทยเต็มๆ

ศึกนำเข้าข้าวโพด GMO 1 ล้านตัน จึงไม่ใช่แค่เรื่องของปากท้องของชาวไร่ชาวนาหรืออุตสาหกรรมอาหารสัตว์ แต่มันคือการปะทะกันของสองขั้วอำนาจในพรรคร่วมรัฐบาล ฝั่งหนึ่ง คือ ภูมิใจไทย ที่เลือกค้ำยันฐานอำนาจด้วยสายสัมพันธ์กลุ่มทุนระดับบน เพื่อสร้างความมั่นคงในมิติเศรษฐกิจกระแสหลัก ขณะที่อีกฝั่ง คือ พรรคเพื่อไทย เลือกที่จะกอดฐานเสียงรากหญ้าเพื่อทวงคืนความยิ่งใหญ่ในสนามเลือกตั้งครั้งต่อไป

รอติดตามกันต่อไปว่า กระทรวงเกษตรฯ ภายใต้การบริหารของค่ายสีแดง จะปกป้องคุ้มครองเกษตรกรรากหญ้าได้สักกี่มากน้อยในโมงยามที่ต้องงัดกับค่ายสีน้ำเงินและอิทธิพลของกลุ่มทุนอาหารสัตว์ยักษ์ใหญ่ระดับประเทศ.